กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 14

การตัดสินใจของประมุขหนุ่ม

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายอัคคีที่มอดไหม้ยังคงคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงัน ภายในห้องโถงร้างของสำตระกูลจ้าวที่บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน มู่หรงเฟิงยืนนิ่งสนิท ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเปลวเพลิงสีทองทอประกายวับแวมยามต้องแสงอัสดงที่สาดส่องผ่านซากหลังคาที่พังทลาย ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองแผ่นศิลาจารึกโบราณที่แตกละเอียดอยู่เบื้องหน้า ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับหนักหน่วงรากับแบกรับภูผาทั้งลูกไว้บนบ่า “เจ้าแน่ใจหรือ... ว่าหนทางที่เจ้าเลือก จะไม่นำพาทุกชีวิตในพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ไปสู่ความพินาศ?” เสียงหวานเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเหมันต์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลิวชิงอวี้ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ กระบี่เยือกน้ำแข็งในฝักสีเงินสะท้อนประกายแสงวาววับเข้ากับดวงหน้าอันงดงามแต่ไร้รอยยิ้มของนาง นางหยุดยืนเคียงข้างเขา ระยะห่างเพียงครึ่งก้าว ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับถูกกั้นขวางด้วยห้วงมหรรณพแห่งความเป็นตาย มู่หรงเฟิงไม่หันกลับไปมองนาง เขายังคงทอดสายตาไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน “พันธมิตรเลือดอันโสโครกที่ไป๋ลี่หลินนำมาเสนอ... ชิงอวี้ เจ้าคิดว่าข้า 'มู่หรงเฟิง' เป็นคนเช่นไร ถึงต้องก้มหัวรับเศษเดนอำนาจจากสำนักมารเพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด?” “แต่มันคือหนทางเดียวที่จะทำให้เจ้าครอบครองศิลาโลหิตและหลุดพ้นจากคำสาปเพลิงผลาญโลหิตในร่างไม่ใช่หรือไง” หลิวชิงอวี้ขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย แววตาคู่คมฉายแววครุ่นคิด นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ดื้อรั้นและทรนงเพียงใด แต่การปฏิเสธข้อเสนอของสำนักมารในยามที่พรรคอัคคีผลาญสวรรค์กำลังเพลี่ยงพล้ำเช่นนี้ เท่ากับการประกาศสงครามกับทั่วทั้งยุทธภพพร้อมกัน “ยอมใช้ชีวิตที่แปดเปื้อนด้วยเลือดบริสุทธิ์เพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ต่อไป... สู้ให้เปลวเพลิงในร่างเผาผลาญจนมอดไหม้เป็นจุลเสียยังดีกว่า” มู่หรงเฟิงหันกลับมาสบตากันท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ แววตาคู่นั้นลึกล้ำและร้าวรานอย่างที่สตรีเช่นนางไม่เคยเห็นมาก่อน “และความลับที่ข้าต้องปกป้อง... มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ชิงอวี้” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะเก็ดไฟที่ยังคงปะทุเบาๆ จากซากไม้ปลายเสา หลิวชิงอวี้รู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากปราณอัคคีที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม มันไม่ใช่ความเกรี้ยวกราด แต่เป็นความโศกเศร้าอันล้ำลึกที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากของความเย่อหยิ่ง นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายความเย็นเยือกจากกายของนางเข้าปะทะกับไออุ่นร้อนผ่าวของเขา ก่อเกิดเป็นละอองไอน้ำบางเบาลอยวนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง “เจ้ามีความลับอะไรที่แม้กระทั่งชีวิตของคนในพรรคก็ยอมแลก... หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน?” มู่หรงเฟิงชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตากระตุกวูบอย่างปิดไม่มิด มือหนาที่กำด้ามกระบี่อัคคีแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้... ยิ่งเจ้ารู้ลึกเท่าไหร่ อันตรายที่จะเข้าหาเจ้าก็ยิ่งทวีคูณเท่านั้น สิ่งเดียวที่เจ้าควรทำในตอนนี้ คือการหันหลังกลับไปซะ หลิวชิงอวี้!” “หันหลังกลับ? เจ้าคิดว่าข้า... หลิวชิงอวี้ เป็นสตรีที่ยอมถอยให้กับความตายงั้นหรือ!” นางแค่นหัวเราะเสียงเย็น กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยแรงโทสะผสมความน้อยใจ นางติดตามเขามาจนถึงดินแดนรกร้างแห่งนี้ เผชิญหน้ากับเงื้อมมือมารด้วยกัน ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเคียงข้างเขา แล้วไฉนเลยเขาถึงยังผลักไสนางออกไปราวกับคนแปลกหน้า “ข้าไม่ได้กลัวตาย... แต่ข้ากลัว...” มู่หรงเฟิงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ ประโยคถัดมาถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อกระบี่เยือกน้ำแข็งของนางถูกชักออกจากฝัก ปลายคมกระบี่สีฟ้าใสจ่อเข้าที่ลำคอแกร่งของเขาอย่างรวดเร็ว ปราณเหมันต์แผ่ซ่านจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะกราบเสื้อของชายหนุ่มในพริบตา ทว่า มู่หรงเฟิงกลับไม่หลบเลี่ยง เขากลับโน้มลำคอเข้าหาคมกระบี่นั้นทีละน้อย จนปลายคมเฉียดผ่านผิวเนื้อจนมีหยดโลหิตสีแดงฉานไหลรินออกมาตัดกับผิวขาวซีด สายตาของเขายังคงจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง “หากการที่เจ้าจะปลอดภัย คือการที่เจ้าต้องสังหารข้าด้วยมือของตนเอง... ลงมือสิ ชิงอวี้” หัวใจของหลิวชิงอวี้กระตุกวูบ มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความเยือกเย็นทั้งหมดที่นางฝึกฝนมาแรมปีราวกับสลายกลายเป็นอากาศธาตุยามเมื่อเห็นหยดโลหิตสีแดงสดไหลอาบลงบนลำคอของชายผู้เป็นเจ้าของหัวใจ “เจ้า... คนบ้า!” นางคำรามลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนร้าวราน ก่อนจะสะบัดข้อมือเก็บกระบี่เข้าฝักดัง *กริ๊ง* ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงหัวเราะแหลมสูงชวนขนหัวลุกก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องนอกหน้าต่าง *“ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง น่าเสียดายนัก... ที่บทละครฉากนี้ กำลังจะต้องจบลงด้วยคราบน้ำตา”* สิ้นเสียงนั้น อากาศทั่วทั้งห้องโถงก็พลันบิดเบี้ยว ร่างของไป๋ลี่หลินปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหันราวกับภูตผี นางไม่ได้ถือผลึกศิลาสีเลือดอีกต่อไป แต่ในมือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างกลับกุมดวงแก้ววิญญาณสีดำสนิทเอาไว้ ดวงแก้วนั้นกำลังส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับร้อยชีวิต และที่น่ากลัวที่สุดคือ... กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากดวงแก้วนั้น กำลังพุ่งเป้าตรงมายังจุดที่มู่หรงเฟิงยืนอยู่พอดี! “มู่หรงเฟิง ระวัง!” หลิวชิงอวี้เบิกตากว้าง พุ่งตัวเข้าประชิดร่างของชายหนุ่มในเสี้ยววินาที ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันหนาวเหน็บและร้อนระอุนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าตอนนีจะตราตรึงใจทุกท่านค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%