กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 5

ค่ำคืนในโรงเตี๊ยมร้าง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายความชื้นของซากปรักหักพังผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในความเงียบงัน ภายในโรงเตี๊ยมร้างกลางหุบเขาอสูรพฤกษ์ ไม่มีเสียงสรรพสิ่งใดนอกจากเสียงหยดน้ำฝนที่ซึมผ่านหลังคาผุพังลงมากระทบพื้นไม้เบื้องล่างดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของความอดทนอดกลั้นอันยาวนาน หลิวชิงอวี้ นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ผุกร่อน ร่างเพรียวระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเหมันต์บัวหิมะยังคงสง่างามราวกับเทพเซียนผู้สูงส่ง แม้ว่าปลายกระบี่เยือกน้ำแข็งในมือจะยังมีหยดโลหิตสีชาดไหลรินลงสู่พื้นไม่ขาดสาย นางไม่แม้แต่จะชายตามองบาดแผลที่หัวไหล่ขวา ซึ่งรอยแผลจากการปะทะกับมือสังหารสำนักมารเมื่อั่วยามก่อนยังคงซึมด้วยไอพิษสีม่วงเรื่อๆ ตรงข้ามกับนาง—ห่างกันเพียงช่วงโต๊ะไม้ผุ—คือร่างสูงใหญ่ของมู่หรงเฟิง ประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ผู้นทรนงและดุดัน กำลังนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างจอมปลอม ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหงส์คู่นั้นมิได้ละไปจากใบหน้าหวานล้ำแต่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็งของสตรีตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เพลิงอัคคีในกายเขาถูกกดขี่สะกดไว้ด้วยเคล็ดวิชาขั้นสูง แต่ไอความร้อนระอุยังคงแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบกายบิดเบือนคล้ายคลื่นความร้อนบนผืนทราย "เจ้าดื้อรั้นเกินไปแล้ว, ชิงอวี้" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในถ้ำลึกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่ไยดี น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนร้าวรานที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเร้น "หากเมื่อครู่ข้าไม่ยื่นมือเข้าช่วย ป่านนี้วิญญาณของเจ้าคงล่องลอยไปอยู่ปรภพ เคียงคู่กับวิญญาณไร้ค่าของคนสกุลหลิวที่เจ้าแบกรับความแค้นไว้บนบ่าแล้ว" ชิงอวี้มิได้สะท้านสะเทือน นางเพียงปรายตาคมปลาบมองเขา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากบางเฉียบราวดอกเหมันต์แรกแย้ม "มู่หรงเฟิง... เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร? ผู้ใดร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้ากัน?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หนี้เลือดของตระกูลหลิว ข้า—หลิวชิงอวี้—ย่อมต้องสะสางด้วยคมกระบี่ของตนเอง มิใช่ด้วยความเวทนาจากมือของประมุขพรรคอัคคีผู้เหี้ยมโหดเช่นเจ้า" คำพูดนั้นราวกับใบมีดน้ำแข็งที่กรีดลงบนหัวใจของมู่หรงเฟิง เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Muscle นูนเด่น ดวงตาคู่นคมวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงอัคคีที่เกือบจะควบคุมไม่อยู่ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะไม้ผุกร่อนจนแทบจะชิดร่างของนาง แรงกดดันจากพลังปราณมหาศาลถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาถล่ม แต่ชิงอวี้หาได้ก้มหัวให้นางไม่ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ประกายตาสีฟ้าครามในยามที่สะท้อนกับแสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างผุพัง ช่างงดงาม ทรนง และเปราะบางในเวลาเดียวกัน "เจ้าคิดว่าข้าช่วยเพราะเวทนาอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเฟิงโน้มตัวลงต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายอยู่ห่างจากใบหน้างามเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นอายอัคคีระอุเข้ากระทบพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "ชิงอวี้... เจ้ามันโง่เขลา หรือแสร้งโง่เขลาเพื่อหลอกลวงหัวใจตัวเองกันแน่?" หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก นางชะงักไปชั่วขณะ ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรเพลิงของบุรุษผู้นี้ ที่มิได้มีเพียงความเกลียดชังระหว่างสำนักดังเช่นอดีต หากแต่แฝงไว้ด้วยประกายไฟบางอย่างที่ร้อนรุ่มและแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางกั้น—แม้กระทั่งกำแพงน้ำแข็งที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมาห่อหุ้มจิต "ถอยไป..." นางพยายามเปล่งเสียงให้หนักแน่น แต่เรียวปากกลับสั่นระริกเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "หากข้าไม่ถอยเล่า?" มู่หรงเฟิงกระซิบแผ่วเบา 1 ประโยคที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกนั้นเต็มไปด้วยความเวทนาและตัดพ้อที่หาได้ยากยิ่งจากปากของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ "ข้าพยายามทำลายล้างเจ้า พยายามเหยียดย่ำศักดิ์ศรีของสำนักกระบี่เหมันต์ พยายามทำทุกวิถีทางให้เจ้าเกลียดชังข้าให้ถึงที่สุด... แต่เหตุใด ยามที่เห็นเลือดของเจ้าเปรอะเปื้อนอาภรณ์ หัวใจของข้ามันจึงเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกกระบี่นับพันเล่มทะลวงแทงเล่า, ชิงอวี้?" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าคราวนี้มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางอารมณ์อันร้าวรานจนแทบขาดใจ ชิงอวี้รู้สึกราวกับลมหายใจติดขัด ปลายกระบี่ในมือสั่นเทา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า เห็นเงาร่างของตนเองสะท้อนอยู่ ณ ที่นั้น... เงาร่างของสตรีผู้โดดเดี่ยว เย็นชา และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากอดีต เช่นเดียวกับเขา มือใหญ่หนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการฝึกวิชาอัคคีขั้นสูงสุดค่อยๆ ยื่นออก นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปสัมผัสรอยแผลที่หัวไหล่ขวาของนางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ไอความร้อนอุ่นจัดปะทะเข้ากับผิวเนื้อที่เย็นเยียบของนาง ก่อเกิดกระแสไฟฟ้าประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย นางมิได้ปัดป้อง นางมิได้ชักกระบี่ขึ้นมาแทงเขาตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว มีเพียงหยดน้ำตาเม็ดหนึ่งที่หลุดล่วงจากดวงตาคู่สวย ไหลผ่านพวงแก้มเนียนลงมาสัมผัสกับปลายนิ้วของเขา... หยดน้ำตาแห่งความเหนื่อยล้า ที่ไม่เคยหลั่งให้ผู้ใดเห็นมานานนับสิบปี "เจ้ากับข้า... เป็นศัตรูกัน มู่หรงเฟิง" เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูหนาว "เส้นทางของเราถูกกำหนดไว้ให้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดับสูญ..." "ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าตายด้วยกระบี่ของเจ้า หรือไม่ก็ให้เจ้าดับสูญในอ้อมกอดของข้าเสีย ณ ที่นี้เถอะ" มู่หรงเฟิงรวบร่างเพรียวระหงเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะหลบเลี่ยง อ้อมแขนที่ทรงพลังโอบกอดนางไว้แน่นราวกับต้องการหลอมรวมวิญญาณของทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางคืนอันหนาบเหน็บ ชิงอวี้หลับตาลง ยอมปล่อยให้ความอบอุ่นอันตรายนี้แผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชา ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองกำลังจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง... *ฉัก!* เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมของลูกธนูอาบยาพิษพุ่งทะลุผนังไม้ผุกร่อนเข้ามาด้วยความเร็วระดับแสง ปลายลูกธนูสีดำสนิทเปรอะด้วยไอหมอกสีเขียวมรกต พุ่งตรงเข้าสู่แผ่นหลังของมู่หรงเฟิงอย่างไร้ซุ่มเสียง! ชิงอวี้เบิกตากว้าง สัญชาตญาณเซียนกระบี่ตื่นตัวถึงขีดสุด นางพลิกตัวสลับตำแหน่งกับเขาอย่างฉับพลัน พร้อมกับตวัดกระบี่เยือกน้ำแข็งเข้าปัดป้องลูกธนูดอกนั้นจนแตกละเอียดเป็นผุยผง แต่ทว่า... ละอองพิษสีเขียวกลับฟุ้งกระจายเข้าปกคลุมใบหน้าของนางเต็มๆ! "ชิงอวี้!" มู่หรงเฟิงคำรามลั่นด้วยความตกใจสุดขีด ยามที่รับร่างของหญิงสาวที่หมดสติทรุดลงสู่อ้อมแขน ทันใดนั้น เงาร่างสีดำนับสิบก็พังทลายประตูโรงเตี๊ยมเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นของ... ไป๋ลี่หลิน ผู้อาวุโสสำนักมาร ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่โลหิตในมือ และเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ประมุขมู่... ดูท่าสตรีของท่าน จะไม่มีชีวิตรอดไปจนถึงรุ่งสางแล้วกระมัง?" --- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันที่แสนเจ็บปวดนี้ หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะยังคงอยู่เคียงข้างตัวละครของข้าในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%