เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของกันตภณยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าสัญญาณโทรศัพท์จะถูกตัดขาดไปนานกว่าสิบนาทีแล้วก็ตาม
บนโต๊ะทำงานไม้สักทองเนื้อแน่นในห้องรับแขกของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับขับเน้นให้เงาสะท้อนในดวงตาของรณพีร์ดูคมกริบและเย็นเยียบราวกับใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคม
เอกสารคำสั่งพักงานราชการชั่วคราวที่มีลายเซ็นของอธิบดีอัยการวางหร็อมหแร็มอยู่เบื้องหน้า ประกาศิตเด็ดขาดที่ไร้ซึ่งความปรานี เช่นเดียวกับใบเพิกถอนใบอนุญาตว่าความชั่วคราวของพิมพ์มาดาที่เพิ่งถูกส่งตรงเข้ามาทางอีเมลเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น
พวกเขากลายเป็นคนไร้อำนาจตามกฎหมายโดยสมบูรณ์... ในเกมที่อีกฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้ทั้งหมด
"ข้อเสนอของเขาไม่ใช่ทางเลือกนะครับคุณพิมพ์มาดา แต่มันคือประกาศิตที่บังคับให้เราต้องเดินลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดไว้"
รณพีร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเรียบสนทนาเต็มไปด้วยความสุขุม แต่กลับซ่อนประกายไฟแห่งความกรุ่นโกรธไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น เขาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วมือนวดคลึงหว่างמתอย่างใช้ความคิด
พิมพ์มาดายืนกอดอกพิงผนังกระจกใสเบื้องหลัง มองออกไปยังทัศนียภาพยามค่ำคืนของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ชุดสูทสีเทาเข้มที่เธอสวมใส่อาจดูเป็นทางการ แต่รอยยับย่นเล็กน้อยตรงปลายแขนเสื้อฟ้องถึงความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหยันที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"แล้วคุณอัยการผู้ยึดมั่นในความถูกต้องอย่างคุณรณพีร์คิดจะทำอย่างไรล่ะคะ... เอ้ย... จะทำอย่างไรครับ จะรอให้ศาลอนุมัติหมายจับเราข้อหาสมคบคิดกันทำลายหลักฐานตามที่ตาบ้านั่นกุเรื่องขึ้นมา หรือจะยอมจำนนแล้วเดินเข้าคุกไปเงียบๆ เหมือนลูกแกะ?"
คำถามนั้นเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน แต่น้ำเสียงที่ใช้กลับเจือไปด้วยความสั่นเครือเล็กน้อยที่เธอพยายามปกปิดอย่างสุดความสามารถ รณพีร์หันไปมองเธอ สายตาของทั้งคู่ประสานกันในอากาศ—การปะทะกันทางจิตวิญญาณระหว่างสองขั้วอำนาจทางกฎหมายที่ในยามนี้ไร้ซึ่งเครื่องแบบและเกราะป้องกันใดๆ
"ผมไม่เคยมีนิสัยชอบเป็นเหยื่อครับคุณพิมพ์" รณพีร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างมั่นคง "และผมก็มั่นใจว่า ทนายความมือหนึ่งอย่างคุณ ก็คงไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อยอมแพ้ให้กลับเศษกระดาษคำสั่งพรรค์นี้เหมือนกัน"
พิมพ์มาดาหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อร่างสูงเข้ามาประชิดในระยะที่ใกล้เกินกว่าความจำเป็น กลิ่นอายความเป็นระเบียบและกลิ่นโคโลญจ์จางๆ ของเขาลอยปะปนกับกลิ่นกาแฟดำในห้อง เธอเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคมกริบไม่หลบเลี่ยง
"ถ้าเราก้าวขาออกจากประตูนี้ในฐานะ 'คนตกงาน' เราจะไม่มีวันได้เข้าถึงสำนวนคดีของกันตภณอีกเลย ระบบจะล็อกสิทธิ์เรา และหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เขากล่าวถึง... จะถูกทำลายก่อนที่ฟ้าจะสาง" พิมพ์มาดากล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาคู่สวยวับวาวด้วยประกายแห่งนักสู้ "พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราเล่นตามเกม เราตาย ถ้าเราไม่เล่น... เราก็อาจจะตายเร็วกว่าเดิม"
"นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสร้าง 'เกมของเราเอง' ขึ้นมา"
รณพีร์พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด เขายื่นแท็บเล็ตส่วนตัวที่หน้าจอแสดงผังองค์กรลับของบริษัทในเครือกันตภณกรุ๊ปให้เธอเห็น "ทางการสั่งพักงานเรา... แต่ไม่ได้แปลว่าสัญชาตญาณของเราถูกพักไปด้วย ในเมื่อประตูทางเข้าถูกปิดตาย เราก็แค่ต้องปีนหน้าต่างเข้าไปใต้ดิน"
พิมพ์มาดาก้มมองหน้าจอ นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อมูลเส้นทางการเงินที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม แผนผังที่อัยการหนุ่มรวบรวมไว้ลับๆ บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้นิ่งนอนใจเลยแม้แต่วินาทีเดียวตั้งแต่เริ่มรับทำคดีนี้
"คุณแอบสืบเรื่องนี้ลึกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" เธอถามด้วยความทึ่ง
"นานพอที่จะรู้ว่า คนอย่างกันตภณไม่ได้มีดีแค่เงิน แต่มีจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่หลังความสมบูรณ์แบบ" รณพีร์ตอบสั้นๆ ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "คืนนี้... เราจะไปเยี่ยมคลังสินค้าหมายเลข 4 ของกันตภณโลจิสติกส์ แบบไม่มีหมายค้น และไม่มีแม้แต่ตราประทับของทางราชการ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาเชิงจิตวิทยาระหว่างทั้งสองฝ่ายจบลงด้วยการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่เดิมพันด้วยอิสรภาพและลมหายใจ
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฏบนเรียวปากของเธอในตอนนี้ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันอีกต่อไป แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่พบเหยื่ออันโอชะ
"ถ้าถูกจับได้... ฉันจะบอกว่าคุณบังคับฉันนะคะ... อ้อ... ครับ" เธอแก้คำพูดอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นจากชายหนุ่ม
รณพีร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ความตึงเครียดผ่อนคลายลง "ยินดีรับผิดชอบครับ... ในฐานะผู้ร่วมสมคบคิด"
ทั้งคู่เตรียมตัวอย่างรวดเร็ว ชุดสูทรubจทางการถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีเข้มทะมัดทะแมงสำหรับปฏิบัติการภาคสนาม รถยนต์ส่วนตัวถูกจอดทิ้งไว้ที่อาคารจอดรถของคอนโดเพื่อตัดสัญญาณติดตาม ก่อนที่ทั้งคู่จะเรียก2แท็กซี่แยกกันไปจุดนัดพบในย่านชานเมืองที่เงียบสงบ
บรรยากาศรอบคลังสินค้าหมายเลข 4 ของกันตภณโลจิสติกส์เงียบสงบจนน่าขนลุก มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้ายามค่ำคืนสาดส่องลงมากระทบกับตู้คอนเทนเนอร์นับร้อยตู้ที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ รณพีร์และพิมพ์มาดาอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจการณ์อีกฝั่ง ลัดเลาะผ่านกำแพงรั้วลวดหนามเข้ามาด้านในได้อย่างเงียบเชียบ
กลิ่นอับชื้นของกระดาษและน้ำยาเคมีลอยอบอวลอยู่ในอากาศ พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามซอกมุมมืดของอาคารโกดังสินค้าขนาดใหญ่ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็กบานเลื่อนที่มีแม่เหล็กไฟฟ้าล็อกหนาแน่น
"ระบบความปลอดภัยสูงมาก..." พิมพ์มาดากระซิบพลันหยิบอุปกรณ์แฮกเกอร์ขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต "แต่โชคดีที่ฉันเคยทำคดีลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของบริษัทนี้เมื่อสองปีก่อน รหัสผ่านสำรองของช่างเทคนิค... น่าจะยังใช้ได้"
นิ้วเรียวรัวพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์จิ๋วอย่างคล่องแคล่ว เสียงสัญญาณติ๊ดเบาๆ ดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง ก่อนที่ไฟสถานะสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกับเสียงกลอนแม่เหล็กคลายตัวออก
รณพีร์ส่งสัญญาณมือให้เธอยืนรอข้างประตูก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงบานประตูเหล็กให้เปิดออกกว้างพอที่จะลอดผ่านได้ ความเย็นยะเยือกจากภายในโกดังพัดปะทะใบหน้าทันที
พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในความมืด แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องกราดไปรอบบริเวณ เผยให้เห็นกองเอกสารบัญชีและกล่องพัสดุกระดาษจำนวนมากวางเรียงรายสูงตระหง่าน
"เรากำลังหาอะไรกันแน่ พีร์?" พิมพ์มาดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง ขณะที่สายตากวาดมองไปรอบโกดัง
"บัญชีลับที่ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง... ของคดีฆาตกรรมเมื่อสามปีก่อน" รณพีร์ตอบเสียงเครียด ขณะก้าวเท้าเดินนำลึกเข้าไปเรื่อยๆ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นสะท้อนก้องมาจากโถงทางเดินมืดทึบด้านหลัง พร้อมกับแสงไฟฉายกราดเข้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว
"ใครวะ! ใครอยู่ตรงนั้น!" เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจดังขึ้นจากยามรักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจเร็วกว่ากำหนด
รณพีร์คว้าข้อมือพิมพ์มาดาไว้แน่นแล้วดึงหลบเข้าไปหลังกองลังสินค้าขนาดใหญ่ในเสี้ยววินาที ลมหายใจของทั้งคู่กระชั้นชิดในความมืดมิด เสียงฝีเท้าของยามเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนได้ยินเสียงถอนหายใจหนักหน่วง
ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังลุ้นระทึกไม่ให้ถูกจับได้ สายตาของรณพีร์ก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นไม้เก่าๆ ใกล้กับเท้าของเขา
มันคือแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทที่มีสัญลักษณ์รูปงูสลักอยู่... สัญลักษณ์เดียวกับแหวนประจำตัวของกันตภณ และเมื่อรณพีร์ใช้แสงไฟฉายจากมือถือส่องดูกล่องเอกสารที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นชื่อบนแฟ้มเอกสารนั้น
ชื่อของอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน... ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีลับของฆาตกร
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครสีเทาเหล่านี้ด้วยกันนะครับ
ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก•ตอนที่ 14
พันธะชั่วคราว
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!