ไอสังหารสีชาดพวยพุ่งเสียดแทغاتฟ้า กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาหมื่นพิษจนแม้แต่สายลมยังต้องหยุดนิ่ง
“ศิษย์พี่... ท่านก้าวล้ำเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายมาไกลเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอื้อnพลางสะบัดกระบี่เฟิ่งหวงในมือออกเป็นประกายเพลิงสีคราม เซียนจื่อเวยยืนหยัดอยู่บนแท่นหินอัคนี ร่างอรชรในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดของเหล่าผู้อาวุธสำนักมารที่ดาหน้าเข้ามาไม่ขาดสาย แม้ความเหนื่อยล้าจะเริ่มกัดกินดวงจิต ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายเด็ดเดี่ยวไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
เบื้องหน้าของนางคือ ‘แก่นแท้แห่งบรรพกาล’ สมบัติล้ำค่าที่เหล่าเซียนและมารต่างหมายแย่งชิง แสงสีทองเรืองรองสะท้อนกับม่านหมอกพิษ เกิดเป็นภาพที่ทั้งงดงามและอันตรายถึงชีวิต
“เส้นแบ่งระหว่างเซียนกับมาร... มีผู้ใดกำหนดไว้กันเล่า จื่อเวย”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หลับไหลดังขึ้น ท่ามกลางกองศพนับร้อย ร่างสูงโปรดของหลี่มู่เฉินก้าวออกมาจากเงาไม้ ร่างกายของเขาสะบักสะบอม อาภรณ์สีนิลขาดวิ่นเผยให้เห็นแผ่นอกแกร่งและรอยประทับอักขระโบราณที่กำลังเรืองแสงวับวับ แววตาที่มักจะซ่อนความเย่อหยิ่งและแสร้งทำเป็นอ่อนแอเมื่ออยู่เบื้องหน้านาง บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพสรรพสิ่ง
เซียนจื่อเวยใจกระตุกวูบ ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นริ้วผ่านห้วงจิตวิญญาณ พันธะบางเบาที่เชื่อมโยงหัวใจของพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ
“เจ้า... แสร้งทำเป็นอ่อนแอมาตลอดเพื่อการนี้งั้นหรือ หลี่มู่เฉิน!” นางเอ่ยถาม เสียงสั่นพร่าเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกราวกับถูกหักหลังโดยคนที่นางเผลอเปิดช่องว่างให้เข้ามาในใจ
“ข้าเพียงแต่ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องรอด... ศิษย์พี่ผู้สูงส่ง ข้าเตือนท่านแล้วว่าอย่าเข้ามาพัวพัน” หลี่มู่เฉินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน ทว่าในแววตากลับซ่อนความร้าวรานล้ำลึกที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ฉับพลัน! แผ่นดินใต้หุบเขาต้องห้ามก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมฆทัณฑ์สวรรค์สีดำทะมาลรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวนอยู่เหนือหัวของพวกเขาทั้งสอง กระแสลมปราณกดทับจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบ
เหล่ามารและเซียนที่เหลือรอดต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกมันรู้ดีว่า ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ากำลังจะลงทัณฑ์ผู้ที่บังอาจครอบครองสมบัติบรรพกาล
หลี่มู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปหาเซียนจื่อเวยอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี ก่อนที่นางจะทันตั้งตัว มือหนาก็คว้าเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่น ไอความอบอุ่นจากร่างกายของเขาปะทะเข้ากับความเย็นชาของนาง สร้างความปั่นป่วนในหัวใจของหญิงสาวจนแทบหยุดหายใจ
“ปล่อยข้า!” นางพยายามขัดขืน ยกกระบี่ขึ้นจ่อลำคอแกร่ง
“หากไม่อยากตายด้วยกันทั้งคู่... จงเงียบแล้วเชื่อใจข้าสักครั้ง” น้ำเสียงของเขาจริงจังและทรงอำนาจจนเซียนจื่อเวยชะงักงัน นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ในดวงตาสนธยาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการเสแสร้งอีกต่อไป มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องนาง แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณแตกดับก็ตาม
ฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหว สายฟ้าสีทองยักษ์ฟาดผ่าลงมาตรงกลางหุบเขาต้องห้าม รัศมีทำลายล้างแผ่ขยายเป็นวงกว้างกลืนกินทุกสรรพสิ่ง หลี่มู่เฉินดึงร่างของเซียนจื่อเวยเข้าสู่อ้อมอก หลับตาลงพร้อมกับระเบิดพลังลมปราณบรรพกาลเฮือกสุดท้ายออกปกป้องพวกเขาทั้งคู่ ทว่าในวินาทีที่แสงสีทองสว่างวาบจนแสบตา เงาร่างปริศนาร่างหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านสายฟ้าลงมาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พร้อมกับคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุแผ่นหลังของหลี่มู่เฉินจากด้านหลังอย่างเลือดเย็น!
"มู่เฉิน—!"
หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะคะ
ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 20
ศึกแย่งชิงสมบัติเซียน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!