กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนมากับสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านระเบียงไม้สักโบราณของโรงเตี๊ยมสกุลมู่
"ข้าบอกเจ้าแล้ว... ว่าเราหนีกันไม่พ้นหรอก ชิงอวี้"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันและร้าวรานใจดังขึ้นในความมืด หลิวชิงอวี้มิได้ขยับกาย นางยังคงยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ปลายกระบี่เหมันต์ในมือสั่นระริกเล็กน้อยมิใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะแรงกระตุ้นจากพลังปราณอัคคีที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า มู่หรงเฟิง ประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ ผู้ซึ่งคนทั่วหล้าต่างขนานนามว่า ‘ปีศาจโลหิต’ บัดนี้กำลังยืนประจันหน้ากับนาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่ถึงคืบ ทว่ากลับราวกับกั้นขวางด้วยห้วงเหวลึกแห่งความแค้นของสองตระกูล
ชำเลืองมองรอยแผลเก่าที่ต้นแขนของเขาซึ่งยังคงมีคราบโลหิตแห้งกรัง นางแค่น "ประมุขมู่... ท่านยังกล้ากล่าวคำว่าหนีกับข้าอีกหรือ? คนที่ไล่ล่าสังหารล้างบางสำนักกระบี่เหมันต์หาใช่ข้าไม่"
"แต่คนที่ถือกระบี่เล่มนั้นเสียบทะลวงหัวใจบิดาข้า ก็คือศิษย์เอกแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์เช่นเจ้า!" มู่หรงเฟิงคำรามลอดไรฟัน นัยน์ตาสสีชาดวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ทว่าลึก ลงไปในความดุดันนั้นกลับซ่อนความปวดร้าวที่ไม่อาจเอ่ยคำ มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาก้าวเข้าประชิดนางทีละก้าว บีบบังคับให้นางต้องถอยหลังจนแผ่นหลังแนบชิดกับเสาเรือน
บรรยากาศรอบกายพลันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พลังปราณสองขั้ว—ความเย็นยะเยือกของเหมันต์และไอความร้อนแผดเผาของอัคคี—ปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ในอากาศ ราวกับฟ้าดินกำลังพิพากษาความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวของคนทั้งสอง
ทว่า ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุด เสียงระฆังสำริดโบราณจากหอคอยประจำเมืองก็ดังสนั่นหวั่นไหว... *เก๊ง! เก๊ง! เก๊ง!*
สามครั้งติดกัน เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ไม่ได้ยินมานานนับร้อยปี!
มู่หรงเฟิงชะงักฝีเท้า นัยน์ตาคมกริบกวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องนิตยามวิกาลทางทิศใต้บัดนี้มิได้มืดมิดอีกต่อไป แสงสีแดงฉานราวกับโลหิตกำลังลุกท่วมผืนฟ้า กลืนกินหมู่ดาวจนหมดสิ้น แรงกดดันจากลมปราณมหาศาลพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจนบานหน้าต่างไม้แกะสลักแตกละเอียดเป็นจุล
"ข่าวลือ... กลายเป็นจริงแล้วหรือนี่" เซียวจ้าน สหายร่วมสำนักที่ติดตามอารักขาเงียบๆ พุ่งทะยานเข้ามาทางหน้าต่าง สีหน้าของชายหนุ่มซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า "ศิษย์พี่ใหญ่! ทางแดนใต้... สำนักพรรคอัคคีผลาญสายหลักและกองกำลังลึกลับของไป๋ลี่หลินเคลื่อนไหวแล้ว พวกมันกวาดล้างสำนักน้อยใหญ่เจ็ดแห่งในคืนเดียวอย่างไร้ความปรานี!"
คำกล่าวของเซียวจ้านทำให้มู่หรงเฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันที ประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์หันขวับกลับมามองสหายร่วมสำนักของนางเอกด้วยแววตาดุดัน "เจ้าว่ากระไรนะ? พรรคอัคคีผลาญกวาดล้างสำนักอื่นงั้นหรือ? เหลวไหล! ข้ายังมิได้ออกคำสั่งเคลื่อนพล ผู้ใดกล้าใช้นามพรรคของข้าไปก่อกรรมทำเข็ญ!"
"ท่านยังต้องปฏิเสธอีกหรือ มู่หรงเฟิง!" หลิวชิงอวี้ตวัดสายตากลับมามองเขาด้วยความผิดหวังระคนชิงชัง "ทั่วทั้งยุทธภพต่างรู้ดีว่าผู้อาวุโสไป๋ลี่หลินผู้ควบคุมคลังยุทธภัณฑ์ลับของพวกท่าน คือเบื้องหลังการสังหารหมู่ครั้งนี้ หรือว่าท่านกับนางร่วมมือกันเพื่อชิงคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ของสำนักเรา!"
"ชิงอวี้! มองตาข้าแล้วพูดใหม่อีกครั้ง!" มู่หรงเฟิงกระชากแขนเรียวบางของนางเข้าหาตัวอย่างแรง แรงหึงหวงและโทสะผสมปนเปจนดวงตาของเขาแดงก่ำ "เจ้าคิดว่าคนอย่างมู่หรงเฟิงต้องใช้เล่ห์กลสกปรกเพื่อแย่งชิงสิ่งใดจากใครหรือ? หากข้าต้องการคัมภีร์ของเจ้า ข้าคงใช้กระบี่เล่มนี้ปลิดชีพเจ้าไปตั้งแต่บนยอดเขาเหมันต์แล้ว!"
สายตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมหลบให้ใคร ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนและความโกลาหลที่ดังมาจากเบื้องล่างถนนของเมือง พลังปราณมหาศาลจากทิศใต้ยังคงแผ่ขยายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ราวกับกองทัพอสูรที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ใจกลางยุทธภพ
ข่าวลือเรื่องการเคลื่อนไหวของพรรคอัคคีผลาญได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วหล้าเซียน สำนักธรรมะและอธรรมต่างตื่นตัวเตรียมรับมือมหันตภัยครั้งใหญ่ แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของยุทธภพ... แต่มันคือแผนการล้างบางที่เชื่อมโยงกับความลับเบื้องหลังการตายของผู้นำตระกูลในอดีต
เซียวจ้านชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ "ศิษย์พี่... เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ พลังปราณสายนั้นมัน... มันไม่ใช่ปราณของมนุษย์!"
หลิวชิงอวี้สะบัดแขนหลุดจากการจับกุมของมู่หรงเฟิง นางหันหลังให้ชายหนุ่ม ปลายกระบี่เหมันต์ชี้ลงพื้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นชาจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ถ้าหากสิ่งที่เกิดขึ้นทางแดนใต้ไม่ใช่ฝีมือของเจ้า... เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ มู่หรงเฟิง ตามข้ามา หากเจ้าบริสุทธิ์ใจจริง จงใช้กระบี่ของเจ้าตัดหัวไป๋ลี่หลินมาให้ข้า!"
สิ้นคำพูดของนาง ร่างระหงก็ทะยานออกนอกหน้าต่างหายลับไปในความมืดราตรี ทิ้งให้มู่หรงเฟิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ประมุขหนุ่มกัดฟันกรอด แววตาฉายประกายอำมหิตและเด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกัน เขากำกระบี่คู่กายแน่นจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะพุ่งทยานตามหลังนางไปดั่งเพลิงกัลป์ที่โหมกระหน่ำ
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าสู่แดนใต้เพื่อเผชิญหน้ากับพายุโลหิต เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดของซากเสาเรือนที่พังทลาย ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มอย่างน่ากลัว ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกสาน นางยกมือขึ้นลูบไล้ผลึกศิลาสีเลือดในมือที่กำลังเปล่งแสงวาบ "ฮี่ๆ... ไปกันให้พطเถิด ยิ่งพวกเจ้าวิ่งเข้าหาความตายเร็วเท่าไหร่ ประตูสู่แดนมิคหนายก็ยิ่งเปิดเร็วขึ้นเท่านั้น..."
หลิวเยี่ยนซีขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันหนาวเหน็บและร้อนระอุนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 13
เสียงเรียกจากแดนใต้
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!