โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะในฤดูเหมันต์ กลายเป็นภาพวาดพู่กันจีนที่แต่งแต้มความตายได้อย่างงดงามและน่าสะพรึงกลัวที่สุดบนลานประลองยุทธ์สำนักกระบี่สวรรค์
"ช้าก่อน... นั่นมันวิชาอันใดกัน!"
เสียงอุทานด้วยความหวาดกลัวดังระคนไปกับเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเหล่าผู้วิโสฝ่ายตรงข้าม เมื่อร่างของขุนพลมารผู้เกรียงไกรแห่งกองทัพทมิฬ—ผู้ซึ่งเคยเหยียบย่ำแผ่นดินมาแล้วนับร้อยลี้ กลับถูกผ่าแยกเป็นสองซีกด้วยความว่างเปล่าอย่างหาที่มาไม่ได้ ไม่มีประกายกระบี่ ไม่มีเสียงคำรามก้องฟ้า มีเพียง ‘ความตาย’ ที่มาเยือนโดยที่พวกเขายังไม่ทันได้ชักอาวุธออกจากฝักด้วยซ้ำ
หลี่มู่เฉินยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง อาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าของเขาโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอย่างเงียบเชียบ ทว่า ในวินาทีนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับบุรุษผู้ดูไร้พิษภัยผู้นี้อีกต่อไป ร่างกายที่เคยผอมบางและอ่อนแอในสายตาของทุกคน บัดนี้กลับแผ่ไอสังหารดั่งมหาสมุทรเลือดที่ถูกกักเก็บมานานนับหมื่นปี ท้องฟ้าเหนือลานประลองที่เคยโปร่งใส กลับถูกย้อมด้วยเมฆหมอกสีนิลทมิฬ สายฟ้าสีม่วงเข้มฟาดผ่าลงมาเป็นสายราวกับฟ้าดินกำลังก้มหัวคารวะต่อการตื่นขึ้นของ ‘ราชา’ ที่แท้จริง
เซียนจื่อเวยถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาและเย่อหยิ่งดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น พันธะทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงนางไว้กับหลี่มู่เฉินกำลังกรีดร้องสะท้านสะเทือน หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก เมื่อพลังปราณสายหนึ่งที่นางคุ้นเคยแต่ไม่เคยหยั่งถึงก้นบึ้ง กำลังระเบิดออกทำลายล้างทุกสรรพสิ่งรอบตัว
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่... มู่เฉิน?" น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยสั่นเทาเล็กน้อย นางเอ่ยถามท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด ขณะที่ปลายกระบี่ในมือของนางตกลงสู่พื้นหินศิลาโดยไม่รู้ตัว
หลี่มู่เฉินค่อยๆ หันกลับมามองนาง แววตาที่เคยฉายแววอ่อนโยน ทอดถอนใจ หรือแม้กระทั่งความเย้าแหย่ที่นางเคยคุ้นชิน บัดนี้กลับว่างเปล่า เยียบเย็น และลึกล้ำราวกับห้วงเหวแห่งกาลเวลา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"ศิษย์พี่หญิง... ท่านยังจำคำสัญญาเมื่อสามร้อยปีก่อนใต้ต้นเหมันต์สวรรค์ได้หรือไม่?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมานั้นไม่ได้ดังนัก แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนที่ได้ยิน อักขระโบราณสีทองนับพันตัวผุดขึ้นรอบกายของหลี่มู่เฉิน หลอมรวมกันเป็นชุดเกราะมารบรรพกาลที่สะท้อนแสงเงาของดาราจักร แผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับภูเขาผาจะพังทลาย การแก้แค้นที่รอคอยมานานนับร้อยปี บัดนี้... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว
ทว่า ในขณะที่เงาร่างของจอมมารกำลังแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า เสียงปรบมือแผ่วเบาแต่ทรงพลังกลับดังขึ้นจากมุมมืดของค่ายกลอัสนีเบื้องบน พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
"ไม่นึกเลยว่า... จอมมารผู้ยิ่งใหญ่จะหลบซ่อนอยู่ในร่างของศิษย์สำนักเล็กๆ เช่นนี้... หลี่มู่เฉิน เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ ที่อุตส่าห์ตามหามานานนับร้อยปี!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะคะ
ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 29
การแก้แค้นเริ่มต้น
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!