กาน้ำชาเคลือบหยกขาวบนโต๊ะศิลาส่งไอความร้อนระอุผสานกลิ่นอายโสมร้อยปี ลอยกรุ่นเคล้าบรรยากาศอันตึงเครียดภายในเรือนรับรอง ทว่ายามนี้ ไม่มีผู้ใดใส่ใจที่จะยกจอกขึ้นจิบแม้แต่น้อย
"เจ้าเอาแต่หลบหน้าข้าเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร ชิงอวี้"
เสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาบดเบียดดังขึ้น ทรงพลังและเปี่ยมด้วยอำนาจกดดัน มู่หรงเฟิง ประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีเพลิงปักดิ้นทองก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาว รัศมีไอร้อนจากกายเขาแผ่ซ่านจนหยาดน้ำค้างบนใบบัวนอกหน้าต่างระเหิดแห้งหายในพริบตา
หลิวชิงอวี้ ศิษย์เอกแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์ มิได้ขยับกายถอยหนี นางเพียงปรายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในยุทธภพด้วยแววตราบาปและความเย็นชาที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบัง ปลายกระบี่เยือกน้ำแข็งข้างกายสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงกระแสลมปราณอัคคีที่แผดเผาอยู่ใกล้
"ประมุยมู่โปรดสำรวมวาจาและกิริยาด้วยค่ะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนั่นดั่งธารน้ำแข็งพันปี "พวกเราอยู่คนละสำนัก วิถีกระบี่ของข้าคือน้ำแข็ง ส่วนวิชาของท่านคือเพลิงผลาญ น้ำกับไฟย่อมไม่วันหลอมรวมเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของเรา... ไม่สมควรมีอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว"
คำพูดนั้นเฉียบคมดั่งคมกระบี่ แต่ทว่าแววตาที่ไหววับชั่วขณะกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริง
มู่หรงเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายวับวาด เขาไม่สนใจกฎเกณฑ์สำนักครึ่งก้าว ก้าวเท้าเข้าประชิดร่างบางอย่างรวดเร็วชนิดที่นางไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักหน่วงจนนางไม่อาจสะบัดหลุด ไอร้อนจากตัวเขาทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนผิวเนื้อของนางร้อนผ่าว
"วิถีกระบี่กระไร? กฎสำนักงี่เง่าอันใด? ข้าสนเสียที่ไหนเล่า!" มู่หรงเฟิงก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวเนียน ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งมาตลอดชีวิตเซียนของหลิวชิงอวี้กระตุกวูบอย่างรุนแรง "คืนนั้นบนหน้าผาเหมันต์... ตอนที่ข้ากอดเจ้าเพื่อถ่ายทอดลมปราณคุ้มกันร่าง เจ้ามิได้พูดจาห่างเหินเช่นนี้ ชิงอวี้ เจ้ากล้าปฏิเสธหัวใจตัวเองต่อหน้าข้าผู้นี้หรือ?"
ความทรงจำย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก คืนนั้นหิมะโปรยปราย ความหนาวเหน็บระดับกระดูกดำคุกคามชีวิต อ้อมกอดที่ร้อนระอุของเขาคือสิ่งเดียวที่ฉุดนางขึ้นมาจากความตาย ความใกล้ชิดที่เกินเลยกว่ากรอบศีลธรรมของยุทธภพถูกถักทอขึ้นในความมืดมิด ทว่ายามรุ่งอรุณมาถึง กำแพงแห่งหน้าที่และชื่อเสียงของหุบเขากระบี่เหมันต์ก็พังทลายลงมาทับถมพวกเขาทั้งสอง
หลิวชิงอวี้เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาแข็งกร้าวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว "ท่านประมุข... โปรดจำไว้ว่านั่นคือสถานการณ์เฉพาะหน้า ข้าเพียงรักษาชีวิตเพื่อรอวันชำระแค้นให้ตระกูล หาใช่เพราะ... ความรู้สึกส่วนตัว ท่านอย่าได้เข้าใจผิด"
"แค้นตระกูลๆ เจ้ามีแต่คำว่าแค้น!" มู่หรงเฟิงตวาดลั่น นัยน์ตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะผสมความเจ็บปวดร้าวราน เขาออกแรงดึงร่างบางเข้าหาตัวจนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างอรชร "ข้าพร้อมจะถางทางให้เจ้าเหยียบย่ำศัตรูให้แหลกเป็นจุล เหตุใดเจ้าจึงดึงดันจะแบกรับมันไว้คนเดียว หรือเพราะเจ้ากลัว... กลัวว่าหากเปิดใจให้ข้า เจ้าจะไม่มีข้ออ้างในการผลักไสข้าออกไปจากชีวิต!"
คำพูดทิ่มแทงใจดำนั้นทำให้หลิวชิงอวี้ชะงักงัน นางอ้าปากจะโต้แย้ง ทว่าปลายนิ้วอุ่นของมู่หรงเฟิงกลับยกขึ้นแตะริมฝีปากของนางแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับภาพลักษณ์จอมมารผู้ดุดันโดยสิ้นเชิง ทำให้ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังถูกถักทอด้วยความอึดอัดและแรงปรารถนาอันซับซ้อน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งอย่างเร่งรีบ
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
"ศิษย์พี่ใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" เสียงของเซียวจ้าน สหายร่วมสำนักผู้แอบซ่อนความรู้สึกที่มีต่อนางมาเนิ่นนานดังแทรกขึ้น ทำลายมนตร์สะกดภายในห้องลงในพริบตา "ผู้อาวุโสไป๋ลี่หลินนำกำลังคนจากสำนักมารบุกมาถึงค่ายกลนอกหุบแล้ว! พวกมันบอกว่า... บอกว่ากุมตัวผู้บัญชาการกองกำลังสืบสวนของสำนักเราไว้ และกำลังเจรจาต่อรองให้ท่านออกไปรับหน้าด้วยตนเอง!"
หลิวชิงอวี้ผุดลุกขึ้นทันที ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงสัญชาตญาณของศิษย์เอกแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์ นางสะบัดชายแขนเสื้อ กระบี่เยือกน้ำแข็งถูกดึงออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ส่งเสียงร้องกังวานใสราดรดความเยือกเย็นกลับคืนสู่บรรยากาศ
มู่หรงเฟิงหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างทันทีเมื่อได้ยินชื่อ 'ไป๋ลี่หลิน' เขาแค่นยิ้มเย็นเยียบ "ดูท่าสุนัขแก่ตัวนั้นคงร้อนใจอยากตายเต็มทีแล้ว ถึงได้กล้ามาเหยียบอาณาเขตของพรรคอัคคีผลาญสวรรค์"
"นี่คือเรื่องภายในของหุบเขากระบี่เหมันต์ ประมุยมู่โปรดอยู่แต่ภายในเรือน" หลิวชิงอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดั่งเดิม นางหันหลังให้เขา ไม่ยอมสบสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและตัดพ้อของชายหนุ่มอีก
นางก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังประตูกระดาษสา ตั้งใจจะผลักออกไปเผชิญหน้ากับวิกฤตเบื้องนอก ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของนางแตะลงบนบานประตู เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เย็นยะเยือกดั่งมาจากขุมนรกก็ดังขึ้นจากด้านหลังของนาง
*ปัง!*
ประตูห้องถูกพลังปราณอันรุนแรงปิดล็อกสนิทลงด้วยกลไกอภินิหาร มู่หรงเฟิงก้าวเข้ามาขวางหน้าingไว้อย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ปิดกั้นทางออกทุกลมหายใจ ดวงตาคู่คมจ้องมองนางเขม็ง ราวกับต้องการจะกลืนกินวิญญาณของนางเข้าไป
"เจ้าคิดว่าคนนอกอย่างไป๋ลี่หลินมาเพื่อสะสางเรื่องสำนักอย่างนั้นหรือ ชิงอวี้..." มู่หรงเฟิงเอ่ยเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่บนแก้มนวล "สิ่งที่มันต้องการจริงๆ คือ 'ศิลาโลหิตบรรพกาล' ที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้า... และแผนการชั่วร้ายของมัน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่คืนที่พวกเราอยู่ด้วยกันบนยอดเขาเหมันต์แล้ว"
หลิวชิงอวี้เบิกตากว้าง ความหนับหน่วงพุ่งเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจเมื่อตระหนักว่า... ความลับที่นางปกปิดมาตลอด กำลังจะถูกเปิดโปง ณ รุ่งอรุณนี้แล้ว!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรุ่งอรุณแห่งความเคลือบแคลงนี้ไปกับตัวละครของข้าด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะยังคงอยู่เคียงข้างความร้าวรานและบททดสอบบทต่อไปในตอนหน้าค่ะ
กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 8
รุ่งอรุณแห่งความเคลือบแคลง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!