คราบโลหิตสีเข้มบนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา ไม่ใช่ภาพที่ผมคุ้นชินเลยแม้แต่น้อย
ในโลกแห่งกระบวนการยุติธรรมที่ผมยืนหยัดอยู่ อัยการอย่างรณพีร์คุ้นเคยกับการมองเห็นร่องรอยความเสียหายในสำนวนคดี บนกระดาษฟูลส์แคปที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรไทยสารบรรณขนาดสิบหก แต่วันนี้... หยาดเลือดของผมเองกลับกำลังซึมผ่านเนื้อผ้า หยดลงบนพื้นปูนเปลือยของลานจอดรถใต้ดินร้างแห่งนี้ทีละหยด สลับกับเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของพิมพ์มาดา
"คุณนั่งนิ่งๆ ก่อนสิครับ พิมพ์..." ผมพยายามเอ่ยปราบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ความเจ็บแปลบจากคมมีดพับที่เฉียดผ่านซี่โครงด้านขวาจะกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังสมองส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง
"อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยค่ะ... เอ๊ด... ผมหมายถึง คุณพีร์ อย่าเพิ่งขยับ!"
พิมพ์มาดาหน้าซีดเผือด มือเรียวที่ปกติเคยตวัดปากกาในศาลเพื่อหักล้างข้อต่อสู้ของอัยการอย่างเฉียบคม ตอนนี้กลับสั่นเทาจนน่าใจหาย เธอกำลังใช้กรรไกรปลายทู่ตัดชายเสื้อเชิ้ตของผมออก เพื่อเปิดให้เห็นบาดแผลฉีกขาดที่ยาวเกือบสองนิ้ว ความใกล้ชิดระหว่างเราในพื้นที่จำกัดเบื้องหลังเสาปูนต้นใหญ่ ทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอานุภาพแห่งความตายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว—พวกมันส่งคนมาเก็บเราจริงๆ หลังจากที่พวกเราได้เบาะแสชิ้นสำคัญเกี่ยวกับบัญชีลับของกันตภณ
"คุณกำลังมือสั่นนะ ทนายพิมพ์" ผมแค่น้ำเสียงเย้าแหบพร่า พยายามกลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยท่าทีเยชาตามนิสัย
"ฉันเป็นทนายค่ะ ไม่ใช่แพทย์สนาม... ถ้าคุณไม่เอาตัวเข้ามารับแทนฉันเมื่อกี้ คนที่นอนจมกองเลือดตรงนี้คงเป็นฉัน ไม่ใช่คุณ" เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความทิฐิและคมปลาบยามอยู่ในสนามกฎหมาย กลับรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ไหลร่วงลงมา
บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ไม่ไกลและเสียงหอบหายใจของเราสองคน
พิมพ์มาดาหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์จากกระเป๋าปฐมพยาบาลในรถของเธอขึ้นมา มือที่สั่นเทานั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดลงบนแผลสด
"อึก..." ผมหลุดเสียงครางต่ำในลำคอ กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งกระตุกโดยอัตโนมัติ ร่างกายปะทะเข้ากับความเจ็บปวดอย่างจังจนเหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้า
"ขอโทษค่ะ... ฉันมือหนักไปเหรอ" เธอรีบผ่อนแรงลงทันที ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดลงบนผิวเนื้อใกล้บาดแผลเบาๆ เพื่อบรรเทาความแสบร้อน ความใกล้ชิดนี้มันแปลกประหลาดเสียเหลือเกิน ในศาลเราคือคู่ปรับที่ฟาดฟันกันด้วยข้อกฎหมายอย่างไร้ความปรานี แต่ในยามวิกาลที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกันทางวิชาชีพ เธอกลับเป็นคนที่กำลังใช้มือคู่นั้นดูแลความปลอดภัยให้ร่างกายของผม
"ไม่เป็นไร... คุณไม่ได้มือหนักหريكหหรอกครับ" ผมปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะพิษบาดแผล แต่เป็นเพราะปลายนิ้วอุ่นของเธอที่กำลังบรรจงทายาฆ่าเชื้อบริเวณขอบแผลอย่างระมัดระวัง
"ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะคะ?" เธอกระซิบถาม เสียงสั่นเครือเล็กน้อยขณะที่กำลังใช้ผ้าก๊อซปิดทับและติดเทปทางการแพทย์ "คุณเป็นอัยการ... อนาคตไกล และที่สำคัญ คุณเกลียดวิธีนอกกฎหมายไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อผู้หญิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณในคดีนี้?"
ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ นัยน์ตาคู่ที่สะท้อนเงาของผมในยามนี้ไม่มีความระแวงสงสัยเหลืออยู่เลย มีเพียงความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้างของทนายความสาวมือหนึ่ง
"เพราะผมเป็นอัยการ... และเพราะคุณคือพิมพ์มาดา" ผมตอบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "กฎหมายมีความสำคัญ แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่บนตัวบทอักษร มันอยู่ในความรับผิดชอบที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน... และถ้าผมต้องเลือกไตร่ตรองระหว่างรูปคดีกับความปลอดภัยของคุณ ผมเลือกอย่างหลังอย่างไร้ข้อกังขาครับ"
พิมพ์มาดาชะงักค้างไปชั่วขณะ เปลือกตากระพริบถี่เพื่อขับไล่หยดน้ำตาที่เอ่อล้น เธอก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึก แต่ผมทันเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเธอ—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งเหมือนทุกครั้ง มีเพียงความเปราะบางและจริงใจ
"คุณนี่มัน... บ้าสิ้นดีเลยนะคะ รณพีร์" เธอพึมพำเบาๆ พร้อมกับจัดชายเสื้อที่เหลือให้เข้าที่ "ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต... และคงไม่มีใครมาคอยคัดค้านคำร้องในศาลให้ฉันปวดหัวเล่นอีก"
"ผมคงไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกครับ จนกว่าจะชนะคดีคุณในศาลชั้นต้นเสียก่อน" ผมเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเจ็บๆ
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลง และบรรยากาศระหว่างเรากำลังอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกินเลยกว่าขอบเขตของเพื่อนร่วมวิชาชีพ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นกะทันหันจากความมืดตรงทางลาดลงลานจอดรถ!
พิมพ์มาดาผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ มือเรียวคว้าท่อนเหล็กจากพื้นขึ้นมาถือไว้มั่น สายตาคมกวาดมองไปในความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ
"พวกมันตามมาเจอได้ยังไง..." เธอเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว
ผมพยุงตัวเองลุกขึ้นพิงเสาปูน แม้แผลที่สีข้างจะเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งจากการขยับตัว แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกผมว่า คนที่เดินเข้ามาในเงาสลัวนั้นไม่ใช่ลูกน้องกระจอกๆ ของกันตภณเหมือนชุดก่อน
เงาร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปก้าวออกมาจากความมืด แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าคมคายที่กำลังแย้มรอยยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่ทำให้ผมจำได้ทันทีว่าเป็นใคร—คนที่ควรจะนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลัง ไม่ใช่มายืนดักรอเราในที่ลับตาเช่นนี้
"น่าประทับใจจริงๆ ครับ ท่านอัยการ กับทนายความสาวคนเก่ง" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง "ความรักความห่วงใยท่ามกลางคราบเลือดนี่ช่างงดงามเสียจนผมเกือบไม่อยากขัดจังหวะ... เสียดายจังครับ ที่บทละครฉากนี้จะต้องจบลงเร็วกว่าที่คิด"
กันตภณก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ในมือข้างขวาของเขามีวัตถุสีดำเงางามสะท้อนแสงไฟ—ปืนพกติดกระบอกเก็บเสียง
พิมพ์มาดาหน้าถอดสี มือที่ถือท่อนเหล็กกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เธอกำลังจะก้าวออกไปบังหน้าผม แต่ผมเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเธอไว้แน่น ดึงเธอกลับมาด้านหลังด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พร้อมกับสายตาที่คมกริบไม่แพ้คมมีดเมื่อครู่ที่จ้องมองตรงไปยังผู้มาเยือน
ค่ำคืนนี้... เกมยังไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอนครับ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความซับซ้อนของเกมจิตวิทยานี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
- สายลมแผ่วเบา
ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก•ตอนที่ 20
บาดแผลและพันธนาการ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!