ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก•ตอนที่ 19

เงาตามตัว

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ จากมุมมืดของห้องพักขนาดกะทัดรัดริมชานเมือง เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงไซเรนใด ๆ รณพีร์ดีดตัวขึ้นจากโซฟาด้วยสัญชาตญาณดิบของบุรุษผู้ผ่านสนามชีวิตมาโชกโชน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องในความสลัว ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปควบกุมข้อมือของพิมพ์มาดาที่กำลังจะส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ แรงบีบที่พอเหมาะและแววตาส่งสัญญาณห้ามปรามทำให้ทนายความสาวผู้เย่อหยิ่งเข้าใจสถานการณ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ความเงียบงันเข้าปกคลุมราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้อง ทั้งสองคนยืนชิดติดกันในความมืด กลิ่นกายเฉพาะตัวของพิมพ์มาดาผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ และความตึงเครียด ก่อเกิดเป็นเคมีอันตรายที่ดึงดูดกันและกันอย่างประหลาด แม้ในยามที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้แค่เอื้อม "มันไม่ได้มาคนเดียว..." รณพีร์กระซิบชิดริมหูของหญิงสาว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวระหง ทำให้พิมพ์มาดาต้องข่มความสั่นเทาในอก "คุณรู้ได้อย่างไร..." เธอเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแทบกระซิบ ดวงตากลมโตฉายแวววิตกกังวลแต่ยังคงมีความแข็งกร้าวของนักสู้หลงเหลืออยู่ "เสียงฝีเท้า น้ำหนักการลงน้ำหนักบนพื้นไม้กั้นห้องแบบนี้... มืออาชีพครับ" อัยการหนุ่มประเมินสถานการณ์ด้วยสมองเพชรที่ทำงานอย่างรวดเร็ว "กันตภณคงส่งมันมาปิดปากเรา ก่อนที่เราจะเอาแฟลชไดรฟ์นั้นไปถึงมืออัยการสูงสุด" พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในมือของเธอกำเอกสารสำคัญที่เป็นกุญแจดอกสุดท้ายในการทลายอาณาจักรสีเทาของกันตภณไว้แน่น ปมฝังใจในอดีตที่เคยสูญเสียคนในครอบครัวจากอิทธิพลมืดผุดขึ้นมาหลอนซ้ำ แต่วินาทีนี้ ไม่มีเวลาให้ความอ่อนแอเข้าครอบงำ ความตายกำลังยืนอยู่หลังประตูห้องพักหมายเลข 404 นี้แล้ว *แกร๊ก...* เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้นเบาหวิว แต่ก้องกังวานในโสตประสาทของคนทั้งคู่ รณพีร์ไม่รอช้า เขาดึงตัวพิมพ์มาดาให้หลบไปหลังตู้เสื้อผ้าไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ พร้อมกับคว้าแจ็คเก็ตหนังสีเข้มขึ้นมาถือไว้ในมือเพื่อใช้เป็นอาคารกำบังชั่วคราว สายตาของเขาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ แม้เขาจะเป็นผู้รักษากฎหมายโดยอาชีพ แต่วินาทีนี้ กฎหมายใด ๆ ก็ไร้ความหมาย หากไม่สามารถรักษาลมหายใจของคนตรงหน้าและตัวเขาเองไว้ได้ ประตูห้องถูกผลักเปิดออกช้า ๆ แสงไฟสลัวจากภายนอกทาบทับร่างสูงใหญ่ของชายชุดดำสวมหมวกแก๊ปอำพรางใบหน้า ในมือของมันถือปืนเก็บเสียงกระบอกยาวที่พร้อมจะปลิดชีพเป้าหมายได้ในเสี้ยววินาที หัวใจของพิมพ์มาดาเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความกลัวแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง แต่มือแกร่งของรณพีร์ที่เอื้อมมาจับมือเธอไว้แน่น ให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด มันเป็นสัมผัสที่บอกว่า *'ผมจะไม่ยอมให้ใครทำอะไรคุณเด็ดขาด'* มือสังหารก้าวเข้ามาในห้อง รองเท้าคอมแบตเหยียบลงบนพื้น ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ มันกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินตรงมายังเตียงนอนที่ยังคงมีรอยยับย่นจากการพักผ่อนเมื่อครู่ นี่คือจังหวะเวลาแห่งความเป็นความตาย... รณพีร์ส่งสายตาให้พิมพ์มาดาเป็นเชิงนัดแนะ เขารู้ดีว่าหากรอให้มันค้นพบจุดซ่อนตัว พวกเขาจะไม่เหลือทางรอด การชิงลงมือก่อนคือหนทางเดียว อัยการหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมสมาธิทั้งหมด, ก่อนจะส่งสัญญาณด้วยการบีบมือหญิงสาวเบา ๆ ปัง! รณพีร์ขว้างแจ็คเก็ตหนังไปที่มุมห้องอีกด้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ พร้อมกับพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็วดั่งเสือชีตาร์ มือหนาคว้าแจกันเซรามิกบนโต๊ะข้างทางปาใส่ศีรษะของมือสังหารเต็มแรงจนมันเซถอยหลัง "พิมพ์! วิ่ง!" รณพีร์ตะโกนลั่น พิมพ์มาดามีสติและไหวพริบดีเยี่ยม เธอไม่ลังเลที่จะวิ่งไปที่ประตูหนีไฟทันที แต่มือสังหารกลับตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว มันยกปืนขึ้นเล็งมาที่ร่างของเธอในเสี้ยววินาทีที่เธอพ้นขอบประตู "ระวัง!" รณพีร์พุ่งเข้าใส่ร่างของมือสังหารเต็มแรงจนทั้งคู่ล้มกลิ้งไปกระแทกกับโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่น เอกสารและข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น กระสุนปืนนัดแรกเจาะทะลุกระจกหน้าต่างแตกละเอียด เสียงกระจกแตกดังสนั่นหวั่นไหวในยามวิกาล "คุณพีร์!" พิมพ์มาดาหยุดชะงัก เธอย้อนกลับมามองด้วยความตกใจเมื่อเห็นรณพีร์กำลังยื้อแย่งอาวุธปืนกับมือสังหารร่างยักษ์อย่างดุเดือด "อย่าหันหลัง! ออกไป!" รณพีร์คำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกหมัดหนัก ๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าจนมุมปากแตกมีเลือดซึม แต่เขายังคงใช้ขาเกี่ยวล็อกเอวของมือสังหารไว้แน่นไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายตามเธอทัน พิมพ์มาดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความลังเลหายวับไป เธอไม่ใช่นางเอกอ่อนแอที่รอให้ใครมาปกป้อง ทนายความสาวคว้าท่อนเหล็กจากขาโต๊ะที่หักกระเด็นขึ้นมาด้วยสองมือ ก่อนจะหันกลับไปฟาดเข้าที่ศีรษะของมือสังหารเต็มแรงด้วยความโกรธเกรี้ยวและสัญชาตญาณเอาตัวรอด *พลั่ก!* ร่างของมือสังหารนิ่งสนิทล้มพับลงไปนอนกองกับพื้นทันที เลือดสีเข้มไหลซึมออกจากศีรษะ ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของคนทั้งคู่ รณพีร์ยันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก เสื้อเชิ้ตยับย่นและมีคราบเลือดเปรอะเปื้อน แต่แววตายังคงความเด็ดเดี่ยวเช่นเดิม เขามองหน้าพิมพ์มาดา สำรวจความปลอดภัยของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม "คุณ... เจ็บตรงไหนไหมครับ?" พิมพ์มาดาส่ายหัวช้า ๆ ดวงตากลมโตคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสแต่มุ่งมั่น เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ใช้ปลายนิ้วเรียวแตะรอยแผลที่มุมปากของเขาเบา ๆ ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของห้องพัก "ฉันไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย... ผมไม่เป็นไรครับ" เธอเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคย รณพีร์เผลอยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อยแม้จะเจ็บแผล ทว่า ช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกอันเปราะบางนี้ถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน เมื่อเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังวิ่งกรูขึ้นมาตามบันไดตึก เสียงตะโกนเรียกชื่อพวกเขาดังก้องโถงทางเดิน "มันอยู่ห้องนี้! พังประตูเข้าไป!" รณพีร์หน้าซีดลงเล็กน้อย เขารู้ทันทีว่ามือสังหารกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่สองคน แต่มันคือทีมล่าสังหารที่กันตภณเตรียมไว้เก็บกวาดให้สิ้นซาก ชายหนุ่มรีบคว้าข้อมือพิมพ์มาดา ลากเธอมุ่งหน้าไปที่ระเบียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับบันไดหนีไฟขึ้นดาดฟ้า ในจังหวะที่เขากำลังจะผลักประตูระเบียงออกนั้นเอง แสงไฟฉายสว่างจ้าก็ส่องทะลุกระจกเข้ามา พร้อมกับเงาทะมึนของใครบางคนยืนดักรออยู่เบื้องหน้า เงาร่างนั้นไม่ใช่ศัตรูมือสังหาร... แต่เป็นคนที่พวกเขารู้จักดีที่สุด และเป็นคนที่ควรจะอยู่ในเรือนจำความมั่นคงสูงในเวลานี้ "คิดว่าจะหนีพ้นหรือครับ... คุณอัยการคนเก่ง" เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ปรากฏบนใบหน้าของบุคคลที่ก้าวออกมาจากเงานั้น ซึ่งทำให้รณพีร์และพิมพ์มาดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%