ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 13

รอยร้าวในหัวใจ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“เหตุใดท่านจึงไม่ยอมชักกระบี่... ในเมื่อข้ากำลังจะฆ่าท่านอยู่รอมร่อ?” เสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูเหมันต์ ทว่าในดวงตาคู่งามกลับไหวระริกด้วยคลื่นอารมณ์ที่นางไม่อาจสะกดกลั้น ปลายกระบี่ ‘เหมันต์ไร้ลักษณ์’ จ่ออยู่ที่ลำคอของหลี่มู่เฉินจนผิวเนื้อเริ่มปรากฏรอยแดงจางๆ และหยดเลือดสีชาดที่ไหลซึมออกมาเพียงเล็กน้อยนั้น ก็ดูจะขัดตาขัดใจนางเหลือเกิน หลี่มู่เฉินไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายังคงยืนนิ่งท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งดั่งขุนเขาตกลงมาทับ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขามิได้แฝงความหวาดกลัว แต่กลับมีความเอ็นดูที่น่าประหลาดใจเจืออยู่ “หากศิษย์พี่หญิงต้องการชีวิตข้า เพื่อให้ท่านสบายใจขึ้น... ข้าก็ยินดีจะมอบให้” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุ้มต่ำราวกับเสียงระฆังที่กังวานอยู่ในห้วงลึกของหัวใจ “แต่ข้าเพียงแต่สงสัย... หากกระบี่ของท่านเปื้อนเลือดศิษย์น้องผู้ต่ำต้อยเช่นข้าไปแล้ว จิตวิญญาณของท่านจะยังบริสุทธิ์ดั่งที่ท่านตั้งมั่นไว้อยู่หรือไม่?” จื่อเวยชะงัก ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้า—ดวงตาคู่นี้ที่เดิมทีนางมองว่าไร้เดียงสาและอ่อนแอ แต่ในยามนี้ เมื่อแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของตำหนักเก่าแก่ตกกระทบลงมา ความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ภายในกลับเผยร่องรอยให้เห็นคล้ายห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง “เจ้าไม่ใช่หลี่มู่เฉินที่ข้าเก็บกลับมาจากหุบเขาไร้เงา” นางเอ่ยเสียงแข็ง นิ้วที่จับด้ามกระบี่ขาวนวลกระชับแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด “วิชาตัวเบาที่ใช้หลบหลีกเมื่อครู่ ลมปราณที่กดทับสภาวะจิตของข้าจนแทบจะคลุ้มคลั่ง... คนธรรมดาที่ไหนจะทำได้ถึงเพียงนี้!” “ศิษย์พี่หญิงคิดมากไปแล้ว” หลี่มู่เฉินก้าวเดินเข้ามาหาปลายกระบี่ของนางอย่างไม่เกรงกลัว คมกระบี่คมกริบบาดลึกลงไปบนผิวเนื้อของเขามากขึ้นจนเลือดไหลอาบ “ข้าเพียงแต่รอดตายมาได้ด้วยปาฏิหาริย์จากโอสถวิเศษที่ท่านเคยประทานให้ มิใช่หรือ?” “ปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนจากคนไร้รากปราณ ให้กลายเป็นผู้ที่สามารถรับกระบี่จากข้าด้วยมือเปล่าได้งั้นหรือ?” จื่อเวยแค่นหัวเราะ ความเย็นชาในแววตาสั่นคลอน ความสงสัยที่สะสมมานานนับเดือนเริ่มปริแตกเหมือนกระจกที่ร้าวราน นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง... กลิ่นอายของ ‘จอมมาร’ ที่ถูกจารึกไว้ในตำนานบทที่สาบสูญ กลิ่นอายที่ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่น ทว่าในขณะเดียวกัน หัวใจของนางกลับเต้นโครมครามด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้ ทันใดนั้น หลี่มู่เฉินก็ขยับตัวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เขาเอื้อมมือมาจับปลายกระบี่ของนางไว้มั่น เลือดที่อาบชโลมฝ่ามือของเขาหยดลงบนพื้นหินดังแปะ... แปะ... ทว่าในจังหวะที่มือทั้งสองสัมผัสกัน พลังงานสายหนึ่งก็แล่นพล่านผ่านกระแสปราณของทั้งคู่ จื่อเวยรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณเข้าสู่มิติที่เวลาหยุดหมุน ในห้วงภวังค์นั้น นางเห็นภาพเงาร่างของชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพใต้เงาจันทร์สีเลือด เขาสวมอาภรณ์สีนิลสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดด้วยหน้ากากเหล็ก ทว่าดวงตานั้น... ดวงตาที่ดุดันและเปี่ยมด้วยอำนาจนั้น คือดวงตาคู่เดียวกับที่กำลังจ้องมองนางอยู่ในขณะนี้! “นี่เจ้า...!” จื่อเวยเบิกตากว้าง พยายามจะดึงกระบี่กลับ แต่กลับพบว่าพลังปราณของนางถูกพันธนาการไว้ด้วยวิชาที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน “ท่านสงสัยข้า... นั่นเป็นสิทธิ์ของท่าน” หลี่มู่เฉินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยของนาง “แต่ศิษย์พี่หญิง... ท่านเคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าทำไมท่านถึงไม่เคยลงมือสังหารข้าได้อย่างเด็ดขาดเสียที? ทั้งที่ท่านคือผู้ถือสัตย์แห่งวิถีกระบี่ที่ไร้ความปรานี” คำถามนั้นเปรียบเสมือนศรที่พุ่งทะลุทะลวงหัวใจของเซียนจื่อเวย นางตัวสั่นเทา ความเย่อหยิ่งที่เคยมีพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อนางตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มิใช่เพราะนางเมตตาเขา... แต่เพราะส่วนลึกในวิญญาณของนางกลับถวิลหาความอบอุ่นจากเขาอย่างบ้าคลั่ง “เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางกระซิบถาม เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงลม หลี่มู่เฉินยิ้มเหยียดที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความทรงอำนาจและเยือกเย็น เขาปล่อยมือจากกระบี่แล้วขยับเข้าใกล้จนร่างของทั้งสองแนบชิดกัน “หากข้าบอกว่า ข้าคือผู้ที่จะทำลายล้างสำนักของท่าน เพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้า... ท่านยังจะกล้าถือกระบี่เล่มนี้ไว้ในมืออีกหรือไม่?” ฉับพลันนั้น พลังปราณสีดำทมิฬก็พุ่งทะยานออกจากร่างของหลี่มู่เฉิน กระแทกผนังตำหนักจนพังทลายลงมา เศษอิฐและหินปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษชุดดำสี่คนที่ยืนล้อมรอบพวกเขาไว้ด้วยท่าทีคุกคาม “ท่านจอมมาร... พวกเรามาตามนัดแล้วขอรับ” หนึ่งในบุรุษชุดดำคุกเข่าลงต่อหน้าหลี่มู่เฉิน เซียนจื่อเวยหน้าถอดสี กระบี่ในมือตกลงสู่พื้นดิน เสียงเหล็กกระทบหินดังก้องในความเงียบงัน นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แตกสลาย... ความเชื่อใจ ความผูกพัน และรอยร้าวในหัวใจของนางกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่อาจหวนคืน แต่ในวินาทีที่วิกฤตที่สุดนั้นเอง หลี่มู่เฉินกลับหันมาคว้าข้อมือของจื่อเวยแล้วดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดที่เย็นเยียบ ก่อนจะกระซิบข้างหูของนางด้วยเสียงที่ไม่มีใครได้ยินว่า... “หนีไปเสีย... ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ แล้วกลืนกินท่านลงไปทั้งตัว” หลิวเยี่ยนซีหวังว่ารอยร้าวครั้งนี้จะทำให้ท่านนักอ่านร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมของพวกเขานะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%