แก้วทรงวิสกี้ราคาแพงถูกกระแทกลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนจนของเหลวสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนปลายนิ้วแกร่ง คินน์ไม่สนใจความแสบร้อนที่บาดลึกในลำคอ หรือแม้กระทั่งรสชาติขมปร่าที่แผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวสมองอันมึนงงของชายหนุ่มในเวลานี้ มีเพียงภาพดวงตากลมโตคู่สวยที่มองมาด้วยความเยียบเย็น และริมฝีปากบางเฉียบที่เอื้อnคำปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
"นายท่าน... ดื่มมากเกินไปแล้วนะครับ" บอดี้การ์ดคนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงลังเล พร้อมก้าวเข้าไปใกล้เพื่อจะเก็บขวดแอลกอฮอล์ที่พร่องไปเกือบครึ่ง
"ถอยไป!" เสียงทุ้มต่ำที่มักจะทรงอำนาจและราบเรียบเสมอในยามปกติ บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น คินน์ปัดมือลูกน้องออกอย่างไร้ใยดี ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววเฉียบขาดในการเจรจาธุรกิจระดับพันล้าน กลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานที่เจ้าตัวพยายามกด
ความเงียบงันภายในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองยิ่งขับเน้นความอ้างว้างให้เด่นชัด แอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้ลืม กลับยิ่งขยายความทรงจำเกี่ยวกับเรนให้คมชัดขึ้นราวกับมีใครมาฉายภาพซ้ำในโสตประสาท รอยยิ้มหยัน ไหล่บางที่หันหลังให้ และคำพูดที่บาดลึกเข้าขั้วหัวใจ *‘คุณมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่รู้จักแต่การครอบครอง คินน์... นายไม่เคยเข้าใจความรักจริงๆ หรอก’*
คำพูดนั้นทุบทำลายทิฐิอันสูงส่งของมาเฟียหนุ่มจนย่อยยับ
คินน์หัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง นัยน์ตาคมกวาดมองไปรอบห้องที่กว้างขวางเกินไป—กว้างเกินกว่าจะรับมือกับความรู้สึกเวิ้งว้างที่กัดกินหัวใจในยามนี้ มือหนายกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาของร่างกาย ความรู้สึกโหยหาตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ราวกับมีก้อนสะอื้นติดค้างอยู่จนหายใจไม่ออก นี่หรือคือบทลงโทษของคนที่ปากแข็งมาตลอดชีวิต คนที่คิดว่าเงินทองและอำนาจสามารถซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นหัวใจของคนที่ตัวเองเผลอมอบความรู้สึกให้อย่างหมดหน้าตัก
ร่างกายที่ถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์ครอบงำเริ่มเซเล็กน้อย คินน์คว้าโทรศัพท์มือถือราคาแพงบนโต๊ะขึ้นมาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา นิ้วแกร่งกดหารายชื่อที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงจะปิดเครื่องหนีหรือบล็อกเบอร์เขาไปแล้ว แต่สัญชาตญาณดิบและการควบคุมตัวเองที่หลุดลอยทำให้เขาต้องกดโทรออก
*ตู๊ด... ตู๊ด...*
เสียงสัญญาณดังยาวนานท่ามกลางความเงียบ ทุกวินาทีที่ผ่านไปเหมือนเข็มนาฬิกาที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ หัวใจของคินน์กระหน่ำเต้นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ และความกลัวที่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับสาย
"ถ้าโทรมาเรื่องงาน... เชิญไปคุยกับเลขาของผมพรุ่งนี้ครับ"
เสียงหวานใสที่ลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์มา แม้จะติดรำคาญและเย็นชาจนติดลบ แต่กลับทำให้ลมหายใจของคินน์สะดุดกึก ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ราวกับคนใกล้ตายที่ได้สัมผัสหยาดน้ำค้างกลางทะเลทราย
"เรน..." คินน์กระซิบเรียกชื่อนั้นแผ่วเบา เสียงของเขาแหบแห้งและเต็มไปด้วยความออดอ้อนอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยใช้กับใครในโลก "เรนครับ... ผม... ผมคิดถึงคุณ"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงถอนหายใจยาวเหยียดจะดังลอดตามสายมา "คุณเมามากแล้วนะ คินน์... เลิกทำตัวไร้สาระแล้วไปนอนซะ"
"ไม่ได้ไร้สาระ..." คินน์ส่ายหน้าช้าๆ แม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นก็ตาม น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาคม กลิ่นอายความเย่อหยิ่งทลายลงสิ้น เหลือเพียงชายหนุ่มผู้พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตนเอง "ผมไม่ได้ไร้สาระ... เรน... กลับมาหาก่อนได้ไหม ผมยอมแล้ว... ผมยอมทุกอย่างที่คุณต้องการแล้ว ขอแค่คุณกลับมามองผมเหมือนเดิม"
"คุณกำลังพูดเพ้อเจ้ออะไร ไดอะล็อกน้ำเน่าแบบนี้ไม่เหมาะกับมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่อย่างคุณหรอกนะ" เรนแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชันและกำแพงหนาเตอะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง "ถ้าโทรมาแค่จะพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้ ผมวางสายล่ะนะ"
"เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งวาง!" คินน์ร้องลั่น น้ำเสียงร้อนรนจนบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ห่างออกไปต้องเหลือบมองด้วยความตกใจ มือแกร่งกำโทรศัพท์แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายวับไปกับตา "เรน... ผมเจ็บ... ตรงนี้... เจ็บชิบหายเลยรู้ไหม"
มือหนาทุบลงบนหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองแรงๆ สองสามครั้ง ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกหน่วงแปลบที่กำลังกัดกินวิญญาณ
"คุณสมควรได้รับมันแล้ว คินน์" เสียงของเรนอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งกระด้างที่เคลือบความลังเลเอาไว้ "ในเมื่อคุณเลือกที่จะผลักไสผมออกไปเองตั้งแต่แรก... ทีนี้ก็รับผลของมันไปซะสิครับ"
"ผมสำนึกแล้ว..." คินน์หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำลูกผู้ชายไหลรินอย่างไร้การควบคุม ความเย่อหยิ่งศักดิ์ศรีบ้าบออะไรนั่นถูกโยนทิ้งลงถังขยะไปหมดสิ้น เหลือเพียงความจริงใจที่โง่เขลาและสายเกินแก้ "ผมรู้ตัวช้าเกินไป... ผมมันโง่เองที่คิดว่าการทำเป็นไม่แคร์จะปกป้องเราได้ แต่ความจริง... ผมแคร์คุณจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว เรน... กลับมาตบหน้าผมสักทีเถอะ หรือจะด่าผมยังไงก็ได้ แต่อย่าทำเหมือนผมไม่มีตัวตนแบบนี้เลยนะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคินน์และเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากปลายสาย
"คุณเมามากแล้วจริงๆ นั่นแหละ" เรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซ่อนความห่วงใยไว้ใต้คำพูดที่พยายามทำเป็นแข็งกระด้าง "นอนพักซะเถนะคินน์ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"
"ไม่... ไม่เอา!" คินน์ปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตาคมเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงกุกกักราวกับอีกฝ่ายกำลังจะกดตัดสาย "ถ้าคุณไม่มา... ผมจะออกไปหาคุณตอนนี้แหละ เรน! ผมจะขับรถไปหาคุณ เดี๋ยวนี้!"
"นี่คุณบ้าไปแล้วรึไง! สภาพแบบนั้นขับรถมาได้ตายพอดี!" เรนตวัดเสียงดุด้วยความตกใจ ความใจอ่อนเริ่มกัดเซาะกำแพงที่สร้างขึ้นทีละน้อย "อยู่เฉยๆ ในเพนต์เฮาส์นั่นแหละ ห้ามขยับไปไหนทั้งสิ้น!"
"ถ้าอย่างนั้น... คุณก็มาหาผมสิครับ" คินน์ยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ราวกับเด็กน้อยที่กำลังรอคอยความเมตตาจากผู้ปกครอง "มาหาผมนะ เรน... ผมรอคุณอยู่ตรงนี้"
ปลายสายเงียบไปนานจนน่าใจหาย คินน์ใจหายวาบ รู้สึกเหมือนลมหายใจกำลังจะขาดห้วง เขากำลังจะเอ่ยปากอ้อนวอนซ้ำ ทันใดนั้น เสียงสัญญาณกริ่งประตูหน้าเพนต์เฮาส์หรูก็แว่วดังขึ้นกังวานท่ามกลางความเงียบ
*ติ๊งต่อง...*
คินน์ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกักค้าง บอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้ประตูขยับตัวจะเดินไปเปิด แต่คินน์กลับโบกมือห้ามด้วยสายตาเฉียบคม ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างทุลักทุเล ขขายาวก้าวเดินไปที่ประตูด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
มือหนาบิดลูกบิดประตูแล้วดึงเปิดออกอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ภาพเบื้องหลังบานประตูที่ปรากฏขึ้น กลับทำให้ลมหายใจของมาเฟียหนุ่มหยุดชะงักไปในเสี้ยววินาที
ร่างโปร่งในเสื้อโค้ตตัวยาวที่คุ้นเคยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงเล็กน้อยตามอารมณ์ แต่นัยน์ตากลับไหวระริกด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อน เรนยืนกอดอกมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ทั้งโกรธ ทั้งเหนื่อยหน่าย... และเจือด้วยความห่วงใยที่ปกปิดไม่มิด
"มองอะไรเล่า..." เรนเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่ร้อนแรงราวกับจะกลืนกิน ก่อนจะเอ่ยเสียงอุบอิบด้วยความเขินอายที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีหยิ่งผยอง "ยืนบื้ออยู่ได้... ไม่คิดจะเชิญคนมาโปรดให้เข้ามาข้างในหน่อยรึไงครับ นายท่านคนโง่"
คำพูดนั้นทำให้โลกทั้งใบที่มืดมนของคินน์กลับมาสว่างวาบขึ้นอีกครั้งในพริบตา
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมใจสั่นและลุ้นระทึกไปกับการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้นะครับ! — ราชันย์หอกทมิฬ)
ดีลลับฉบับตัวร้าย: อย่าท้าทายคนคลั่งรัก•ตอนที่ 29
การสำนึกผิดที่สายเกิน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับตัวร้าย: อย่าท้าทายคนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!