จดหมายถอนหมั้นแผ่นหนึ่งทำจากกระดาษสาเคลือบทองคำเปลว ถูกวางลงบนโต๊ะหยกขาวด้วยแรงกระแทกอันจงใจ ส่งเสียง ‘แกร็ก’ เบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานไปทั่วลานพิธีบูรพา
เซียนจื่อเวยชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำเลือนรางบางอย่างที่นางไม่เคยล่วงรู้ พลันผุดวาบขึ้นในห้วงจิตใต้สำนึก... ภาพของเงาร่างคุ้นตาในชุดคลุมสีดำสนิทที่เคยโอบกอดนางท่ามกลางทะเลเพลิงแห่งแดนอสูร ซ้อนทับเข้ากับความว่างเปล่าในปัจจุบัน แต่นางไม่มีเวลาให้ขบคิดถึงความฝันประหลาดนั้นอีกต่อไปแล้ว เมื่อเสียงหัวเราะเยาะหยันของ ‘มู่หรงหลาง’ คุณชายรองแห่งตระกูลมู่หรงดังทำลายความเงียบขึ้นเสียก่อน
"ศิษย์พี่เซียน... อภัยให้ความอาจหาญของข้าด้วย" มู่หรงหลางยกมือประสานคารวะอย่างขอไปที ใบหน้าหล่อเหลาเคลือบด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของสำนักกระบี่เมฆา
รอบกายของพวกเขาทั้งสองคือเหล่าศิษย์ร่วมสำนักนับร้อยชีวิตที่ต่างพากันกั้นหายใจ บรรยากาศกดดันราวกับมีภูเขาอัคนีทับถมลงบนอก ศิษย์หลายคนซุบซิบกันด้วยแววตาสมเพชเวทนา ขณะที่บางคนกลับรอคอยดูความอับอายของสตรีผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
เซียนจื่อเวยยังคงยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ปลายกระบี่วิญญาณ ‘เหมันต์วารี’ ที่เหน็บอยู่ข้างเอวสั่นระริกตามอารมณ์ที่กระเพื่อมไหวในจิตวิญญาณ นางก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น ตัวอักษรสีชาดที่เขียนด้วยลายมือตวัดเฉียบคมบาดลึกเข้าไปในดวงตา
*‘เนื่องด้วยสภาวะร่างกายของเซียนจื่อเวยเกิดความผิดปกติ เส้นชีพจรปราณสวรรค์เสียหายยับเยิน ไร้ซึ่งคุณสมบัติที่จะก้าวสู่ขอบเขตเซียนแท้จริง ตระกูลมู่หรงจึงขอถอนหมั้น... เพื่อมิให้เป็นภาระแก่การสืบทอดทายาท’*
ช่างเป็นถ้อยคำที่อัปลักษณ์และไร้ซึ่งเยื่อใยสิ้นดี!
"ภาระงั้นหรือ?" เสียงของเซียนจื่อเวยดังขึ้น เรียบเรื่อยราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยไอเย็นยะเยือกที่ทำให้ผู้ได้ยินต้องสันหลังวาบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย "มู่หรงหลาง เจ้าลืมไปแล้วกระมังว่าเมื่อสามปีก่อน ตอนที่แก่นแท้พลังวิญญาณของเจ้าแตกสลายเพราะดื้อดึงฝึกเคล็ดวิชาต้องห้าม ผู้ใดกันที่เป็นคนใช้โลหิตหัวใจครึ่งหนึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตเจ้าไว้?"
สีหน้าของมู่หรงหลางกระตุกวูบไปชั่วขณะ ความทรงจำอันน่าอับอายผุดขึ้นมา แต่เพียงไม่นานเขาก็แค่น้ำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างไม่สะทกสะท้าน
"เรื่องในอดีตก็คืออดีต! โลกของผู้บำเพ็ญเพียรตัดสินกันที่ความแข็งแกร่งในปัจจุบัน หาใช่คุณความความดีความชอบจอมปลอมไม่!" มู่หรงหลางกล่าวเสียงดังจงใจให้ทุกคนได้ยิน "ตัวเจ้าในยามนี้เป็นเพียงสตรีที่เส้นชีพจรพิการ พลังปราณถดถอยจนแทบเทียบเท่าคนธรรมดา แม้แต่ศิษย์สายในขั้นต้นยังเอาชนะได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคียงคู่กับข้าที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราชญ์สวรรค์ขั้นที่ห้า! การถอนหมั้นครั้งนี้... ฟ้าดินเป็นพยาน เป็นข้าที่เมตตาเจ้าแล้วที่ยังมอบกระดาษแผ่นนี้ให้ แทนที่จะขับไล่ออกไปอย่างหมសสภาพ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นระลอกใหญ่ ศิษย์หลายคนพากันพยักหน้าเห็นพ้องกับมู่หรงหลาง ในโลกแห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นใหญ่ ความอ่อนแอคือความผิดบาปที่อภัยให้ไม่ได้ ต่อให้ในอดีตเซียนจื่อเวยจะเคยสูงส่งเพียงใด แต่วันนี้... นางร่วงหล่นลงมาจากก้อนเมฆเสียแล้ว
เซียนจื่อเวยกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า 10 ปลายฝ่ามือ โลหิตสีแดงสดซึมไหลผ่านเนื้อผ้า แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานในจิตใจ พันธะสัญญาที่บรรพบุรุษสองตระกูลร่วมกันสร้างขึ้น กลับถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ค่าด้วยน้ำมือของบุรุษผู้เคยคุกเข่าสาบานรักแท้ต่อหน้านาง
ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางสายตาดูแคลนและเสียงหัวเราะเยาะรอบด้าน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ลอยละลิ่วเข้ามา เสียงนั้นมิได้หนักหน่วง แต่กลับดังก้องกังวานเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างน่าประหลาด ราวกับมันเหยียบย่างลงบนหัวใจของทุกผู้คนโดยตรง
*กựบ... กุบ... กุบ...*
ร่างระหงในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าปรากฏขึ้นที่ทางเข้าลานพิธี บุรุษผู้สวมหน้ากากไม้ครึ่งซีกปกปิดใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากได้รูปที่กำลังยกยิ้มเยาะอย่างเกียจคร้าน และคางเรียวที่ดูดื้อรั้น หลี่มู่เฉิน... ศิษย์รับใช้ก้นครัวผู้ทำหน้าที่ดูแลกองฟืนและกวาดลานวัด เจ้าของฉายา ‘คนไร้ค่าแห่งยอดเขาที่สาม’ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเซียนจื่อเวยอย่างเงียบเชียบ
"เจ้าสวะจากยอดเขาที่สาม กล้าดียังไงถึงเข้ามาสอดในเขตพิธีสำคัญของศิษย์สายใน ไสหัวไปซะ!" ผู้อาวุโสคุมกฎผู้หนึ่งตวัดสายตาดุดันหมายจะแผ่แรงกดดันกดทับร่างของหลี่มู่เฉินให้คุกเข่า
ทว่า... หลี่มู่เฉินกลับมิได้สะเทือนแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นบนไหล่เบาๆ ดวงตาภายใต้หน้ากากไม้เหลือบมองกระดาษสาเคลือบทองคำบนโต๊ะหยกขาวแผ่นนั้น ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันล้ำลึกหลุดออกมา
"น่าสนใจ... ช่างเป็นตระกูลที่ ‘กตัญญู’ ยิ่งนัก" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น ทอดสายตาไปยังมู่หรงหลางราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังเห่าหอน "ใช้โลหิตหัวใจของสตรีเพื่อรักษาชีวิต แล้วพนางามยามนางตกอับเพื่อไปเกาะแข้งเกาะขาตระกูลอื่น มู่หรงหลาง... หน้าหนาๆ ของเจ้านี่ทำด้วยหนังของสัตว์อสูรชนิดใดกัน ถึงได้หนาเตอะจนกระบี่วิญญาณแทงไม่เข้าเช่นนี้?"
"สามหาว! เจ้าเป็นแค่ศิษย์รับใช้ชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรมาต่อปากต่อคำกับคุณชายมู่หรง!" มู่หรงหลางโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว ชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วบริเวณ พลังปราณขอบเขตปราชญ์สวรรค์ขั้นห้าถูกปลดปล่อยออกมาเต็มกำลัง หมายจะกดดันให้หลี่มู่เฉินกระอักเลือดตายคาที่
"าระวังตัวด้วย..." เซียนจื่อเวยขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังร่างของหลี่มู่เฉินไว้ แม้ตัวนางจะบาดเจ็บ แต่สัญชาตญาณการปกป้องศิษย์ผู้น้อง (ที่นางคิดว่าอ่อนแอ) ก็ยังทำงานอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ก่อนที่กระบี่ของมู่หรงหลางจะพุ่งเข้ามาถึงตัว หลี่มู่เฉินกลับเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่บางของเซียนจื่อเวยเบาๆ สัมผัสนนั้นอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด ราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันพังทลาย
"ศิษย์พี่ใหญ่..." หลี่มู่เฉินกระซิบข้างหูของนาง น้ำเสียงที่เคยแหบพร่าและอ่อนแอเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ทรงอำนาจ และดังก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น จนแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังต้องหน้าเปลี่ยนสี "สตรีเช่นท่าน... ต่อให้สูญเสียพลังไปครึ่งหนึ่ง ก็ยังสูงส่งเกินกว่าที่เศษสวะเช่นมันจะอาจเอื้อมถึง การถอนหมั้นวันนี้... หาใช่ท่านที่ถูกทิ้งไม่..."
เขาเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะก้าวผ่านร่างของนางไปยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเผชิญหน้ากับมู่หรงหลางโดยตรง นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกระดาษจดหมายถอนหมั้นแผ่นนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ แล้วฉีกมันออกเป็นสองส่วนอย่างไม่ไยดี!
เศษกระดาษปลิวว่อนไปตามสายลม ราวกับประกาศิตแห่งสงครามที่ไม่มีวันหวนกลับ
"แต่เป็นพวกเราต่างหาก... ที่จะสละสุนัขรับใช้ตัวนี้ทิ้งไปเสีย!"
หลี่มู่เฉินสะบัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังปราณสีดำสนิทสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว ทะลวงผ่านอากาศด้วยความเร็วเหนือแสง บดขยี้กระบี่วิญญาณในมือของมู่หรงหลางจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตาเดียว! พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาศาลที่กดทับจนร่างของมู่หรงหลางทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น กระอักโลหิตคำโตออกมาทันที!
ความเงียบสงัดดั่งป่าช้าเข้าปกคลุมลานพิธี ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น
เซียนจื่อเวยหันขวับมามองแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำอันเลือนรางที่ถูกผนึกไว้ พังทลายลงในวินาทีนั้น... แผ่นหลังนี้ เงาร่างนี้ พลังนี้... มันคือปีศาจตนเดียวกันกับที่เคยครองบัลลังก์มารเมื่อพันปีก่อน!
หลี่มู่เฉินค่อยๆ หันกลับมา ชายหนุ่มปลดหน้ากากไม้ครึ่งซีกออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักที่ซ่อนเร้นความเย่อหยิ่งอันไร้ขอบเขตเอาไว้ รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาสสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองนางลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร
"จำได้หรือยัง... หญิงงามของข้า?"
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับเส้นทางแห่งกระบี่และโชคชะตานี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — หลิวเยี่ยนซี
ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 2
สัญญาที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!