ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 18

คำสารภาพของศิษย์พี่

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
ปลายกระบี่ทมิฬจ่อชิดลำคอระหงของเซียนจื่อเวย โดยปราศจากจิตสังหาร ทว่ากลับสร้างความหนาแน่นจนอากาศรอบกายกลายเป็นสุญญากาศ นางไม่ได้หลบหลีก ไม่ได้ชักกระบี่คู่ชีพออกมารับมือ ดวงเนตรคู่คมดั่งหิมะในฤดูเหมันต์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่มู่เฉิน—บุรุษผู้ที่นางเฝ้าเพียรปกป้องและระแวดระวังมาตลอดหลายปี "เจ้ายังจะเสแสร้งไปถึงไหนกัน... มู่เฉิน" น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยแหบพร่าเล็กน้อย มันไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อคมกระบี่ แต่มันคือความร้าวรานที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ชั้นน้ำแข็งแห่งกฎเกณฑ์สำนัก นางยื่นมือเรียวบางออกไปอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วสัมผัสกับคมกระบี่ที่อาบไล้ด้วยปราณมารสีนิล แม้คมโลหะจะบาดผิวจนหยดโลหิตสีชาดรินไหลหยดลงบนพื้นหินอัคนี แต่นางกลับไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว หลี่มู่เฉินขบกรามแน่น สันกรามคมคายขึ้นรูปชัดเจนด้วยความอดกลั้น ปราณมารรอบกายที่เคยปั่นป่วนราวพายุคลั่งกลับสงบนิ่งลงทันทีเมื่อปลายนิ้วของนางแตะโดนตัวกระบี่ หัวใจของอดีตจอมมารผู้เย่อหยิ่งกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่าหากนางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง เส้นทางที่พวกเขาเดินร่วมกันจะขาดสะบั้นลงในพริบตา "ท่านเซียนจื่อเวย... ท่านกำลังเข้าใจผิด" หลี่มู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบฉายแววไหววับชั่วขณะก่อนจะถูกกลบฝังด้วยความเย็นชาดังเดิม "ข้าเป็นเพียงศิษย์น้องผู้ไร้ค่าในสายตาของท่าน ไฉนเลยจึงมีค่าพอให้ท่านต้องมาซักไซ้ไล่เลียงถึงเพียงนี้" "ไร้ค่าหรือ?" เซียนจื่อเวยแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคลอหน่วย แววตาที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึกบัดนี้กลับไหวระริก นางก้าวประชิดเข้ามาอีกก้าว จนคมกระบี่แนบชิดผิวเนื้อจนเกิดรอยแดงเรื่อ "หากเจ้าไร้ค่า เหตุใดค่ายกลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจึงสั่นคลอนทุกครั้งที่เจ้าอยู่ในรัศมีอันตราย? เหตุใดดวงจิตแห่งพันธะโลหิตในกายข้าจึงแผดเผาแทบคลั่งยามที่เจ้าบาดเจ็บเล่า!" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจสำนักบรรพกาล ท้องฟ้าเหนือยอดเขาอัคนีที่เคยปลอดโปร่งพลันมืดครึ้ม เมฆสีดำทะมุนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายัณห์แห่งอัคคีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับรับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจที่ระเบิดออกมาของสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดแห่งยุทธภพ หลี่มู่เฉินชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความลับที่เขาปกปิดมาเนิ่นนานนับร้อยปี—พันธะวิญญาณที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองไว้โดยที่เขาจงใจสะกดมันเอาไว้—บัดนี้กลับถูกเปิดโปงต่อหน้าต่อตา นางล่วงรู้... นางล่วงรู้มาตลอดว่าเขากับจอมมารผู้ทำลายล้างแดนเซียนคือคนเดียวกัน หรืออย่างน้อย นางก็รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณแห่งจิตวิญญาณที่ผูกพันกันลึกซึ้งเกินกว่าฟ้าดินจะบิดพลิ้ว "ในเมื่อท่านรู้แล้ว..." หลี่มู่เฉินลดปลายกระบี่ลงช้าๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นราบเรียบ ไร้ซึ่งการหลบซ่อนอีกต่อไป แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งตัดพ้อ ทั้งโหยหา และหวาดกลัว "เหตุใดจึงไม่ลงมือสังหารข้าเสีย? การกำจัดอดีตจอมมารผู้สูญเสียพลัง ย่อมสร้างชื่อเสียงให้ท่านในฐานะผู้พิทักษ์ความสงบแห่งยุทธภพมิใช่หรือ?" เซียนจื่อเวยไม่ตอบ นางมองใบหน้าของบุรุษที่นางเฝ้ามองมาเนิ่นนาน หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยกระทบลงบนพื้นหิน ร่างกายที่เคยสง่างามดั่งเทพเซียนสั่นเทาน้อยๆ นางไม่ได้ต้องการชื่อเสียง นางไม่เคยสนoseสายตาของเหล่าผู้อาวุโสในสำนัก สิ่งเดียวที่นางปรารถนาในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ยาวนานนับพันปี มีเพียงการได้เห็นเขายืนหยัดอยู่ข้างกายอย่างปลอดภัย... แม้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาจะเป็นศัตรูของฟ้าดินก็ตาม "ข้าไม่ได้ฝึกวิชาเซียนเพื่อมาสังหารเจ้า..." เซียนจื่อเวยเอמהเสียงสั่นเครือ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของหลี่มู่เฉิน ปราณเย็นเยือกผสานเข้ากับปราณมารของเขาโดยสัญชาตญาณ เกิดเป็นแสงสว่างสีครามและสีนิลหลอมรวมกันอย่างงดงามและอันตราย "ข้าฝึกวิชา... เพื่อปกป้องเจ้าจากทัณฑ์สวรรค์ต่างหากเล่า เจ้าโง่!" คำว่า *'เจ้าโง่'* จากปากของเซียนจื่อเวยผู้สูงส่ง ดั่งค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงกลางใจของหลี่มู่เฉิน ความเย็นชาทั้งหมดที่เขาสสะสมมาเพื่อป้องกันตนเองพังทลายลงในพริบตาเดียว ความรู้สึกผิดบาป ความโดดเดี่ยว และภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้คนเดียวมาตลอด ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลทะลักเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้การป้องกัน มือหนารวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวด้วยความรวดเร็ว ดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกอย่างแนบแน่น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้ง ท่ามกลางกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนรอบกาย เซียนจื่อเวยสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่ไม่ได้ขัดขืน นางปล่อยให้ตนเองจมอยู่ "เจ้า... กล้าดียังไง..." นางพึมพำเสียงเบา ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ยามเมื่ออยู่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ "ข้าขอโทษ..." หลี่มู่เฉินกระซิบชิดริมหใบหูของนาง เสียงทุ้มนุ่มลึกนั้นสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน "ข้าเพียงแต่กลัว... กลัวว่าหากวันหนึ่งเจ้าล่วงรู้ความจริง เจ้าจะเลือกชักกระบี่ใส่ข้าด้วยความเกลียดชัง ไม่ใช่ด้วยความ... ห่วงหาเช่นนี้" บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวสอดประสานกันผ่านพันธะวิญญาณที่สั่นไหว ทว่า ในขณะที่ความหวานล้ำกำลังแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด สายตากลมโตของเซียนจื่อเวยก็พลันเหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งที่พาดผ่านม่านหมอกหนาทึบเบื้องล่างหน้าผาอัคนี เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งภูตผี ปราณกระบี่สีเลือดพุ่งทะยานขึ้นมาจากห้วงเหวลึกอย่างไร้ซุ่มเสียง เป้าหมายไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือจุดตายกลางหลังของหลี่มู่เฉินที่ไร้การป้องกัน! "ระวัง!" เซียนจื่อเวยเบิกตากว้าง สัญชาตญาณการต่อสู้ถูกกระตุ้นถึงขีดสุด นางใช้มืออีกข้างผลักร่างของหลี่มู่เฉินให้ออกห่างจากวิถีกระบี่ในเสี้ยววินาที พร้อมกับชักกระบี่คู่ชีพออกมารับการจู่โจมปริศนาด้วยตนเอง เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขา ทว่า... คมกระบี่สีเลือดนั้นกลับเคลือบด้วยพิษสลายวิญญาณโบราณ ทันทีที่ปลายกระบี่ของศัตรูลึกลับปะทะเข้ากับกระบี่ของเซียนจื่อเวย ละอองพิษสีม่วงเข้มก็ระเบิดออกกลืนกินร่างของนางหายไปในม่านหมอกทันที! "จื่อเวย!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง ดวงตาทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นสีนิลสนิทอย่างไร้ความรู้สึก ปราณมารบรรพกาลระเบิดทะลักออกจากร่างจนแผ่นดินแยก ทว่าเมื่อเขายื่นมือออกไปคว้าตัวนาง ท่อนแขนกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า พร้อมกับร่างของเซียนจื่อเวยที่ร่วงหล่นดิ่งลงสู่ก้นเหวอัคนีเบื้องล่างอย่างรวดเร็วดั่งใบไม้ที่ขาดจากขั้ว! หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%