กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องพิจารณาคดีช่วงบ่ายยังคงบาดลึกเข้าถึงผิวเนื้อ ทว่าความหนาวเหน็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิในกระแสเลือดของพิมพ์มาดา ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีชาโคลยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าบัลลังก์ เอกสารในแฟ้มหนังสีดำถูกกำไว้แน่นจนข้อนิ้วเรียวขาวซีด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงผิวสัมผัสของกระดาษแผ่นสุดท้าย—แผ่นที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะจาก "ความเป็นไปได้" ให้กลายเป็น "อาวุธสังหาร" ทางกฎหมาย
ธนาตายแล้ว...
คำประกาศิตจากรณพีร์เมื่อยี่สิบนาทีที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ดั่งเสียงกระซิบจากยมทูตที่เตือนสติว่า เกมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การแพ้ชนะในทางคดี แต่มันคือเดิมพันด้วยชีวิต
กันตภณ นักธุรกิจหนุ่มผู้ซ่อนรอยยิ้มเยือกเย็นไว้ใต้หน้ากากความสุภาพ นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม สายตาคมกราบกกราดมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความขบขันกับความระแวง เขารู้ดีว่าธนาคือจุดอ่อนสำคัญ และในเมื่อจุดอ่อนนั้นถูกลบหายไปจากกระดานอย่างไร้ร่องรอยด้วยกระสุนนัดเดียว กันตภณจึงเชื่อมั่นสนิทใจว่า เกราะป้องกันของเขานั้นไร้เทียมทาน
"ทนายพิมพ์มาดา มีสิ่งใดจะนำเสนอต่อศาลเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก่อนที่ศาลจะพิจารณาปิดสำนวนคดีนี้ เนื่องจากพยานปากเอกของฝ่ายจำเลยเสียชีวิตกะทันหัน" ผู้พิพากษาอาวุโสเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่กดดันให้ห้องพิจารณาคดีตกอยู่ในความเงียบงัน
สายตาทุกคู่ในห้องพิจารณาพุ่งตรงมาที่เธอ รณพีร์ซึ่งนั่งอยู่ ณ เก้าอี้ฝั่งอัยการ ไม่ได้สบตาเธอตรงๆ แต่แผ่นหลังที่ตั้งตรงและสันกรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยนั้น บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังส่งผ่านความเชื่อมั่นทั้งหมดที่มีให้แก่เธอ ชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในความถูกต้องคนนั้น กำลังยอมเสี่ยงทำลายเส้นทางอาชีพของตนเอง เพื่อเปิดทางให้เธอได้เดินหน้าต่อ
พิมพ์มาดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติสัมปชัญญะทั้งหมดกลับคืนมา เธอยกศีรษะขึ้นสูง รอยยิ้มบางเบาแต่เย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่ทำให้คู่ความหลายคนต้องหวาดหวั่นในศาล
"มีค่ะ... เอ๊ย มีครับ ท่านผู้พิพากษาที่เคารพ" พิมพ์มาดากล่าวแก้คำสรรพนามอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงกังวานมั่นคง ดึงความสนใจกลับมาที่เธอ
กันตภณขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหรี่แคบลงอย่างนึกสงสัย
"แม้พยานปากเอกอย่างคุณธนาจะด่วนจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้ขึ้นให้การ" พิมพ์มาดาเริ่มต้น ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้อง "แต่ความตายของเขา... ไม่ได้หมายความว่าความจริงจะถูกฝังกลบลงไปในหลุมศพด้วย"
เธอยกแฟ้มเอกสารขึ้น เปิดออกอย่างใจเย็น เปิดเผยกระดาษปึกหนาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
"สิ่งที่ศาลและทุกคนในที่นี้กำลังเข้าใจ คือการตายของธนาคือการฆ่าตัวตายในห้องโดยสารที่ล็อกสนิท แต่สิ่งที่ฝ่ายโจทก์และอัยการกำลังถือครองอยู่ในมือขณะนี้ หาใช่สำนวนการชันสูตรพลิกศพธรรมดาไม่ หากแต่เป็น 'บันทึกนิติวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์' ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้คำสั่งลับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
สีหน้าของกันตภณเปลี่ยนสีในพริบตา รอยยิ้มเย่อหยิ่งบนใบหน้านั้นมลายหายไป เหลือเพียงความตึงเครียดที่ฉายชัดผ่านกล้ามเนื้อบนใบหน้า เขาหันไปสบตากับทนายความฝั่งตนเองที่เริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม
รณพีร์ลอบมองปฏิกิริยานั้นด้วยสายตาคมกริบแบบนักล่า
"หลักฐานชุดใหม่นี้ประกอบด้วย ผลตรวจเขม่าดินปืนบนพวงมาลัยรถของธนา ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับวิถีกระสุนที่เจาะผ่านกะโหลกศีรษะของเขา" พิมพ์มาดาเดินเข้าใกล้บัลลังก์มากขึ้น วางเอกสารแผ่นสำคัญลงบนโต๊ะพิจารณาคดี "และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... หัวกระสุนที่ผ่าออกจากร่างของธนา ตรงกับดีเอ็นเอของเขม่าคาร์บอนในคดีฆาตกรรมอำพรางเมื่อสามเดือนก่อน ซึ่งมีชื่อของผู้ทรงอิทธิพลบางคนเซ็นชื่ออนุมัติงบประมาณซื้ออาวุธปืนล็อตเดียวกันนั้น!"
เสียงฮือฮาอึงมี่ดังขึ้นในห้องพิจารณาคดีทันที ผู้พิพากษาต้องเคาะค้อนไม้เพื่อควบคุมความสงบ ขณะที่กันตภณผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองพิมพ์มาด้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"คัดค้านครับท่านผู้พิพากษา!" ทนายฝั่งกันตภณร้องโวยวายเสียงหลง "เอกสารดังกล่าวไม่ได้อยู่ในกระบวนการค้นหาพยานหลักฐานล่วงหน้า ถือเป็นหลักฐานต้องห้ามและละเมิดสิทธิส่วนบุคคล!"
"ปฏิเสธคำคัดค้านค่ะ/ครับ" พิมพ์มาดาหันไปโต้กลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบคมไร้ความปรานี "นี่คือพยานหลักฐานอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการปกปิดความผิดในคดีอาคารพาณิชย์ถล่มและคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมโยงกับจำเลยโดยตรง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ข้าพเจ้าขอให้ศาลรับรองพยานวัตถุปึกนี้ เป็นส่วนหนึ่งสำนวนคดีหลักในทันที"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องพิจารณาคดีอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับอากาศกำลังจะหมดไป ผู้พิพากษากวาดสายตาพิจารณาเอกสารในมือ สลับกับมองหน้ากันตภณที่ยืนนิ่งค้างดั่งรูปปั้นหินอ่อน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูตรของรณพีร์ก็สั่นขึ้นเบาๆ ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาเหลือบมองเพียงเสี้ยววินาที ทว่าแววตาที่ปกติมักจะนิ่งสงบดั่งผิวน้ำ กลับไหววูบด้วยคลื่นความตกใจอย่างรุนแรง
พิมพ์มาดาหันไปมองรณพีร์ด้วยหางตา เธอนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสัญญาณบางอย่างจากดวงตาของชายหนุ่ม
รณพีร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ริมฝีปากหยักลึกขยับเปล่งเสียงกระซิบแผ่วเบาที่แม้จะไร้เสียง แต่รูปปากนั้นชัดเจนจนเธอนึกอยากจะหยุดหายใจ
*"พิมพ์... ระวังตัว... รถของคุณถูกถอดสลักเบรกแล้ว"*
ความเย็นวาบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นสู่ต้นคอ ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังจะหันกลับไปมองหน้ากันตภณเพื่ออ่านเกมรุกขั้นต่อไป ประตูห้องพิจารณาคดีด้านหลังสุดก็เปิดผางออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก้าวเข้ามา พร้อมกับร่างของชายในชุดนอกเครื่องแบบที่เดินตรงดิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
และบุคคลที่ก้าวตามหลังเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเข้ามา... คือคนที่ควรจะนอนอยู่ในห้องดับจิตของโรงพยาบาล
ธนา ยืนอยู่ตรงนั้น... สวมเสื้อผ้าชุดเดิม รอยกระสุนที่ขมับถูกปกปิดด้วยผ้าก๊อซสีเนื้อ และรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ส่งตรงมายังพิมพ์มาดาราวกับจะบอกว่า ทุกอย่าง... เป็นแค่ละครฉากใหญ่ที่เธอเดินเข้ามาติดกับดักเสียเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนากลลวงนี้ไปด้วยกันนะครับ
ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก•ตอนที่ 32
กับดักความจริง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยเล่ห์ทนายร้ายพ่ายรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!