ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 34

ศึกชี้ชะตาสองแผ่นดิน

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผืนแผ่นฟ้าสีหม่น ดุจดังหยดหมึกพู่กันเซียนที่แต้มลงบนภาพวาดแห่งความพินาศ สนามรบเบื้องล่างณ หุบเขาผาอัสดงในยามนี้มิใช่ดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป หากแต่เป็นขุมนรกโลกันต์ที่ถูกแผดเผาด้วยไอสังหารและเพลิงอัคคีทมิฬ ศพของเหล่าเซียนและมารกองทับถมกันสูงดั่งภูเขา คลื่นกระแสพลังปราณที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่งกรีดกรายผืนแผ่นดินจนแตกแยกออกเป็นรอยแยกลึกถึงใจกลางปฐพี หลี่มู่เฉินยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุโลหิตนั้น ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งน้ำนิ่งในบึงลึก บัดนี้กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นแห่งความตื่นตะลึงระคนเจ็บปวด เงาร่างที่เพิ่งก้าวปรากฏขึ้นเบื้องหน้า... งดงาม เย็นชา และคุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจเข้าออกของตนเอง "ศิษย์พี่..." เสียงที่หลุดลอดจากริมฝีปากของอดีตจอมมารสั่นเทาเล็กน้อย เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่หัวใจซึ่งตายด้านไปแล้วกลับเต้นกระหน่ำราวกับจะทะลุออกมานอกอก เซียนจื่อเวยยืนอยู่บนยอดศิลาสีนิล ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยหยดโลหิตสีสด กลิ่นอายความเย็นเยือกดั่งหิมะพันปีแผ่ซ่านออกมารอบกาย นางถือกระบี่วิญญาณ 'เหมันต์นิรันดร์' ไว้ในมือ ปลายกระบี่หยาดหยดโลหิตไม่ขาดสาย สายตาคู่นั้นที่เคยทอดมองเขาด้วยความห่างเหินและระแวดระวัง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่อ่านไม่ออก "หลี่มู่เฉิน..." เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งเอื้อnเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดของพลังปราณรอบด้าน "เจ้าซ่อนตัวตนที่แท้จริงมาเนิ่นนาน... เพื่อการนี้สินะ" "ข้าไม่เคยคิดเป็นศัตรูกับสำนัก... และไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูกับท่าน" หลี่มู่เฉินก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้รอบกายจะรายล้อมด้วยยอดฝีมือจากร้อยสำนักที่พร้อมจะรุมทึ้งเขาให้แหลقสลาย แต่สายตาของเขากลับจับจ้องเพียงร่างระหงเบื้องหน้าเท่านั้น "จื่อเวย... ถอยไปเถอะ สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" "ไม่ใช่เรื่องของข้าอย่างนั้นหรือ?" เซียนจื่อเวยแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือความขื่นขมที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางยกกระบี่ชี้ตรงมาที่หัวใจของเขา ปลายคมกระบี่สั่นระริกเล็กน้อย "อาจารย์ดับสูญ ศิษย์น้องร่วมสำนักนับร้อยต้องสังเวยให้แก่เพลิงมารที่เจ้าเป็นผู้ชักใย แล้วยังจะกล้ากล่าวคำว่า 'ไม่ใช่เรื่องของข้า' ออกมาได้อีกหรือ!" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา คลื่นกระแสปราณรอบตัวทั้งสองระเบิดออกโดยไม่ต้องอาศัยการชักนำ ผู้คนรอบข้างต่างถอยร่นออกไปนับร้อยจั้งด้วยเกรงกลัวต่อแรงกดดันจากจิตวิญญาณของยอดฝีมือทั้งสอง หลี่มู่เฉินหลับตาลงชั่วพลาส... ภาพความทรงจำเก่าก่อนไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก วันเวลาที่พวกเขาเคยร่วมฝึกวิทยยุทธ์ใต้ต้นท้อพันปี เสียงหัวเราะแผ่วเบาในยามค่ำคืน และคำสัญญาที่ว่าจะเคียงคู่กันไปจนกว่าฟ้าดินจะสลาย... ช่างน่าขันสิ้นดี ชะตากรรมเล่นตลกอันใด ไยจึงต้องให้พวกเขามายืนอยู่คนละฝั่งของคมกระบี่ในยามที่โลกหล้ากำลังจะล่มสลายเช่นนี้ "หากข้าบอกว่า... ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยพิบัติที่แท้จริงเล่า เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่?" หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ดวงตาสนธยาคู่นั้นฉายแววแน่วแน่และลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง เซียนจื่อเวยชะงักไปชั่วลมหายใจ ความลังเลฉายชัดขึ้นในแววตางดงามคู่นั้น แต่นางสะบัดหน้าขับไล่ความอ่อนแอนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแผ่ขยายเขตแดนพลังปราณน้ำแข็งขั้นสูงสุดออกมารอบตัวจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ "คำแก้ตัวของมารร้าย... ข้าไม่ฟังอีกต่อไปแล้ว!" สิ้นเสียงหวาน ร่างบางก็พุ่งทะยานเข้าหาดั่งสายฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ กระบี่เหมันต์นิรันดร์กรีดผ่าอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหวิว รังสีคมกระบี่ทรงพลังพุ่งตรงเข้าจุดตายทั้งเก้าของหลี่มู่เฉินในกระบวนท่าเดียว! หลี่มู่เฉินมิได้หลบหลีก มิได้แม้แต่จะยกกระบี่ขึ้นป้องกันตัว เขากลับยืนนิ่งปล่อยให้พลังปราณอันหนาวเหน็บพุ่งเข้าประชิดตัว ร่างกายของเขาถูกรังสีคมกระบี่กรีดผ่านจนอาภรณ์ขาดวิ่นและมีโลหิตซึมไหลออกมา ทว่าดวงตาของเขากลับยังคงจ้องมองนาง... มองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง *ฉับพลัน!* ในวินาทีที่ปลายกระบี่จ่ออยู่ห่างจากหัวใจของเขาเพียงไม่ถึงหนึ่งชุ่น เงาร่างมหึมาของราชันปีศาจจากเบื้องบนก็คำรามก้องฟ้า มันแหวกมิติลงมาพร้อมกับหอกเพลิงทมิฬขนาดมหึมาหมายจะแทงทะลุร่างของเซียนจื่อเวยจากด้านหลังโดยที่นางไม่ทันระวังตัว! "จื่อเวย ระวัง!" หลี่มู่เฉินตื่นตัวขึ้นในสัญชาตญาณ ร่างของเขาพลิ้วไหวดั่งเงาพราย พุ่งเข้าโอบกอดร่างระหงของนางไว้แนบอกแล้วหมุนตัวหลบหอกเพลิงทมิฬนั้นอย่างหวุดหวิด แรงระเบิดจากการโจมตีส่งผลให้ทั้งคู่กระเด็นไปกระแทกกับผนังผาอัสดงอย่างแรง โลหิตคำโตกระร่อนออกจากปากของหลี่มู่เฉิน ย้อมอาภรณ์สีเข้มของเขาให้แดงฉานยิ่งขึ้นไปอีก เซียนจื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและคาวเลือดผสมผสานกันอย่างลึกล้ำ หัวใจของนางกระตุกวูบเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกของเขาที่กำลังปกป้องนางจากความตายอย่างไม่คิดชีวิต "เจ้า... เหตุใดจึง..." เสียงของนางสั่นพร่า ดวงตางดงามเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส "เพราะชีวิตของเจ้า... มีค่ามากกว่าชีวิตของข้า" หลี่มู่เฉินกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ทว่าริมฝีปากกลับแย้มยิ้มเศร้าสร้อย "ต่อให้คนทั้งโลกจะตราหน้าว่าข้าเป็นมารร้าย... แต่ข้าก็ยอมให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วเดียว" ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่เซียนจื่อเวยจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ท้องฟ้าสีหม่นพลันฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท เปลวเพลิงสีทองอร่ามและหมอกควันสีเลือดพวยพุ่งขึ้นจากใจกลางหุบเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สะเทือนขวัญผู้คนนับหมื่น เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ รัศมีพลังกดดันระดับบรรพกาลแผ่ซ่านจนเหล่าเซียนและมารต่างพากันคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว บุคคลผู้นั้นกวาดสายตามองมาที่หลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวย ก่อนจะแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังดั่งอสุนีย์บาตร "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่หมากตัวนี้... หมดประโยชน์ที่จะเล่นแล้ว" หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณดิบเตือนภัยขั้นวิกฤตพุ่งพล่านถึงขีดสุดเมื่อเขาจำกลิ่นอายพลังนั้นได้... - หลิวเยี่ยนซี -
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%