“ท่านคิดว่าตำแหน่งประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์นี้ ทำด้วยอะไรหรือ ชิงอวี้?”
น้ำเสียงของมู่หรงเฟิงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกดั่งคมกระบี่ที่กรีดลงบนรอยแผลเป็นกลางหัวใจ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมังกรเพลิงที่ดูราวกับมีชีวิต ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มองไปยังหลิวชิงอวี้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แต่ทอดมองไปยังกระบี่โลหิตในมือที่วางพาดบนตัก
หลิวชิงอวี้กำด้ามกระบี่เหมันต์ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ทำด้วยความแค้นและซากศพของพี่น้องร่วมพรรคที่ท่านสังหารอย่างไรเล่า!”
มู่หรงเฟิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นเริง มันเป็นเสียงที่แห้งผากและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ตกค้างในความทรงจำ “เจ้ายังมองโลกเป็นขาวกับดำเสมอมา... นั่นเป็นข้อดีของพวกคนดี แต่สำหรับข้า มันคือความเขลา”
เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมสีชาดขยับตามจังหวะที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน “เจ้าอยากรู้มิใช่หรือว่าข้าขึ้นมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? มิใช่ด้วยวิชาฝีมือที่รุดหน้าเพียงอย่างเดียวหรอกนะ... แต่คือการก้าวข้ามผ่าน ‘ทัณฑ์อัคคีโลหิต’ ที่บรรพชนทิ้งไว้”
มู่หรงเฟิงเดินเข้าหาชิงอวี้ช้าๆ กลิ่นอายความร้อนจากกายเขาทำให้อากาศรอบตัวสั่นไหวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้มิติ “สิบปีที่แล้ว... ณ ก้นบึ้งของเหวนรกใต้สำนัก ข้าถูกขังอยู่ในนั้นพร้อมกับผู้อาวุโสอีกสิบสองคน ทุกคนต่างหิวโหย บ้าคลั่ง พลังปราณถูกตรึงไว้ด้วยอักขระมาร เราถูกบังคับให้สังหารกันเองเพื่อนำโลหิตไปหยดลงบนศิลาอัคคี ผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะได้เป็นประมุข”
ชิงอวี้ขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบ “ท่านสังหารคนในพรรคตนเองเพื่ออำนาจเนี่ยนะ?”
“ไม่ใช่เพียงคนอื่น” มู่หรงเฟิงหยุดยืนตรงหน้าห่างเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำค้างเหมันต์จากกายหญิงสาวปะทะกับไออุ่นที่ร้อนระอุจากเขา “ข้าสังหารอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้ข้า สังหารสหายที่เคยร่วมสาบาน และสังหารหญิงคนรักที่ข้าเคยหมายปอง... เพราะหากข้าไม่ลงมือ พรรคอัคคีผลาญสวรรค์ก็จะต้องสิ้นสูญเพราะความอ่อนแอของพวกเราเอง”
แววตาของมู่หรงเฟิงวูบไหวเพียงชั่วครู่ มันรวดเร็วและร้าวรานจนชิงอวี้แทบไม่อยากเชื่อสายตา “การเป็นผู้นำ ไม่ใช่การได้รับความรัก... แต่มันคือการแบกรับความเกลียดชังของคนทั้งโลกไว้บนบ่าเพียงลำพัง”
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะทำลายสำนักเหมันต์ของข้า!” ชิงอวี้ตวาด พลังปราณเหมันต์ระเบิดออกจากร่างจนม่านผ้าในห้องสะบัดไหว เกล็ดหิมะบางเบาเริ่มก่อตัวรอบกาย “ท่านใช้ทัณฑ์อัคคีโลหิตสังหารศิษย์สำนักข้าไปนับร้อย ความแค้นนี้... วันนี้ต้องจบลงด้วยเลือด!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ลงมือ” มู่หรงเฟิงไม่ได้ชักกระบี่ออก แต่เขากลับแบมือออกอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากความตายของข้าจะล้างมลทินในใจเจ้าได้ ชิงอวี้... จงแทงลงมาที่หัวใจดวงที่ด้านชาของข้านี้”
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น กระแสลมปราณที่ปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้ผนังหินเริ่มร้าว หลิวชิงอวี้เงื้อกระบี่ขึ้นสูง แสงสีฟ้าครามวาววับสะท้อนเข้ากับดวงตาที่เปี่ยมด้วยความแค้นและสับสน ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะแทงปลายกระบี่ลงไปนั้น เสียงหัวเราะแหลมสูงของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาจากภายนอก
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก... ความรักที่งดงามท่ามกลางกองซากศพ!”
ไป๋ลี่หลินก้าวเข้ามาในห้องโถงอย่างช้าๆ มือเรียวยาวสวมเล็บปลอมทองคำชี้ไปยังมู่หรงเฟิง “ท่านประมุข ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ‘ทัณฑ์อัคคี’ ที่ท่านแบกรับอยู่นั้นกำลังจะถึงคราวตื่นขึ้น? เลือดที่ท่านหยดลงศิลาเมื่อสิบปีก่อนกำลังจะหมดอายุขัย... หากท่านไม่สังหาร ‘ผู้ที่มีสายเลือดเหมันต์’ เพื่อทำพิธีโลหิตใหม่ภายในคืนนี้ พลังทั้งหมดที่ท่านเพียรสร้างมาจะย้อนกลับมาเผาผลาญท่านจนเหลือแต่เถ้าถ่าน!”
หลิวชิงอวี้ชะงัก สายตามองสลับระหว่างไป๋ลี่หลินและมู่หรงเฟิงที่ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวดั่งกระดาษ ความจริงถูกเปิดเผยออกมาในนาทีที่วิกฤตที่สุด
มู่หรงเฟิงกัดฟันแน่น ฝืนยิ้มออกมาทั้งที่หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึม “นางไม่ใช่เครื่องมือของเจ้า ไป๋ลี่หลิน... ไสหัวไป!”
“ท่านไม่มีอำนาจสั่งข้าอีกต่อไป!” ไป๋ลี่หลินสะบัดมือ พลันปรากฏโซ่ตรวนอัคคีพุ่งเข้ามารัดร่างของหลิวชิงอวี้ไว้แน่นจนนางไม่อาจขยับตัวได้ “ท่านประมุข... ระหว่างชีวิตของท่านกับผู้หญิงที่ท่านพยายามปกป้อง... จะเลือกสิ่งใด?”
ในวินาทีที่เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งออกจากโซ่ตรวนเตรียมจะเผาผลาญร่างของหญิงสาว มู่หรงเฟิงกลับตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาพุ่งร่างเข้าขวางกระแสพลังนั้นพร้อมกับชักกระบี่โลหิตออกมาแทงเข้าที่หน้าอกตนเองอย่างแรง เพื่อดึงพลังอำนาจทั้งหมดมาเป็นโล่ป้องกันชิงอวี้
กระบี่ทะลวงผ่านอกซ้าย เลือดสีแดงสดพุ่งกระจายอาบผืนพรม ชิงอวี้เบิกตากว้าง มองร่างของชายผู้เป็นศัตรูที่ค่อยๆ ทรุดลงต่อหน้า แต่มือของเขายังคงจับโซ่ตรวนที่รัดนางไว้ไม่ให้มันกระชับเข้ามา
“หนีไป...” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะหันไปสบตานางเป็นครั้งสุดท้าย “ความแค้นของเจ้า... เก็บไว้จัดการข้าในวันที่ข้าเป็นเพียงชายชราที่ไร้พลังเถิด...”
แต่ทว่า ในตอนนั้นเอง ประตูห้องโถงก็พังทลายลงพร้อมกับเงาร่างของเซียวจ้านที่พุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่คู่ใจในมือ ทว่าสิ่งที่เขากระซิบข้างหูชิงอวี้กลับทำให้โลกทั้งใบของนางสั่นคลอนยิ่งกว่าเหตุการณ์ตรงหน้า
“ชิงอวี้... อย่าเชื่อสิ่งที่ท่านเห็น... มู่หรงเฟิงไม่ใช่คนที่ฆ่าครอบครัวเจ้า แต่คือ ‘คนคนนั้น’ ที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าในตอนนี้!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันที่แสนเจ็บปวดนี้ หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะยังคงอยู่เคียงข้างตัวละครของข้าในตอนถัดไปนะคะ
กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 4
เงาพรรคอัคคีผลาญ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!