กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 10

ภาพลวงตาในหมอกหนา

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"ชิงอวี้... นี่มันหมายความว่าอย่างไร?!" ปลายนิ้วแกร่งของมู่หรงเฟิงที่บีบรัดข้อแขนเรียวของนางนั้นสั่นเทาเล็กน้อย หาใช่เพราะความโกรธเกรี้ยวไม่ หากแต่เกิดจากคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งที่กำลังซัดสาดเข้าใส่หัวใจดุจหินผาของประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ ภาพเบื้องหน้าของพวกเขาหาใช่ค่ายกลทดสอบพลังปราณทั่วไปไม่ หากแต่เป็นม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว หมอกพิษนี้แทรกซึมเข้าสู่ชีพจรและบิดเบือนภาพตรงหน้าให้กลายเป็นห้วงลึกแห่งจิตใต้สำนึกที่แม้แต่นางเอกผู้เยือกเย็นยังต้องสะท้านไหว หลิวชิงอวี้ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นรูปคมชัด ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววดุจกระบี่เหมันต์บัดนี้ไหววูบชั่วขณะ นางสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างเด็ดเดี่ยว แม้กลิ่นอายความร้อนรุ่มจากกายของเขาจะแผดเผาผิวกายจนปวดแสบปวดร้อน แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจของนางจากภาพลวงตาที่เพิ่งสลายไป "ปล่อยข้า มู่หรงเฟิง!" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ลมหายใจติดขัด "ท่านมองไม่เห็นหรือ... นี่คือค่ายกลจิตใจของสำนักมาร ไป๋ลี่หลินตั้งใจใช้ความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของเรามาเป็นเครื่องมือบั่นทอนจิตวิญญาณ!" "ความเจ็บปวดอันใด?" มู่หรงเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันของม่านหมอกจนสั่นสะเทือน ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬจดจ้องมองนางราวกับจะทะลวงเข้าไปในวิญญาณ "สิ่งที่ข้าเห็นในหมอกหนานั่น... คือภาพที่เจ้าใช้กระบี่เยือกน้ำแข็งแทงทะลวงหัวใจของข้ามิใช่หรือ? ชิงอวี้ เจ้าปรารถนาจะสังหารข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เหตุใดในห้วงลึกแห่งจิตใจของเจ้า จึงมีแต่ความแค้นเคืองที่จะล้างผลาญชีวิตข้าให้ดับดิ้นเล่า!" คำพูดของเขาดั่งคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า หลิวชิงอวี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ภาพที่เขาเห็น... คือภาพเดียวกันกับที่นางเห็นเมื่อครู่กระนั้นหรือ? ในห้วงภาพลวงตานั้น นางมิได้เห็นเพียงแค่ความตายของคนในตระกูล แต่ภาพที่เด่นชัดที่สุดและทำให้หัวใจนางบีบรัดจนแทบแหลกสลาย คือภาพที่มู่หรงเฟิงยื่นมือเข้ามาโอบกอดนาง ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างของเขากลับถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจากปลายกระบี่ของนางเอง ความลับที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็น บัดนี้ถูกเปิดเปลือยต่อหน้าบุรุษผู้เป็นทั้งศัตรูคู่อาฆาตและ... แรงดึงดูดอันตรายที่นางไม่อาจปฏิเสธได้ "ท่านคิดว่านั่นคือความปรารถนาของข้าจริง ๆ งั้นหรือ?" ชิงอวี้แค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ขอบตาจะร้อนผ่าวด้วยหยาดน้ำตาที่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยศักดิ์ศรีของศิษย์เอกแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์ "มู่หรงเฟิง... ท่านประเมินความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ต่ำเกินไปแล้ว หรือแม้กระทั่ง... ประเมินความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านต่ำเกินไป" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปร หมอกสีชาดเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นราวกับมีชีวิต เสียงคำรามต่ำดั่งอสุนีบาตดังสะท้อนมาจากเบื้องล่างของหุบเหวค่ายกล พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนจนแทบยืนหยัดไม่อยู่ กฎเกณฑ์แห่งค่ายกลจิตใจกำลังบีบคั้นให้พวกเขาทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับ "ความลับที่ลึกที่สุด" ที่แต่ละคนพยายามปิดตายไว้ *ตู้ม!* พลังปราณอัคคีและปราณเหมันต์ปะทะกันโดยสัญชาตญาณเมื่อเงาร่างสีดำนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกมาจากม่านหมอก เงาเหล่านั้นคือภาพสะท้อนของอดีต ความผิดพลาด และความสูญเสียที่ทั้งสองต่างแบกรับไว้ มู่หรงเฟิงดึงร่างบางของชิงอวี้เข้าหาตัวด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง แม้ปากจะกล่าววาจาทรนง แต่แขนแกร่งกลับโอบกระหวัดเอวคอดกิ่วของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปกับสายหมอก "ระวัง!" มู่หรงเฟิงคำรามในลำคอ พร้อมกับสะบัดฝ่ามือซัดเปลวเพลิงโลหิตแผดเผาเงาร่างที่พุ่งเข้ามาจนมอดไหม้เป็นจุล ทว่า ค่ายกลนี้หาได้มีเพียงแค่ภาพลวงตาของอดีตไม่... ท่ามกลางกลุ่มควันและไอหมอกที่กำลังจางลง ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้าของเขานุ่มนวลแต่กลับทรงพลังกดดันจนลมหายใจของชิงอวี้สะดุดกึกลงทันที ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลายิ้มแย้มอ่อนโยนดั่งหยกเนื้อดี ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก "ศิษย์พี่เซียวจ้าน?!" ชิงอวี้อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง นางเบิกตากว้างมองสหายร่วมสำนักผู้ซึ่งควรจะอยู่ที่หุบเขากระบี่เหมันต์ เหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวอยู่ในใจกลางค่ายกลจิตใจของพรรคอัคคีผลาญสวรรค์แห่งนี้ได้? เซียวจ้านหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าช่างดูแปลกประหลาด เขามองมู่หรงเฟิงที่กำลังโอบกอดชิงอวี้อยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเวทนา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย แต่กลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "ชิงอวี้... เจ้ายอมลดตัวลงมาโอบกอดบุรุษผู้สังหารล้างบางตระกูลของตนเองแล้วหรือ? เจ้าลืมคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าปรมาจารย์กระบี่แล้วกระนั้นหรือว่า 'เลือดต้องล้างด้วยเลือด'?" คำพูดของเซียวจ้านราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของหญิงสาว ร่างของชิงอวี้สั่นสะท้าน นางผลักอกมู่หรงเฟิงออกอย่างแรง ก้าวถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด ความรู้สึกผิดบาปที่ถูกกดทับไว้ระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก มู่หรงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น จิตสังหารพุ่งทะยานออกจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวร้อนระอุขึ้นอย่างฉับพลัน เขากวาดสายตามองเซียวจ้านด้วยความระแวงสงสัย พลางก้าวเข้ามาคว้ามือชิงอวี้ไว้อีกครั้ง "อย่าไปฟังมัน! ชิงอวี้ นั่นไม่ใช่เซียวจ้านตัวจริง! มันคือภาพลวงตาที่ค่ายกลสร้างขึ้นเพื่อทำลายจิตใจของเจ้า!" "แล้วถ้าไม่ใช่ภาพลวงตาล่ะ..." เสียงหวานเยียบเย็นดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องหลังเซียวจ้าน ไป๋ลี่หลิน ผู้อาวุโสสำนักมาร ก้าวออกมาจากม่านหมอกพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม นางถือป้ายคำสั่งโลหิตในมือ แววตาสمเพชระคนสะใจจดจ้องมองคนทั้งสอง "มู่หรงเฟิง... เจ้าคิดว่าเจ้าควบคุมทุกอย่างได้งั้นหรือ? หลิวชิงอวี้... เจ้าคิดว่าความลับเรื่องที่เจ้าแอบกินยาพิษสะกดปราณเพื่อไม่ให้เผลอลงมือสังหารประมุขมู่หรงผู้นี้... เขาไม่เคยรู้เลยจริง ๆ หรือ?" สิ้นเสียงของไป๋ลี่หลิน... ทุกสิ่งรอบกายราวกับหยุดนิ่ง ดวงตาของมู่หรงเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตกใจฉายชัดผ่านนัยน์ตาสีนิลกาฬ เขาหันขวับกลับมามองหญิงสาวในอ้อมกอดทันที น้ำเสียงที่เคยดุดันบัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ชิงอวี้... นางพูดเรื่องอะไร? ยาพิษสะกดปราณอันใดกัน... เจ้าทำร้ายตัวเองเพื่อข้ามาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ?!" หลิวชิงอวี้หลบสายตา ร่างของนางสั่นเทาท่ามกลางลมหนาวของค่ายกล ความลับที่นางยอมแลกด้วยลมหายใจและพลังบำเพ็ญเพียร ถูกเปิดเผยออกมาในสถานที่และเวลาที่เลวร้ายที่สุด นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและร้าวรานยิ่งกว่าเดิม "ใช่... ข้ากินมันเข้าไป เพื่อไม่ให้กระบี่ในมือของข้าต้องแทงทะลวงหัวใจของท่าน..." นางสูดลมหายใจเข้าลึก and เอמהนเสียงเฉียบคม "เพราะข้าตระหนักดีว่า... การตายของท่านด้วยน้ำมือผู้อื่น ย่อมเจ็บปวดน้อยกว่าการที่ท่านต้องตายด้วยน้ำมือของคนที่ท่าน..." นางชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ปลายกระบี่เยือกน้ำแข็งในมิติปราณสั่นสะท้าน รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทว่า ในวินาทีที่ความจริงทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผย แผ่นดินเบื้องล่างกลับแยกตัวออกอย่างไร้สัญญาณเตือน! เสียงหัวเราะก้องกังวานของไป๋ลี่หลินดังสะท้อนราวกับเสียงหัวเราะจากขุมนรก ก่อนที่เงาร่างสีดำนับร้อยจะพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก พร้อมกับโซ่ตรวนอัคคีโลหิตที่พุ่งตรงเข้ามารัดร่างของมู่หรงเฟิงและชิงอวี้ไว้ในคราเดียว! "สายเกินไปที่จะสารภาพรักหรือแก้แค้นแล้ว... ประจำตำแหน่ง! พิธีบูชาเซียนโลหิต เริ่มต้น ณ บัดนี้!" ************************************************** ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครของเราในทุกๆ ตอนนะคะ หลิวเยี่ยนซีซาบซึ้งใจมากๆ ค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%