ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง•ตอนที่ 22

ก่อนพายุใหญ่

ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กระแทกลงบนพื้นไม้เบื้องบนดังสะท้อนก้องกราบประสาทสัมผัส รินรดากลั้นหายใจในเสี้ยววินาที ความมืดมิดที่เข้าโอบล้อมทำให้ประสาทสัมผัสอื่นตื่นตัวจนถึงขีดสุด กลิ่นอายของฝุ่นเก่าและสีน้ำมันจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของคนที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินความจำเป็น มือเรียวของมิลินคว้าข้อมือเธอไว้แน่นโดยไม่มีคำเตือน แรงบีบนั้นหนักหน่วงและสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของนักล่าที่พร้อมจะปะทะ "อย่าขยับ" กระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงซอกคอจนขนลุกชัน แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ มิลินก็ยังไม่วายส่งเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งท้าทาย "ถ้าคืนนี้เราตาย... ฉันจะจดจำหน้ายัยภัณฑารักษ์หน้าตายเป็นสิ่งสุดท้ายเองค่ะ" รินรดาสะบัดแขนออกเบื้องน้อยด้วยความหมั่นไส้ ต่อให้สถานการณ์ตรงหน้าจะระทึกขวัญแค่ไหน ยัยศิลปินตัวแสบก็ยังหาจังหวะกวนประสาทเธอได้เสมอ "เก็บคำพูดไว้สั่งเสียตัวเองเถอะค่ะ คุณมิลิน" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตาในความมืดกลับเปล่งประกายคมกริบ มืออีกข้างควานหาวัตถุโลหะเย็นเฉียบในกระเป๋าเสื้อสูท—กุญแจดอกใหญ่ที่ใช้ล็อกห้องจัดแสดงพิเศษ มันพอจะใช้เป็นอาวุธฉุกเฉินได้ในยามคับขัน *โคร้ม!* เสียงประตูกระจกด้านทิศเหนือแตกละเอียดดังสนั่น เศษแก้วกระจายร่วงหล่นราวกับหิมะคมกริบ ร่างเงาสามร่างพุ่งทะยานผ่านความมืดเข้ามาด้วยความเร็วสูง เป้าหมายไม่ใช่ใครอื่น—แต่คือพื้นที่ตรงกลางที่พวกเธอยืนอยู่ "หลบ!" มิลินกระชากเอวรินรดาล้มกลิ้งไปหลบหลังเสาหินอ่อนขนาดใหญ่ แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่ล้มทับกันลงไปอย่างไร้ระเบียบ แผ่นหลังของรินรดาแนบชิดกับความเย็นเยียบของเสา ขณะที่น้ำหนักตัวของมิลินทาบทับลงมาเหนือร่าง กลิ่นหอมหวานปนกลิ่นสีอคริลิกจางๆ โชยเข้าจมูกจนน่าเวียนหัว หัวใจของทั้งสองดวงเต้นรัวเร็วจนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นของใคร ในความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด รินรดากวาดสายตามองใบหน้าที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ แววตาของมิลินในความสลัวไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลย มีเพียงประกายความท้าทายและความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยปาก "คุณนี่... หาเรื่องใส่ตัวเก่งเป็นที่หนึ่งเลยนะคะ" มิลินกระซิบชิดริมฝีปาก สายตาคมปลาบกวาดมองสำรวจใบหน้าของรินรดาอย่างถือวิสาสะ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา โดยลืมสถานการณ์อันตรายเบื้องหน้าไปชั่วขณะ "คนที่ดึงฉันลงมาคลุกฝุ่นบนพื้นคือคุณต่างหากค่ะ มิลิน" รินรดากัดฟันตอบ น้ำเสียงเย็นชาแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงจัดอย่างปิดไม่มิด ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป—อันตรายต่อหัวใจที่เธอพยายามสร้างกำแพงเหล็กกล้าปกป้องมาตลอดหลายปี เสียงฝีเท้าของบุคคลปริศนาหยุดลงตรงหน้าเสาหิน ทั้งคู่หยุดการสนทนาและกลั้นหายใจทันที รินรดายกมือขึ้นสัมผัสลาดไหล่ของมิลินเพื่อส่งสัญญาณให้เงียบลง แต่มิลินกลับฉวยโอกาสนั้นรวบมือทั้งสองข้างของรินรดาขึ้นตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดาย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ รินรดาขยับตัวจะขัดขืน แต่มิลินกลับโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากจนสั่นสะท้าน "ถ้าพวกมันจับได้... เราตายแน่ค่ะ" มิลินกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลัง "แต่ก่อนจะตาย... ขอมัดจำอะไรบางอย่างไว้ก่อนได้ไหมคะ?" ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้เปล่งวาจาปฏิเสธ มิลินก็ประกบเรียวปากลงมาทันที สัมผัสนุ่มนวลแต่เร่าร้อนและเอาแต่ใจพุ่งเข้าจู่โจมความนึกคิดทั้งหมดจนขาวโพลน รินรเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง สมองอื้ออึงราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตซ้ำสอง รสชาติหวานปนขมเล็กน้อยจากริมฝีปากของศิลปินสาวทำให้เธอลืมสิ้นทุกสิ่ง ทั้งความมืด ศัตรูเบื้องหน้า และความกลัว มือที่เคยพยายามขัดขืนค่อยๆ อ่อนแรงลง รินรดาเผลอเผยริมฝีปากออกอย่างไร้การควบคุม เปิดทางให้ลิ้มลองความหวานล้ำที่ถูกเก็บกักไว้หลังกำแพงความเยือกเย็นมาเนิ่นนาน มิลินคุมเกมทั้งหมดไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มือที่ตรึงข้อมือคลายออกเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางให้แนบชิดยิ่งขึ้น ความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ท่ามกลางบรรยากาศที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นความตาย *ปัง!* เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทะลุเพดาน เรียกสติทั้งคู่ออกมาจากภวังค์สีชมพู มิลินผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ รินรดายกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองที่บวมเจ่อเล็กน้อย ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้ "ไว้เรามาเคลียร์บัญชีนี้กันทีหลังค่ะ" มิลินกระซิบเสียงพร่า ก่อนจะดึงรินรดาให้ลุกขึ้นยืนพิงเสาพร้อมกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไฟฉุกเฉินสีแดงฉานทั่วทั้งตึกก็สว่างพรึบขึ้นพร้อมกัน สาดแสงวับแวมอาบไล่ไปทั่วห้องจัดแสดง เผยให้เห็นร่างของชายชุดดำสามคนที่ยืนถืออาวุธครบมืออยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว และที่น่าตกใจยิ่งกว่า—ตรงกลางกลุ่มคนเหล่านั้น คือร่างของผู้อำนวยการหอศิลป์ที่ยืนกอดอกยิ้มเยาะด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม "เก่งมากหนูริน... เล่นซ่อนหาพอหรือยัง?" เสียงทุ้มต่ำของผู้อำนวยการดังขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด รินรดากัดฟันแน่นเมื่อตระหนักว่าพวกเธอเดินเข้าสู่หลุมพรางที่ถูกขุดไว้ตั้งแต่แรก มิลินขยับตัวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคู่คมจ้องมองผู้อำนวยการราวกับพยัคฆ์สาวพร้อมตะครุบเหยื่อ "ดูท่าทาง... คืนก่อนเปิดนิทรรศการนี้ จะไม่ได้จบลงแค่การดูงานศิลปะซะแล้วล่ะค่ะ รินรดา" รินรดาสูดหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนก มือเรียวเอื้อมไปจับชายเสื้อของมิลินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก—ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตระหนักรู้ว่า ไม่ว่าพายุลูกใหญ่เบื้องหน้าจะรุนแรงแค่ไหน เธอก็ไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงปรบมือดังสนั่นก็ก้องมาจากระเบียงชั้นลอยเบื้องบน พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างใครบางคนในชุดสูทสีขาวสะอาดตาที่ก้าวออกมาจากเงาดำ—บุคคลที่ควรจะอยู่ต่างประเทศ และเป็นเจ้าของความลับทั้งหมดที่หอศิลป์แห่งนี้พยายามซ่อนเร้นมาตลอดสิบปี! *** ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุความลับนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%