ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า•ตอนที่ 36

คำรามสยบฟ้าดิน

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ทงเทียน กระทบพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงก้องกังวานราวน้ำค้างแข็งแตกสลาย บรรยากาศรอบกายของหลี่มู่เฉินในยามนี้มิใช่ความอ่อนแอและน่าเวทนาเช่นวันที่ผ่านมาอีกต่อไป หากแต่เป็นความกดดันระดับมหาศาลที่ทำให้มิติอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีดำสนิท เซียนจื่อเวยถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่หงส์ที่เคยเยือกเย็นดั่งหิมะในฤดูเหมันต์บัดนี้สั่นไหวระริก นางมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—ผู้ที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงศิษย์น้องผู้ไร้ลมปราณและต้องคอยปกป้อง ทว่าในยามนี้ ร่างของเขากลับแผ่ไอสังหารสีนิลทมิฬที่หนาแน่นจนกล ายเป็นกลุ่มเมฆทมิฬปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาเทียนซาน "มู่... เฉิน?" เสียงของนางหลุดลอดริมฝีปากบางเบาอย่างยากจะควบคุม หลี่มู่เฉินไม่ตอบ เขายังคงก้มมองฝ่ามือของตนเอง รอยแผลเป็นและร่องรอยความเสื่อมถอยของร่างกายมนุษย์ได้สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผิวพรรณกลับมาเปล่งประกายดั่งหยกเนื้อดี ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ดวงตา" คู่นั้น—นัยน์ตาสีดำสนิทไร้ซึ่งก้นบึ้ง คล้ายหลุมดำที่กลืนกินแม้กระทั่งแสงสว่างและความหวังทั้งหมดในโลกหล้า ความทรงจำนับหมื่นปีที่เคยถูกผนึกด้วยพันธะสวรรค์ไหลทะลักกลับคืนสู่ห้วงสำนึกดั่งกระแสน้ำป่าที่พังทำนบกั้น *ครืนนน—!* สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมาจากท้องนฟ้าอย่างไร้เค้าลาง มันคือทัณฑ์สวรรค์ที่รับรู้ได้ถึงการตื่นขึ้นของ "ตัวตน" ที่ฟ้าดินหวาดกลัวที่สุด จอมมารผู้เคยนำพาทัพอสูรเหยียบย่ำสามภพเมื่ออดีตกาล บัดนี้... ได้คืนชีพสมบูรณ์แล้ว "ฟ้าดินช่างกล้าหาญนัก..." เสียงทุ้มต่ำที่หลุดออกมาจากลำคอของหลี่มู่เฉินเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว มันไม่ใช่เสียงของศิษย์น้องผู้เงียบขรึมอีกต่อไป แต่เป็นเสียงก้องกังวานของราชาผู้เหนือสรรพชีวิต "กล้าดียังไง... มาสั่งข้าในดินแดนของข้าเอง" เขายกมือขึ้นปัดอากาศเพียงเบาๆ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของเซียนจื่อเวย คลื่นกระแทกไร้ลักษณ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปะทะกับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์จนแหลกสลายกลายเป็นละอองแสงสีม่วงกระจายเต็มผืนนฟ้า! การใช้มือเปล่าต้านทานทัณฑ์สวรรค์ขั้นสูงสุด เป็นสิ่งที่แม้แต่ปรมาจารย์ผู้เฒ่าทั้งห้าแห่งสำนักเซียนยังต้องสั่นกลัว แต่มู่เฉินกลับทำมันได้ราวกับปัดไล่แมลง "หลี่มู่เฉิน เจ้า... เจ้าคือใครกันแน่?" เซียนจื่อเวยเอ่ยถาม เสียงของนางสั่นพร่า ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาดยังคงแล่นริ้วที่กลางอก ตรงจุดที่มีพันธะจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับเขา หลี่มู่เฉินหันกลับมามองนาง แววตาที่เคยมีความอ่อนโยนและรอยยิ้มจางๆ ยามอยู่ร่วมกันบัดนี้ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ทว่าลึกลงไปกลับมีความเจ็บปวดรวดร้าวที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน เขาก้าวเข้าไปหาเซียนจื่อเวยทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่เท้าสัมผัสพื้น ศิลาหยกขาวใต้ร่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำและแตกละเอียดเป็นผุยผง "ข้าคือใครหรือ... จื่อเวย" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนนางสามารถสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา "เจ้าลืมแล้วหรือไร ว่าผู้ใดกันที่เคยกอดเจ้าร่ำไห้ในคืนที่สำนักเซียนถูกเผาทำลาย? หรือว่า... เจ้าจดจำได้เพียงศิษย์น้องผู้อ่อนแอที่คอยเป็นภาระให้เจ้าปกป้อง?" เซียนจื่อเวยผงะถอยหลัง หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ภาพความทรงจำมากมายที่เคยเลือนรางผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพวาดที่ถูกแต้มสีใหม่ นางจำได้แล้ว... จำได้ถึงเงาร่างอันโดดเดี่ยวที่ถือกระบี่โลหิตยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากศพของเทพและมาร จำได้ถึงคำสัญญาในอดีตชาติที่ถูกลบเลือนด้วยกลโกงของสวรรค์ "เจ้า... ฟื้นคืนความทรงจำทั้งหมดแล้วจริงๆ สินะ" นางหลับตาลง หยาดน้ำใสเอ่อคลอที่หางตา ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา ทั้งหวาดกลัว โล่งใจ และเจ็บปวด "ใช่ ข้าจำได้หมดแล้ว" หลี่มู่เฉินยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่แก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบแต่นุ่มนวลราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไป "ข้าจำได้ว่าเหตุใดข้าจึงต้องจุติลงมาเกิดใหม่... และจำได้ด้วยว่า ใครคือผู้ที่ทำให้ข้าต้องสูญเสียทุกสิ่ง" ในวินาทีนั้นเอง แผ่นดินไสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม พื้นเบื้องล่างแยกตัวออกเป็นเหวลึกสีดำสนิท กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายพวยพุ่งขึ้นมาราวกับมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง กองกำลังมารนับแสนนายที่เคยหลับใหลใต้ผนึกพันปีต่างคุกเข่าคำนับลงพร้อมกัน เสียงโห่ร้องก้องกังวานสะเทือนฟ้าดินดังขึ้น—*“ถวายบังคมจอมมาร! ขอจอมมารทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี!”* หลี่มู่เฉินไม่ได้หันไปมองกองทัพมารเหล่านั้น สายตาของเขายังคงจ้องมองเพียงสตรีเบื้องหน้า ดวงตาสสีนิลคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของนางเพียงคนเดียว ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ เซียนจื่อเวยลืมตาขึ้น นางมองลึกลงไปในดวงตาของเขา รู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้เป็นศิษย์น้องของนางอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นมหาจอมมารผู้กุมชะตากรรมของสามภพ และตัวนางเอง... ก็ยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความรักและการทำลายล้าง "ถ้าเช่นนั้น... ท่านจะทำลายสำนักเซียนจริงๆ หรือไม่?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้มั่นคงที่สุด แม้กระบี่ในมือจะสั่นเทา หลี่มู่เฉินกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับแฝงด้วยความอำมหิตจนน่าขนพองสยองเกล้า เขาโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง จนเส้นผมสีเงินยวงของนางระ1คลอเคลียกับแก้มของเขา "หากพวกมันกล้าแตะต้องเจ้า... ข้าจะมิใช่เพียงแค่ทำลายสำนักเซียน..." เขากวาดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เมฆฝนกำลังหมุนวนเป็นพายุทโ달อันน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังราชาประกาศิตฟ้าดิน **"แต่ข้าจะคว่ำฟ้าทลายสวรรค์ เพื่อให้สามภพนี้ต้องลุกเป็นไฟ!"** สิ้นเสียงคำรามนั้น แรงระเบิดของพลังปราณมารก็พุ่งทะยานทะลุชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกสีนิลแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กลืนกินแสงสว่างทั้งหมดจนโลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิด ทว่าในความมืดนั้นเอง เงาร่างของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นที่ขอบหน้าผาเบื้องหน้า— สตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ผู้ถือคธาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนสวรรค์ ก้าวเท้าเหยียบย่างลงมาจากกลีบเมฆ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องหยุดชะงัก *“หลี่มู่เฉิน... เจ้าหนีเงื้อมมือของสวรรค์ไม่พ้นหรอ— อึก!”* ร่างของสตรีผู้นั้นกระอักเลือดออกมาคำโตทันที ก่อนที่เงาดำมหึมาของโซ่ตรวนแห่งพันธะสวรรค์จะพุ่งทะลวงจากพื้นดิน รัดร่างของเซียนจื่อเวยเอาไว้แน่นจนนางส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด! "จื่อเวย!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสสีนิลเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต พลังมารระเบิดทะลักออกจากร่างจนแผ่นดินแตกเป็นเสี่ยงๆ เขากระชากกระบี่ทงเทียนออกจากฝัก แสงสีทองแดงผสมผสานกับไอมารสีนิลแผดเผาท้องนฟ้าจนสว่างวาบไปทั่วทั้งสามภพ! *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของหลิวเยี่ยนซีมาโดยตลอดนะคะ รักเสมอค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านเซียนผู้หลงลืม: โปรดอย่าโปรยรักใส่ข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%