กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 3

วิถีแห่งเต๋าที่แตกต่าง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางอยู่ในสายลมยามราตรี มิได้มาจากผู้ใดอื่น นอกจากศิษย์สายในของสำนักตรวจสอบสวรรค์ที่เพิ่งกลายเป็นซากศพเย็นเฉียบเบื้องหลังพงหญ้า "ฝีมือเจ้ารวดเร็วนัก... แต่มันส่งเสียงดังเกินไป" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความมืด มู่หรงเฟิงยืนพิงลำต้นสนโบราณ อาภรณ์สีแดงเพลิงของเขาชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตที่แห้งกรัง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองสตรีชุดขาวผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด ทรวดทรงและท่าทีของเขากลับเต็มไปด้วยความทะนงตนราวกับพญาอินทรีที่ไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ใด หลิวชิงอวี้มิได้หันกลับไปมอง เข็มเงินอาบยาพิษในมือเรียวยังคงมีหยดโลหิตสีดำหยดติ๋งลงสู่พื้นหิมะ นางปรายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตแห่งยุทธภพด้วยแววตาว่างเปล่าดั่งสระน้ำแข็งพันปี "หากเจ้าอยากส่งเสียงดังกว่านี้ เชิญไปแหกปากที่ยมโลกเถอะค่ะ... มู่หรงเฟิง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นยะเยือกจนกระทั่งไอน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางเบารอบกาย "พวกมันสะกดรอยตามเรามาสามวันสามคืนแล้ว หากไม่ใช่เพราะความเป็นภาระของเจ้า ข้าคงจัดการพวกมันจบไปตั้งแต่ยอดเขาไท่ซาน" "ภาระ?" มู่หรงเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงอัคคี "สตรีตระกูลหลิว... ปากคอเราะร้ายเช่นนี้ทุกรุ่นกระมัง? ลืมไปแล้วหรือว่ากระบี่เยือกน้ำแข็งของเจ้าเกือบจะไร้เรี่ยวแรง เมื่อเผชิญหน้ากับค่ายกลโลหิตของสำนักมารเมื่อวานนี้ หากไม่มีปราณอัคคีผลาญสวรรค์ของข้าช่วยหลอมละลายพิษโลหิต ป่านนี้ร่างของเจ้าคงกลายเป็นปุ๋ยฝุ่นใต้ต้นสนพวกนี้ไปนานแล้ว" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสน ราวกับธรรมชาติกำลังหัวเราะเยาะความจริงอันน่ารังเกียจที่ทั้งคู่ต้องจำยอมรับร่วมกัน—พวกเขากำลังหนีตาย... และมีเพียงศัตรูเบื้องหน้านี่เอง ที่เป็นหลักประกันเดียวว่าอีกฝ่ายจะไม่ตายตกไปตามกัน "เช่นนั้นก็รีบไปเถอะค่ะ" ชิงอวี้เก็บเข็มเงินเข้าสาบเสื้อ พลางกระชับกระบี่ในมือแน่น "ทางเบื้องหน้าคือเขตแดนรกร้างไร้ผู้คน แต่เป็นเส้นทางเดียวที่จะหลบเลี่ยงค่ายกลสะกดวิญญาณของสำนักใหญ่ได้" ทั้งสองออกเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขาอัสดง ท่าonkกลางความมืดมิดของราตรีที่ไร้แสงจันทร์ การเดินทางร่วมกันชั่วคราวนี้เต็มไปด้วยความระแวดระวังและแรงกดดันทางจิตวิญญาณ ปราณเหมันต์และปราณอัคคีที่แผ่ออกมาจากร่างของทั้งสองปะทะกันเป็นระยะจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะราวกับน้ำเดือดราดลงบนแผ่นน้ำแข็ง เป็นความขัดแย้งทางธาตุที่สมบูรณ์แบบและอันตรายยิ่งยวด "เจ้าแค้นอันใดนักหนากับพวกสำนักตรวจสอบสวรรค์?" มู่หรงเฟิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา ขณะที่ทั้งคู่หยุดพักพิงหลบฝนอยู่ภายในถ้ำหินอับชื้นแห่งหนึ่ง แสงจากกองไฟกองเล็กที่เขาก่อขึ้นสะท้อนใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ เพิ่มความดุดันน่าเกรงขาม ชิงอวี้ชะงักมือที่กำลังใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดบนคมกระบี่ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดำขลับคู่นั้นไหววูบไปชั่วขณะราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัด ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "ความแค้นของตระกูลหลิว... ไม่ใช่เรื่องที่คนไร้หัวใจเช่นประมุขมู่หรงจะเข้าใจได้หรอกค่ะ" "คนไร้หัวใจ?" มู่หรงเฟิงแค่นยิ้มขมขื่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างบางช้าๆ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว ไอความร้อนจากร่างของชายหนุ่มแผ่ซ่านจนชิงอวี้รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านแก้มนวล "เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่า เจ้ากำลังแบกรับชื่อเสียงของตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และพี่ชายของเจ้า... เซียวจ้าน ที่บัดนี้แปรพักตร์ไปเข้ากับสำนักมาร แท้จริงแล้วเขากุมความลับอันใดไว้กันแน่" ดวงตาของชิงอวี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางลุกพรวดขึ้นพร้อมชักกระบี่ออกจากฝัก ปลายกระบี่สีฟ้าใสจ่อเข้าที่ลำคอแกร่งของมู่หรงเฟิงทันที ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจนผิวหนังบริเวณลำคอของชายหนุ่มขึ้นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน "อย่าได้บังaânเอ่ยนามของพี่ชายข้า!" เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่นัยน์ตากลับแน่วแน่เด็ดเดี่ยว "ความจริงเบื้องหลังค่ายกลโลหิต... เจ้าไม่มีทางเข้าใจมันหรอก" มู่หรงเฟิงไม่แม้แต่จะหลบคมกระบี่ เขากลับก้าวเข้าไปอีกนิดจนปลายกระบี่แนบชิดผิวเนื้อจนมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย สายตาของเขาลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความเร้าอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา "ถ้าเช่นนั้น... ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ ชิงอวี้" ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnวาจาใดต่อกัน เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านปากถ้ำด้วยความเร็วสูงราวกับภูตผี พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาท "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักร้าวรานที่น่าประทับใจเสียจริง ประมุขมู่หรง... คุณเซียนน้อยหลิว... พวกท่านคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักมารไปได้เช่นนั้นหรือ?" เงาร่างนั้นหยุดยืนขวางปากถ้ำ แสงไฟกองเล็กสาดส่องให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกปกกคลุมด้วยหน้ากากกระดูกอสูร และกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งสองแทบแหลกสลาย ไป๋ลี่หลิน ผู้อาวุโสสำนักมาร ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอันชั่วร้ายในมือถือป้ายคำสั่งโลหิตที่กำลังส่องแสงเรืองรอง และที่น่าตกใจยิ่งกว่า—ร่างของเซียวจ้าน สหายร่วมสำนักของนางเอก ที่บัดนี้สวมชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาเหม่อลอยไร้สติ ยืนถือกระบี่หันปลายคมกริบมาตรงหน้าพวกนางโดยมีหยดโลหิตสีดำไหลรินจากมุมปาก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันหนาวเหน็บและร้อนระอุนี้ไปด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีสัญญาว่าตอนหน้า ความจริงเบื้องหลังค่ายกลโลหิตจะถูกเปิดเผยค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%