กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนมากับสายลมยามราตรี ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าความคาวคละนั้น คือร่องรอยค่ายกลมารโลหิตที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังคัมภีร์อัคคีสวรรค์ของสำนักกระบี่เมฆา
ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักของเซียนจื่อเวยสั่นระริกเล็กน้อยยามสัมผัสเศษกระดาษยันต์ที่หลงเหลืออยู่ในช่องลับใต้ตำหนัก ตำราโบราณเหล่านี้สมควรมีเพียงลมปราณบริสุทธิ์ของสำนักเรา ทว่าไส้ในกลับถูกกลืนกินด้วย ‘พลังมารโลหิตพันศพ’—วิชาสายมารที่สูญหายไปตั้งแต่สงครามมหาพินาศเมื่อห้าร้อยปีก่อน
"เจ้ากำลังค้นหาอะไรอยู่หรือ... ศิษย์พี่"
สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงความเย้าหยวนเจือความเยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง หลี่มู่เฉินก้าวออกมาจากเงาจันทร์ อาภรณ์สีขาวสะอาดตาตัดกับเรือนผมสีดำสนิทที่ปล่อยสยาย ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียนประดับรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา คู่นظرคมกริบดั่งเหยี่ยวป่าทอดมองนางด้วยความหมายล้ำลึก ขณะที่มือข้างหนึ่งแสร้งไขว้ไว้ด้านหลังเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นจากกระบี่มารที่ยังสมานไม่สนิทดี
เซียนจื่อเวยชักมือกลับราวกำลังถูกอัคคีแผดเผา นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาดั่งหิมะในฤดูเหมันต์จ้องเขม็งไปยังร่างของศิษย์น้องผู้เอาแต่ใจและอ่อนแอในสายตาคนอื่นผู้นี้ เหตุใดทุกครั้งที่เกิดเรื่อง... เขาจึงมักจะปรากฏกาย ณ จุดเกิดเหตุเสมอ
"ที่นี่คือเขตหวงห้ามของหอตำราสวรรค์ เจ้ามิใช่ผู้ที่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามา" เซียนจื่อเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดั่งน้ำค้างแข็งที่เกาะกุมยอดเขา
"สิทธิ์หรือ?" หลี่มู่เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นคลอนหัวใจนาง เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาทีละก้าว ย่างก้าวของเขาสง่างามทว่ากดดันราวกับราชันย์ผู้ไร้พ่าย "ในใต้หล้าแห่งนี้ มีที่ใดในสำนักกระบี่เมฆาที่ข้า... หลี่มู่เฉินผู้นี้ ไปไม่ได้กันเล่า?"
ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น เซียนจื่อเวยรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายจางๆ ของสนโบราณและกลิ่นอายเลือดที่คุ้นเคยอย่างประหลาด มันเป็นกลิ่นอายเดียวกับที่นางเคยสัมผัสได้ในห้วงนิมิตยามหลับใหล... นิมิตที่มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เหนือซากศพภูเขาเลากา ถือครองกระบี่ที่แผดเผาท้องนภา และเรียกขานนามนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโหยหา
"เจ้าซ่อนอะไรไว้ หลี่มู่เฉิน" นางเค้นเสียงถาม มือเรียวกำด้ามกระบี่วิเศษที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น พลังปราณสีฟ้าครามแผ่ซ่านรอบกายจนเกล็ดน้ำแข็งเริ่มก่อตัวบนพื้นไม้ "ไอวิชาเมื่อครู่... มันไม่ใช่พลังของศิษย์สำนักเรา"
หลี่มู่เฉินชะงักฝีเท้า ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อย ประกายแสงสีแดงฉานวูบผ่านนัยน์ตาชั่วพริบตาก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของสตรีตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย กลับกัน รอยยิ้มของเขากลับลึกล้ำขึ้น
"ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านช่างหวาดระแวงเก่งเสียจริง" เขาเอ่ยเสียงพร่า ยื่นมือออกไปราวกับจะปัดปอยผมที่ระแก้มของนาง ทว่าเซียนจื่อเวยกลับตวัดกระบี่ออกครึ่งนิ้ว แสงเย็นเยียบสะท้อนเงาจันทร์บาดเฉี่ยวอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิว
"อย่าแตะต้องตัวข้า!"
"ระวังหน่อยสิคะกระบี่เล่มนี้คมนัก หากพลาดพลั้งขึ้นมา ข้าที่เป็นเพียงศิษย์น้องผู้ไร้พลังคงได้สิ้นชื่อในมือท่านจริงๆ" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความเย้าหยวน ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นอย่างน่ากลัว เขาโน้มใบเข้าไปใกล้ใบหูของนาง กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาดั่งเสียงถอนหายใจของปีศาจยามวิกาล "อีกอย่าง... คนที่ท่านควรระวัง มิใช่ข้าผู้เป็นศิษย์น้องผู้นี้หรอก... แต่เป็น 'เงา' ที่กำลังคลานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเจ้าสำนักต่างหากเล่า"
สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงจนถึงขีดสุด!
ตึง!
เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากโถงใหญ่ประจำสำนัก แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนหอตำราสวรรค์สั่นไหว ฝุ่นผงโปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรย เซียนจื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางหันขวับไปมองทิศทางนั้นทันที—นั่นคือทิศทางของห้องโถงบรรพจารย์ ที่ซึ่งป้ายวิญญาณและผนึกพันธะสวรรค์ถูกเก็บรักษาไว้!
เมื่อนางหันกลับมาจะคาดคั้นหลี่มู่เฉิน ร่างของเขากลับเลือนหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก มีเพียงกลิ่นอายจางๆ และเศษกระดาษยันต์มารที่ถูกไฟสีดำเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน พร้อมกับเสียงกระซิบที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของนาง...
*‘เกมล่าเหยื่อได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... จื่อเวย’*
เซียนจื่อเวยกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งเลือด หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความโกรธ ความหวาดกลัว และความลึกล้ำที่นางไม่อาจหาคำตอบได้ นางทะยานร่างออกจากหอตำราดั่งสายฟ้าสีคราม มุ่งตรงไปยังโถงบรรพจารย์ทันที
ทว่า... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมานั้น กลับทำให้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักถึงกับต้องหยุดหายใจ
ร่างของผู้อาวุโสสูงสุดผู้ทรงคุณธรรมแห่งสำนักกระบี่เมฆากำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเงาดำปริศนาผู้หนึ่ง แขนเสื้อข้างซ้ายขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยสักรูปอสูรโลหิตที่ดิ้นได้ราวกับมีชีวิต และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ผู้อาวุโสผู้นั้นกำลังใช้กระบี่ของตนเอง ปาดคอศิษย์พี่รองผู้เป็นกำลังสำคัญของสำนักเพื่อสังเวยแก่ค่ายกลมาร!
และในวินาทีที่เงาดำปริศนานั้นหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง มันแย้มยิ้ม... พร้อมกับเอ่ยชื่อที่นางไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของศัตรูในอดีตชาติ
"ยินดีต้อนรับกลับมา... พระชายาของจอมมาร"
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
หลิวเยี่ยนซี
ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 7
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!