เสียงถอนหายใจยาวนานที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของรณพีร์ คล้ายรอยร้าวเล็กๆ บนผนังคอนกรีตที่หนาทึบและแข็งแกร่งมาตลอดชีวิตของเขา กลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดบนโต๊ะทำงานในยามวิกาล ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่โรยตัวอยู่ระหว่างอัยการหนุ่มผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง กับทนายความสาวมือหนึ่งอย่างพิมพ์มาดา กลับหนักอึ้งเสียจนเสียงเครื่องปรับอากาศยังฟังดูเหมือนเสียงคำรามจากระยะไกล
“คุณคิดว่าผมทำทั้งหมดนี่... เพื่อความสะใจหรือครับ, คุณพิมพ์มาดา”
รณพีร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองสบตาเธอโดยตรง แต่ทอดมองไปยังแฟ้มเอกสารคดีของกันตภณที่เปิดค้างไว้ หน้ากระดาษเต็มไปด้วยรอยAnotateด้วยหมึกสีแดง—ร่องรอยแห่งหยาดเหงื่อและสมองที่ถูกเผาผลาญไปกับความจริงที่ถูกอำพราง
พิมพ์มาดานั่งกอดอกอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้านิ่งเรียบที่มักใช้สร้างกำแพงป้องกันตัวในศาลเริ่มมีรอยปริแยก เธอสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมบางอย่างในน้ำเสียงนั้น มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งของนักกฎหมายผู้ถือไพ่เหนือกว่า แต่เป็นความเหนื่อยล้า... เหนื่อยล้าอย่างคนที่แบกโลกไว้บนบ่าเพียงลำพังมานานเกินไป
“ฉันไม่ได้คิดว่าคุณทำเพื่อความสะใจค่ะ... เอ่อ, ผมหมายถึง... ผมไม่ได้คิดแบบนั้น” พิมพ์มาดาเผลอหลุดสรรพนามคุ้นชิน แต่รีบดึงสติตัวเองกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ฉันแค่อยากรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณยอมเอาอนาคตใน The Prosecution Office ทั้งหมดไปแลกกับการไล่ล่าคดีที่ทรงอิทธิพลขนาดนี้ โดยไม่สนเลยว่าคุณจะต้องเหยียบย่างบนเส้นลวดที่พร้อมจะขาดเมื่อไหร่”
รณพีร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหաբพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง
“อนาคตเหรอครับ...” เขาค่อยๆ ถอดแว่นสายตาออก วางมันลงบนโต๊ะอย่างไร้ระเบียบ นิ้วเรียวยาวนวดคลึงหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น “คุณคิดว่าผมแคร์เก้าอี้อัยการสูงสุดหรือตำแหน่งผู้บริหารนั่นจริงๆ หรือครับ, คุณพิมพ์... ถ้าผมแคร์ ป่านนี้ผมคงนั่งจิบไวน์อยู่บนตึกสูงกับกันตภณ และหลับตาข้างหนึ่งให้กับความเน่าเฟะของระบบนี้ไปนานแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แสงไฟจากตึกระฟ้าสว่างไสวราวกับดวงดาวบนพื้นดิน แต่สำหรับรณพีร์ มันคือลานประลองที่เต็มไปด้วยซากศพของความยุติธรรม
“สิบปีก่อน...” เสียงของรณพีร์แผ่วเบาลงราวกับกระซิบกับกระจกเงา “พ่อของผมเป็นอัยการตงฉินคนหนึ่ง ท่านทำคดีทุจริตโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของนักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพล ท่านเชื่อมั่นในตัวบทกฎหมาย เชื่อว่าความถูกต้องจะปกป้องคนดีได้... แต่ในคืนก่อนวันฟังคำพิพากษาเพียงหนึ่งวัน รถของท่านแหกโค้งตกหน้าผา ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากความประมาท”
พิมพ์มาดาชะงัก เงามืดในดวงตาของเธอไหววูบอย่างรุนแรง ปมในอดีตเรื่องครอบครัวที่แตกสลายของเธอกำลังถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
“คุณ... หมายความว่า...”
“ไม่มีรอยเบรก, ไม่มีคราบน้ำมัน, และแฟ้มสำนวนคดีหลักหายไปอย่างไร้ร่องรอย” รณพีร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยประกายไฟแห่งความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยชามานานนับทศวรรษ “ตอนนั้นผมอายุสิบแปด ผมยืนมองโลงศพของพ่อ แล้วตระหนักได้ทันทีว่า... กฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ในตัวของมันเอง แต่มันจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อมีคนที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องมันไม่ให้ถูกบิดเบือนต่างหาก”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากแต่มันเต็มไปด้วยแรงกระแทกทางจิตวิญญาณที่รุนแรง พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายความเป็นมืออาชีพและปมในใจที่คล้ายคลึงกันทำให้กำแพงทิฐิที่ทั้งคู่สร้างขึ้นพังทลายลงทีละน้อย
“คุณเลยเลือกที่จะเป็นปีศาจ... เพื่อสู้กับปีศาจอย่างนั้นหรือคะ... อ้อ, ครับ” พิมพ์มาดาเผลอหลุดคำลงท้ายแบบเดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้รณพีร์ไม่ได้ทักท้วง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววความเห็นอกเห็นใจอย่างปิดไม่มิด
“บางครั้ง... ความถูกต้องก็สะอาดเกินกว่าจะจัดการกับความโสมمได้, คุณพิมพ์มาดา” รณพีร์ก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด จนเธอได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา “แต่ที่คุณยอมเสี่ยงเข้ามาช่วยผมในคดีนี้... ทั้งๆ ที่สำนักงานกฎหมายของคุณอาจจะพังพินาศถ้าแพ้... มันเป็นเพราะอะไรล่ะครับ? เพราะคุณเกลียดกันตภณ หรือเพราะคุณแค่อยากพิสูจน์ว่า บนโลกนี้ยังมีพื้นที่ให้คนอย่างเรายืนหยัดอยู่ได้กันแน่”
ระยะห่างที่ใกล้จนเกินพอดีทำให้หัวใจของทั้งสองคนเต้นระส่ำด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความเสน่หาแบบหนุ่มสาวทั่วไป แต่มันคือแรงดึงดูดระหว่างจิตวิญญาณสองดวงที่แตกสลายและถูกประกอบขึ้นใหม่ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย
“เพราะฉันไม่อยากเห็นใครต้องสูญเสียพ่อไป... ด้วยอุบัติเหตุปลอมๆ อีกแล้วค่ะ... ครับ”
คำสารภาพครึ่งทางนั้นหลุดออกจากปากของทนายความสาว พร้อมกับแววตาที่ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริง รณพีร์นิ่งงิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ—รอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของอัยการหนุ่มผู้เคร่งขรึมคนนี้เลย
มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บางเพื่อเป็นการปลอบโยน ทว่า...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของรณพีร์ดังแผดเสียงขึ้นทำลายบรรยากาศเปราะบางนั้นอย่างไม่รู้กาลเทศะ ทั้งสองคนสะดุ้งเล็กน้อย รณพีร์ถอนหายใจยาวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเดินกลับไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ
สายตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความคมกริบและเย็นเยียบในเสี้ยววินาที
“ว่าไงครับ...” รณพีร์กรอกเสียงลงไป
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและสั่นเครือของผู้ช่วยส่วนตัวจะดังลอดออกมา จนทำให้พิมพ์มาดาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องขมวดมุ่นด้วยความสังหรณ์ใจ
“ท่านอัยการครับ... แฟ้มหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เราซ่อนไว้ในตู้เซฟนิรภัยที่บ้านพัก... ถูกงัดแงะแล้วครับ และ... และตอนนี้ บ้านพักของคุณกำลังไฟไหม้ครับ!”
ดวงตาของรณพีร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่หน้าประตูห้องทำงานของเขา... ประตูห้องที่ควรจะล็อกสนิท แต่ตอนนี้กลอนประตูกลับค่อยๆ หมุนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ในความมืดมิดของทางเดินด้านนอก!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก•ตอนที่ 18
คำสารภาพครึ่งทาง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!