“อ้าว... ยังอยู่กันดึกดื่นขนาดนี้เชียวเหรอคะ รินรดา... ลูกสาวแม่”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความกดดันระดับสิบของ 'คุณหญิงวิภา' ดังแทรกเข้ามาในความเงียบงันราวกับใบมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าใบ มิลินผละออกจากระยะประชิดของรินรดาทันทีอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่ภัณฑารักษ์สาวผู้มีระเบียบวินัยเป็นที่ตั้งถึงกับตัวแข็งทื่อ
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยเหมือนหน้ากากที่เธอสวมใส่อยู่เป็นประจำ แต่ทว่าจังหวะการเต้นของหัวใจในอกซ้ายกลับยังคงรัวเร็วจากการสารภาพที่ค้างคาไว้เมื่อครู่
“คุณแม่มาที่นี่ทำไมคะ?” รินรดาถามเสียงเย็น เธอขยับตัวถอยห่างจากมิลินอย่างเว้นระยะ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่คนข้างกายที่แสร้งทำเป็นมองภาพเขียนบนผนังเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มมุมปากที่ดูท้าทาย
“หอศิลป์ร้างที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนระดับลูกควรจะเอาเวลามาเสียดายหรอกนะ” คุณหญิงวิภาเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายกลบกลิ่นสีน้ำมันและฝุ่นละอองของหอศิลป์ไปจนหมด “และโดยเฉพาะ... กับคนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากความเพ้อฝัน”
มิลินเหยียดยิ้ม เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคุณหญิงด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนกำลังยืนอยู่ในคาเฟ่ไม่ใช่ต่อหน้าผู้ทรงอิทธิพล “คำว่า 'ไม่น่าสนใจ' นี่ตัดสินจากอะไรคะ? จากยอดเงินในบัญชี หรือจากความสามารถที่ทำให้งานของลูกสาวคุณยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในที่ที่คนอื่นมองว่ามันตายไปแล้ว?”
รินรดาขมวดคิ้ว “มิลิน พอได้แล้ว”
“ทำไมต้องพอ?” มิลินหันมาเลิกคิ้วใส่รินรดา ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น “เรากำลังคุยเรื่องความจริงกันอยู่ไม่ใช่เหรอคะคุณภัณฑารักษ์ หรือว่าคุณยังไม่กล้าพอที่จะยอมรับว่าที่นี่... และตัวคุณ... กำลังเปลี่ยนไปเพราะใคร?”
บรรยากาศในห้องโถงกว้างอัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็น รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนขอบเหว สายตาของคุณหญิงที่มองมานั้นทั้งกดดันและเหยียดหยาม ขณะที่สายตาของมิลินนั้นร้อนแรงดั่งเปลวไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกความเยือกเย็นของเธอให้มอดไหม้
“รินรดา... กลับบ้านกับแม่ เดี๋ยวนี้” คุณหญิงวิภาออกคำสั่ง สรรพนามที่ใช้บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง
รินรดาเม้มปากแน่น ความเงียบก่อตัวขึ้นท่ามกลางเราสามคน เธอหันไปมองมิลิน... ศิลปินสาวที่ยืนกอดอกด้วยแววตาที่สั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม มิลินไม่ได้รั้งเธอไว้ด้วยคำพูด แต่สายตาที่สื่อความหมายว่า *‘ถ้าเธอเดินออกไปตอนนี้ ก็เท่ากับยอมแพ้ให้กับโซ่ตรวนนั่น’* มันทำให้รินรดารู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ
“หนูยังทำงานไม่เสร็จค่ะคุณแม่” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงเอาไว้ “งานที่นี่คือความรับผิดชอบของหนู และหนูไม่ชอบทิ้งงานกลางคัน”
“งาน... หรือเพราะติดใจเสน่ห์ของยัยเด็กแสบคนนี้กันแน่” คุณหญิงวิภาแค่นหัวเราะ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้รินรดาแล้วแตะไหล่เบาๆ แต่สัมผัสนั้นราวกับจะฝังรอยเล็บลงไป “อย่าให้แม่ต้องจัดการอะไรที่มันรุนแรงกว่าการแค่ไล่ออกเลยนะ รินรดา”
เมื่อคุณหญิงเดินออกไปพร้อมกับเสียงส้นสูงที่ก้องสะท้อนไปตามทางเดินจนเงียบหายไป ความตึงเครียดในห้องก็คลายตัวลง แต่ความกดดันในใจของรินรดากลับหนักอึ้งกว่าเดิม เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ อย่างหมดแรง
“เก่งมากค่ะ” มิลินเดินเข้ามาใกล้คุกเข่าลงตรงหน้า ลากนิ้วเรียวผ่านขอบโต๊ะไม้มาหยุดที่มือของรินรดา “กล้าขัดใจคุณหญิงแม่ด้วยเหรอ? นึกว่าจะยอมแพ้กลับไปนั่งร้อยมาลัยซะแล้ว”
รินรดาดึงมือกลับช้าๆ แววตาของเธอสับสน “เธอพูดทำไม มิลิน? ยิ่งเธอทำแบบนี้... ชีวิตของฉันยิ่งวุ่นวาย เธอก็รู้ว่าแม่ฉันเป็นคนยังไง”
“แล้วคุณคิดว่าฉันกลัวเหรอ?” มิลินขยับเข้าไปใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่าย “ฉันไม่ได้กลัวคุณหญิง แต่ฉันกลัว... กลัวว่าคุณจะถอยกลับไปอยู่ในกรงทองนั่น จนลืมไปว่าหัวใจของคุณมันเต้นยังไง”
มิลินโน้มตัวเข้าไปจนหน้าผากของทั้งคู่แตะกัน รินรดาหลับตาลง พยายามกั้นกำแพงความรู้สึกที่กำลังพังทลายลงทีละน้อย กลิ่นของสีน้ำมัน ผสมกับกลิ่นกายจางๆ ของมิลิน มันเย้ายวนและอันตรายเกินกว่าที่คนคุมกฎอย่างเธอจะรับมือไหว
“ที่ฉันพูดค้างไว้เมื่อกี้...” มิลินกระซิบ เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความรู้สึกที่ปิดบังไม่มิด “มันไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ นะรินรดา ฉันไม่ได้ต้องการแค่ให้คุณมาช่วยงาน แต่ฉันต้องการ... ทั้งหมดของคุณ”
รินรดาเปิดเปลือกตาขึ้น สบตากับดวงตาคู่สวยที่กำลังสะท้อนภาพของเธออย่างชัดเจน ความลังเลในใจปะทะกับความปรารถนาที่พุ่งพล่านจนยากจะควบคุม เธอควรจะถอยห่าง แต่ในจังหวะที่มือของมิลินเอื้อมมาประคองแก้มของเธอไว้อย่างแผ่วเบา รินรดากลับพบว่าตัวเองไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้เลย
“ถ้าฉันตอบรับ... เธอรู้ใช่ไหมว่าเราจะไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก” รินรดากล่าวเสียงแผ่ว
“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ... ให้ทุกอย่างมันพังลง เพื่อที่เราจะได้สร้างมันขึ้นมาใหม่... ด้วยกัน”
มิลินค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ริมฝีปากของรินรดามากขึ้นเรื่อยๆ จังหวะหัวใจของทั้งสองดังก้องอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยความลับ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สอดประสาน ทว่าในขณะที่ความใกล้ชิดกำลังถึงจุดสูงสุด เสียงประตูหอศิลป์ที่ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอกก็ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนหอบหายใจอยู่ตรงธรณีประตู สายตาของเขาจับจ้องมาที่ทั้งสองคนด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกของรินรดาหมุนคว้าง
“คุณรินรดาครับ... คุณท่าน... คุณท่านหมดสติไปที่ลานจอดรถครับ!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ยากจะคาดเดาในหอศิลป์ร้างแห่งนี้กันนะคะ ทุกคนเตรียมตัวรับมือกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตอนถัดไปได้เลยค่ะ... บลัดดี้แมรี่เองค่ะ!
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง•ตอนที่ 13
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!