คมกระบี่สีนิลสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธ รังสีอำมหิตพวยพุ่งเสียดฟ้าจนหมู่เมฆบนนภากาศแตกกระเจิง เซียนจื่อเวยยืนนิ่งงันดั่งรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง รอยร้าวในใจที่นางพยายามกลบฝังมาเนิ่นนาน บัดนี้กลับถูกกรีดลึกด้วยภาพตรงหน้า... ภาพของบุรุษผู้ที่นางเคยคิดว่าอ่อนแอไร้พิษสงคนนั้น กำลังรายล้อมด้วยไอสังหารที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ
"เจ้า... เป็นใครกันแน่?" น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยสั่นระริกเล็กน้อย นางกระชับกระบี่วิหคสวรรค์ในมือแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด
หลี่มู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้น รอยยิ้มที่มักประดับบนมุมปากเสมอในยามปกติมลายหายสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่เรียบเฉยดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่ารอบกายเขากลับหมุนวนไปด้วยอักขระโบราณสีทองแดงที่สาบสูญไปนับพันปี ปราณกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาไม่ใช่พลังของสำนักเซียนทั่วไป แต่มันคือวิถีแห่งมารบรรพกาลที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ในพริบตา
ย้อนกลับไปเมื่อชั่วก้านธูปก่อน ความกดดันจากศัตรูในเงามืดบีบให้หลี่มู่เฉินไร้ทางเลือก เขารู้ดีว่าหากยังคงแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อไป ทั้งเขาและนางจะต้องดับสูญ ณ ดินแดนรกร้างแห่งนี้ ความผูกพันทางจิตวิญญาณที่ร้อยรัดพวกเขาไว้ด้วยกันทำให้เขารับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวลึกๆ ในใจของหญิงสาว... นางกำลังหวาดกลัวอดีต หวาดกลัวการสูญเสีย และหวาดกลัวความจริงที่ว่า หัวใจของนางเริ่มหวั่นไหวให้แก่เขาเสียแล้ว
"หากวันนี้ข้ายังคงซ่อนเร้น เจ้าคงไม่ยอมเปิดใจมองข้าด้วยซ้ำ... จื่อเวย" หลี่มู่เฉินเอמהายเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของนาง
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงนภาดั่งมังกรทะยานฟ้า เคล็ดวิชาที่เขาใช้หาใช่กระบวนท่าดาษดื่น แต่มันคือ "กระบี่ผ่าบรรพกาล" กระบวนท่าในตำนานที่แม้แต่บรรพบุรุษของนิกายกระบี่สวรรค์ยังทำได้เพียงบันทึกไว้ในตำราโบราณที่ชำรุด ทว่าในยามนี้ มันกลับถูกถ่ายทอดออกมาผ่านปลายกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ของเขา—กระบี่ไม้ไผ่ที่อาบไล้ด้วยจิตวิญญาณอันเกรียงไกร จนกลายเป็นศาสตราวุธที่คมกริบยิ่งกว่ากระบี่วิเศษระดับนภา
*ฉึบ!*
ประกายกระบี่สว่างวาบราวกับดาราดับแสง เงาร่างนับร้อยของเหล่ามือสังหารที่ซ่อนตัวในค่ายกลมืดกรีดร้องโหยหวนขึ้นพร้อมกัน ปราณกระบี่สายนั้นไม่ได้เพียงแค่ปลิดชีพศัตรู แต่มันกรีดแทงทะลุผ่านมิติเวลา ราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่งไว้ชั่วขณะ เซียนจื่อเวยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดกลัว ทึ่งงัน และ... คุ้นเคยอย่างประหลาด
ภาพซ้อนทับกันในห้วงความคิดของนาง—เงาร่างของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานที่เคยพลิกปฐพีเมื่อพันปีก่อน กับบุรุษผู้นำพาความอบอุ่นมาสู่ชีวิตอันหนาวเหน็บของนางในยามนี้ แท้จริงแล้วคือคนผู้เดียวกัน!
หัวใจของเซียนจื่อเวยกระตุกวูบ ร่างกายของนางเซถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดหวังและถูกหลอกลวงตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกแน่น นางเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ผู้ยึดมั่นในคุณธรรมแห่งสำนักเซียน แต่กลับถูกปีศาจตนหนึ่งหลอกให้ตายใจ เคียงบ่าเคียงไหล่ ร่วมนอนร่วมทางมาเนิ่นนาน
"เจ้าหลอกข้า..." นางเอ่ยเสียงเครือ ดวงตาดอกท้อคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส ทว่าความเสียใจกลับถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวในวินาทีต่อมา ปลายกระบี่วิหคสวรรค์หันคมเข้าหาหลี่มู่เฉินทันที "เจ้าเป็นใครกันแน่... หลี่มู่เฉิน หรือว่าเจ้าคือ 'มัน' ผู้ทำลายล้างสำนักของเราเมื่ออดีตชาติ?"
หลี่มู่เฉินร่อนลงสู่พื้นแผ่วเบาราวกับขนนก ไอสังหารรอบกายมลายหายไปสิ้น เขาทอดมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอาลัยอาวรณ์ เขาก้าวเข้าไปหาingช้าๆ ทว่าเซียนจื่อเวยกลับตวัดปลายกระบี่ชี้หน้าเขาอย่างเฉียบคม ระยะห่างระหว่างพวกเขายามนี้ช่างใกล้ชิด แต่วิญญาณกลับราวกับถูกกั้นขวางด้วยหุบเหวแห่งกาลเวลา
"ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายเจ้า..." หลี่มู่เฉินเอמהายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และเปี่ยมด้วยความจริงใจ "ไม่ว่าอดีตข้าจะเป็นใคร หรืออนาคตฟ้าดินจะลงทัณฑ์ข้าเช่นไร สิ่งเดียวในรอบพันปีที่ข้าไม่เคยหลอกลวง... คือความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า"
คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเซียนจื่อเวย นางชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความผูกพันทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกันอยู่สั่นสะท้อนความรู้สึกของเขามาถึงนางโดยตรง นางรับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้โกหก... หัวใจของเขากำลังเจ็บปวดไม่แพ้นางเลย
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดและลึกซึ้งถึงขีดสุด เสียงปรบมือเยาะเย้ยก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังม่านหมอก
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งตรึงใจเสียจริง ราชันมารผู้เย่อหยิ่ง ยอมก้มหัวให้แก่สตรีเพศผู้เป็นถึงศิษย์สำนักเซียน ช่างน่าขันสิ้นดี!"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิด กลิ่นอายความชั่วร้ายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาลงในพริบตา ใบหน้าของบุคคลนั้นถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอสูรสีเลือด ทว่าดวงตาที่มองตรงมายังหลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มอันบิดเบี้ยว
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตพวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรงเมื่อตระหนักได้ว่าตัวตนของเขาถูกเปิดเผยเร็วกว่าที่คาดไว้ และเป้าหมายที่แท้จริงของผู้มาเยือนหาใช่เขา... แต่มันคือเซียนจื่อเวย!
"ถอยไป!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่น ร่างของเขาพุ่งเข้าขวางหน้าเซียนจื่อเวยในเสี้ยววินาทีที่หน้ากากอสูรพ่นลูกไฟทมิฬพุ่งตรงเข้ามาหาหญิงสาว
กระบี่ไม้ไผ่ในมือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่มารโลหิตในพริบตา ทว่าความเร็วนั้นยังช้ากว่ากลลวงของศัตรู ลูกไฟทมิฬระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกซัดร่างของหลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยกระเด็นไปคนละทิศละทาง ท่ามกลางม่านควันหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ร่างของเซียนจื่อเวยร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเบื้องล่างที่ไร้ก้นบึ้ง!
"จื่อเวย—!"
หลี่มู่เฉินแผดเสียงร้องเรียกชื่อนางสุดเสียง ดวงตาคู่คมแดงก่ำด้วยโทสะและหยาดโลหิตที่ไหลริน เขาทิ้งตัวพุ่งดิ่งตามร่างที่ร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดอย่างไร้ความลังเล โดยไม่สนว่าเบื้องล่างจะเป็นขุมนรกหรือทัณฑ์สวรรค์รออยู่
และในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือคว้าชายเสื้อของนางไว้ได้นั้นเอง เงาดำนับพันสายก็พุ่งขึ้นมาจากก้นเหว พันธนาการร่างของทั้งคู่ไว้แน่นหนา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา—เสียงที่ประกาศว่าเกมแห่งความตายได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว...
รอกลืนน้ำลายระลอกใหม่ในตอนหน้าด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ด้วยกันค่ะ
ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 15
เพลงกระบี่ที่คุ้นเคย
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!