"เจ้ารู้ตัวหรือไม่... ว่ากำลังเหยียบย่ำสิ่งใดอยู่"
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับหนักหน่วงราวมหาบรรพตที่กดทับลงบนแผ่นอก ละอองเกล็ดหิมะภายในตำหนักกระบี่เหมันต์พลันหยุดนิ่งกลางอากาศ ราวกับเวลาถูกกาลเวลาแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ของผู้อาวุโสสูงสุด 'เทียนเจี้ยน' ผู้เป็นทั้งอาจารย์และผู้คุมกฎเหล็กแห่งสำนัก
หลิวชิงอวี้คุกเข่าลงบนพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงติดอยู่ที่ปลายชายเสื้อขาวบริสุทธิ์ของนาง—ร่องรอยจากหุบผาที่พังทลายและคำสัญญาที่แตกสลายกับมู่หรงเฟิง นางไม่หลบสายตา ไม่สั่นเทา แม้บาดแผลภายในจะกรีดแทงเส้นชีพจรลมปราณจนเจ็บแปลบทุกครั้งที่หายใจ
"ศิษย์ทราบดีค่ะ... ท่านอาจารย์" นางเอ่ยตอบ เสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่กลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องโถงใหญ่
"ทราบดี? แต่เจ้ากลับปล่อยให้มารร้ายแห่งพรรคอัคคีผลาญสวรรค์มีชีวิตรอดกลับไป แถมยังใช้กระบี่เหมันต์สวรรค์ปกป้องมัน!" เทียนเจี้ยนสะบัดแขนเสื้อ คลื่นพลังปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกใส่ร่างของชิงอวี้จนกระเด็นถอยหลัง ร่างบางกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมาหยดหนึ่ง หยดเลือดนั้นร่วงหล่นลงบนพื้นหยกขาว เกิดเป็นรอยด่างสีชาดที่บาดตาเหลือทน
ชิงอวี้กัดฟันฝืนความเจ็บปวด ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นคุกเข่าใหม่อย่างมั่นคง นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความดื้อรั้นและทรนงฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่า
"มู่หรงเฟิง... ไม่ใช่มารที่ต้องถูกกำจัดในตอนนี้ค่ะ"
"บังAณ!" เสียงตวาดดังสะท้านสะเทือนจนคานไม้ของตำหนักสั่นไหว เซียวจ้านที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมเสาหลักรีบก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ประสานมือคารวะด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย แม้เขาจะพยายามเก็บซ่อนความห่วง 3 ส่วนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย แต่หัวใจกลับบีบรัดด้วยความกังวล
"ท่านอาจารย์โปรดระงับโทสะ" เซียวจ้านเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยว "ศิษย์น้องชิงอวี้เพิ่งกลับมาจากสมรภูมิที่วุ่นวาย นางอาจมีเหตุผลอื่น..."
"เหตุผลอันใดเล่าที่จะล้างความอัปยศที่นางนำมาสู่สำนักกระบี่เหมันต์ได้!" เทียนเจี้ยนหันมามองศิษย์เอกทั้งสองด้วยแววตาคมกริบดั่งคมกระบี่ "กฎของสำนักเราคือตัดขาดความรัก ตัดสิ้นกิเลส ชำระล้างโลกีย์ แต่ดูเจ้าซิ ชิงอวี้... หัวใจของเจ้าบัดนี้ไม่ได้อยู่กับวิถีกระบี่อีกต่อไปแล้ว มันถูกล่ามไว้กับบุรุษผู้นั้นเสียแล้ว!"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงไปในแผลเก่า ชิงอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์บนหน้าผานั้นยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง รอยยิ้มเย้ยหยันและแววตาร้าวรานของมู่หรงเฟิงขณะที่โอบกอดนางไว้ท่ามกลางเพลิงผลาญ... *เขาไว้ชีวิตสำนักของนาง แต่นางกลับต้องมาเผชิญทัณฑ์ทรมานจากอาจารย์ของตนเอง ช่างเป็นตลกร้ายของสวรรค์เสียจริง*
"ศิษย์มิกล้าอาจหาญนอกลู่นอกทาง" ชิงอวี้เงยหน้าสบตากับอาจารย์อีกครั้ง แววตาของนางแน่วแน่จนน่ากลัว "วิถีกระบี่ของศิษย์ คือการปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้อง ไม่ใช่การเป็นหุ่นเชิดไร้หัวใจที่ท่องจำคัมภีร์โดยไม่รู้จักความจริงของโลกหล้า!"
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางลานสำนัก ท่ามกลางท้องฟ้าที่แปรปรวนอย่างไร้สาเหตุ แรงกดดันจากขอบเขตเซียนขั้นสูงของเทียนเจี้ยนแผ่ซ่านกดทับจนศิษย์ทุกคนด้านนอกต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ทว่าชิงอวี้ยังคงยืนหยัดด้วยเข่าทั้งสองข้าง แผ่นหลังเหยียดตรงไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันใดๆ
เทียนเจี้ยนหรี่ตาลง รังสีสังหารวูบผ่านแววตาชั่วขณะ "ดี... ในเมื่อเจ้าเชื่อมั่นในวิถีของตนเองนัก โทษสถานเบาคือการกักตัวสำนึกผิด ณ ถ้ำเหมันต์อัคนี เป็นเวลาสามปีเต็ม ห้ามใช้ลมปราณ ห้ามจับกระบี่!"
ถ้ำเหมันต์อัคนี... สถานที่ที่หยินและหยางปะทะกันอย่างรุนแรง ทุกๆ ชั่วยาม ร่างกายจะถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งหมื่นปีสลับกับเผาผลาญด้วยเพลิงโลหิต เป็นบทลงทัณฑ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือยังต้องหวาดผวา เพราะมันคือการทรมานทั้งกายและจิตวิญญาณอย่างช้าๆ จนกว่าจะยอมจำนนต่อกฎสำนัก
เซียวจ้านหน้าถอดสีทันที "อาจารย์โปรดเมตตา! ถ้ำเหมันต์อัคนีนั้น..."
"เจ้าไม่ต้องพูดแทนาง เซียวจ้าน!" เทียนเจี้ยนตัดบทอย่างไร้เยื่อใย "หากใครกล้าช่วยเหลือ นางจะต้องรับโทษทัณฑ์เดียวกัน!"
ชิงอวี้แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและงดงามราวกับดอกเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางพายุหิมะ นางคำนับลงจนหน้าผากแตะพื้นศิลา
"ศิษย์... น้อมรับบทลงทัณฑ์ค่ะ"
ร่างระหงถูกคุมตัวออกไปโดยผู้อาวุโสฝ่ายกฎระเบียบ ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์น้องที่มองมาด้วยความเห็นใจและหวาดกลัว เซียวจ้านมองตามแผ่นหลังที่เคยสง่างามนั้นหายลับไปในความมืดมิดของบันไดหิน เขา กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า1เนื้อ เลือดสีสดซึมผ่านร่องนิ้วโดยไม่รู้ตัว
ความเงียบงันกลับคืนสู่ตำหนักกระบี่เหมันต์อีกครั้ง เทียนเจี้ยนหันหลังให้ประตูหลัก ทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก ท้องนภากำลังก่อตัวเป็นเมฆฝนสีดำสนิท ราวกับสัญญาณเตือนถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะซัดถล่มยุทธภพ
แต่ทว่า... ในขณะที่ประตูหินหนาหนักของถ้ำเหมันต์อัคนีกำลังจะปิดลงร่างของชิงอวี้ที่ก้าวเข้าไปภายใน กลับต้องหยุดชะงัก
กลิ่นอายอันคุ้นเคยและอันตรายสายหนึ่ง ลอยวนอยู่ท่ามกลางไอร้อนและไอเย็นที่ผสมผสานกันอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่กลิ่นอายของสำนักกระบี่เหมันต์... และไม่ใช่ลมปราณของศิษย์ร่วมสำนัก
ความมืดภายในถ้ำลึกลงไป ปรากฏเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนพิงผนังน้ำแข็ง มือข้างหนึ่งถือขวดสุราจันทร์กระจ่าง ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนางด้วยแววตาระคนความเย้ยหยันและลุ่มลึก
มู่หรงเฟิง!
เขาเข้ามาอยู่ในถ้ำกักตัวที่คุ้มกันแน่นหนาที่สุดของสำนักกระบี่เหมันต์ได้อย่างไร?
"เจ้า..." ชิงอวี้เบิกตากว้างเล็กน้อยเป็นครั้งแรก หัวใจที่ด้านชามานานกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
มู่หรงเฟิงยกย่องมุมปากขึ้นช้าๆ ก้าวเท้าผ่านความหนาวเหน็บเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ทาบทับเงาร่างของนางจนมิด พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงแหบพร่าข้างใบหูที่เย็นเฉียบของนาง
"ข้าบอกเจ้าแล้ว... ว่าเราหนีกันไม่พ้นหรอก ชิงอวี้"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 12
กลับสู่สำนักกระบี่เหมันต์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!