เจ้านายครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมเถอะ•ตอนที่ 7

ประชุมนอกสถานที่

ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
“คุณช่วยเลิกทำหน้าเหมือนฉันไปกินโต๊ะจีนบ้านคุณได้ไหมคะคุณคิมหันต์ ดิฉันแค่นั่งหายใจข้างๆ ยังผิดระเบียบข้อไหนของคุณอีกหรือเปล่า” กันต์ธรดีดตัวขึ้นจากเบาะโดยสารฝั่งซ้าย พร้อมกับสะบัดหน้าหนีออกไปมองทิวทัศน์นอกกระจก รถยนต์ซีดานคันหรูพ่นลมแอร์เย็นเฉียบ แต่บรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาอบ เหตุผลก็มาจากชื่อของ ‘กรณ์’ ที่ธิชาเพิ่งกรอกใส่หูกันต์ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกจากบริษัทเมื่อชั่วโมงก่อน และใบหน้าหล่อเหลาที่บึ้งตึงจนแทบจะเอาตะปูมาตอกฝาโลงของเจ้านายหนุ่มที่นั่งกุมพวงมาลัยอยู่นี่อย่างไรล่ะคะ คิมหันต์แค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดราคาแพงยังคงมองตรงไปข้างหน้าบนถนนหลวงที่ทอดยาว ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นฟ้องชัดว่าเจ้าตัวกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์คุกรุ่นในอกอย่างถึงที่สุด “ถ้าไม่อยากให้ฉันทำหน้าแบบนั้น ก็หัดเอาสมองอันน้อยนิดไปคิดเรื่องงาน มากกว่าจะไปใส่ใจว่าผู้ชายหน้าไหนมันจะมาส่งยิ้มเรี่ยราดให้คุณดีกว่าไหมครับคุณเลขานุการ” คิมหันต์ตอกกลับเสียงห้วนจัด น้ำเสียงเยียบเย็นที่พยายามกดต่ำลงยิ่งขับเน้นความหึงหวงแบบไร้เหตุผลออกมาจนน่าหมั่นไส้ “อ๋อเหรอคะ? ทีคุณล่ะคะคุณ CEO คนเก่ง ตอนที่ยัยพิมรดาจากฝ่ายการตลาดเดินเอาแฟ้มมาส่งแล้วส่งสายตาหวานเชื่อมให้คุณจนตากุ้งยิงจะขึ้น คุณยังตอบรับเขากลับไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจระดับเอเชียเลยนี่คะ ดิฉันยังไม่เห็นจะบ่นสักคำ!” กันต์ธรหันขวับกลับมาเถียงฉอดๆ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความไม่ยอมแพ้ ฝีปากกล้าพอกพูนขึ้นทุกครั้งที่โดนอีกฝ่ายหาเรื่อง “นั่นมันมารยาททางธุรกิจ!” “มารยาททางธุรกิจบ้านคุณสิคะยิ้มจนเหงือกแห้งขนาดนั้น!” “กันต์ธร!” “ไม่ต้องมาขึ้นเสียงเลยนะคะ ขับรถส마ร์ทๆ ของคุณไปเงียบๆ เลยค่ะ ฉันปวดหัว!” กันต์ธรตัดบทด้วยการยกมือขึ้นกอดอกแล้วเอนศีรษะพิงเบาะ หลับตาปี๋หนีสงครามประสาทที่ไม่มีวันชนะ ทิ้งให้คิมหันต์นั่งหายใจฮึดฮัดอยู่หลังพวงมาลัยคนเดียว สองหนุ่มสาวต่างเก็บงำความหงุดหงิดไว้ภายใต้ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากวิทยุที่ช่วยกลบเกลื่อนความอึดอัด ทว่า... ดูเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจเอาเสียเลยนะคะ จากท้องฟ้าที่เคยโปร่งใสเมื่อสิบนาทีที่แล้ว กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึนอย่างรวดเร็ว กลุ่มเมฆฝนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมเส้นทางหลวงสายเปลี่ยวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกทึบ และในไม่ช้า... สายฝนเม็ดโตก็เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับมีใครไปคว่ำขันน้ำมหึมาบนท้องฟ้า ทัศนวิสัยข้างหน้ามืดมัวลงถนัดตา คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่น มือหนากำพวงมาลัยแน่นขึ้นเมื่อน้ำฝนไหลทะลักลงมาปะทะกระจกหน้ารถจนที่ปัดน้ำฝนทำงานแทบไม่ทัน ความเร็วของรถถูกลดระดับลงอย่างปลอดภัย แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ได้เข้าข้างคนปากร้ายใจซึนเอาเสียเลย *กึก... ครืด... พรึบ!* เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นจากห้องเครื่อง ตามด้วยไฟหน้าปัดรถที่กะพริบถี่ๆ ก่อนที่เครื่องยนต์จะสะดุดกึกแล้วดับสนิทลงกลางสายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง “เฮ้ย...” คิมหันต์สบถเบาๆ มือตบพวงมาลัยรถด้วยความหงุดหงิดเมื่อพยายามบิดกุญแจสตาร์ทใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้กลับมีเพียงเสียงแกร็กๆ แห้งแล้ง ไร้การตอบสนองใดๆ จากเครื่องยนต์ กันต์ธรลืมตาขึ้นทันทีเมื่อรถหยุดนิ่งสนิท ดวงตาคู่สวยกวาดมองออกไปนอกกระจกที่ตอนนี้ถูกสายฝนสาดซัดจนมองไม่เห็นทางข้างทาง “เกิดอะไรขึ้นคะคุณคิม? อย่าบอกนะว่ารถพังกลางป่าแบบนี้จริงๆ?” “ไม่งั้นคุณคิดว่าเราจอดแวะชมวิวหรือไงล่ะครับ” คิมหันต์ถอนหายใจยาวเหยียด ถอดแว่นตากันแดดออกแล้วใช้มือเสยผมลวกๆ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม “ไดนาโมอาจจะมีปัญหา หรือไม่ก็ระบบไฟช็อตจากความชื้น” “แล้วเราจะทำยังไงล่ะคะเนี่ย ฝนก็ตกหนัก มือถือก็... อุ๊ย!” กันต์ธรควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทขึ้นมาดู แต่หน้าจอดำสนิทไร้สัญญาณ “แบตหมดค่ะ! ของฉันเกลี้ยงเกลาเพราะใช้เล่นเกมรอคุณประชุมเมื่อเช้า แล้วของคุณล่ะคะ?” คิมหันต์ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงออกมาจากกระเป๋ากางเกงบ้าง ก่อนจะกดปุ่มเปิดเครื่องแล้วขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “อับสัญญาณ... ตรงนี้ไม่มีเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์” บรรยากาศในรถคันเล็กพลันเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดหลังคารถดังสนั่นหวั่นไหว พื้นที่จำกัดภายในห้องโดยสารทำให้ความอึดอัดพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ จากเดิมที่นั่งเว้นระยะห่างกันอย่างคนถือตัว ตอนนี้ความเปียกชื้นและความเย็นยะเยือกจากแอร์ที่ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลง ทำให้ทั้งคู่ต้องขยับเข้ามาใกล้กันโดยไม่รู้ตัว คิมหันต์หันมามองเลขาส่วนตัวที่ตอนนี้หดไหล่เข้าหากันด้วยความหนาว เสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบางเริ่มแนบติดกับแผ่นอกบางเนื่องจากความชื้นในอากาศ แม้ปากจะบอกว่าเกลียดนักหนาที่ต้องมาต่อปากต่อคำด้วย แต่ลึกๆ แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอกเมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ป่าลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูก “หนาวเหรอครับ” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงโดยอัตโนมัติอย่างไม่น่าเชื่อ “ค่ะ... หนาวมาก” กันต์ธรตอบตามตรง ฟันกระทบกันเบาๆ มือเรียวพยายามยกขึ้นกอดตัวเองเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นที่เริ่มกัดกินผิวเนื้อ “แอร์รถคุณนี่จำเป็นต้องเย็นเฉียบขนาดนี้ไหมคะ จะแช่แข็งฉันหรือไง” คิมหันต์ไม่ตอบโต้คำประชดประชันนั้น มือหนาเอื้อมไปกดปิดระบบปรับอากาศในรถทันที ก่อนจะถอดเสื้อสูทเนื้อดีราคาแพงของตนเองออก แล้วคลุมทับลงบนไหล่บางของอีกฝ่ายอย่างเบามือ กันต์ธรชะงักเงยหน้าขึ้นสบตา เขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่หลงเหลือจากร่างกายของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เสื้อสูทตัวโคมอบกลิ่นอายความเป็นผู้ชายสะอาดๆ และความอบอุ่นที่ชวนให้หัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่แล้วยิ่งเต้นผิดจังหวะเข้าไปใหญ่ “มองทำไมครับ กลัวผมฉวยโอกาสหรือไง” คิมหันต์เอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ภายใน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ข้างแก้ม “เปล่าสักหน่อยค่ะ... แค่แปลกใจที่คุณยังมีมุมนี้กับเขาด้วย” กันต์ธรพยายามเบนสายตาหนีความร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาบนพวงแก้ม หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “ปกติเห็นปากร้ายใส่ฉันตลอด” “ที่ปากร้าย... ก็เพราะหวงหงุดหงิดเวลาที่คุณไปทำตาหวานใส่ไอ้กรณ์ต่างหากเล่า!” คำสารภาพที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปทำเอาห้องโดยสารเงียบกริบลงไปถนัดตา คิมหันต์ชะงักไปนิดเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป แต่กระนั้น... เขาก็ไม่ได้คิดจะดึงคำพูดนั้นกลับ ดวงตาคมเข้มจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความซึนมาเนิ่นนาน กันต์ธรเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดนั้น ความใกล้ชิดนี้ และแววตาที่เต็มไปด้วยความหึงหวงอย่างไม่ปิดบัง มันทำเอาสมองอันปราดเปรื่องของบัณฑิตจบใหม่ถึงกับประมวลผลไม่ทัน “คุณ... ว่ายังไงนะคะ?” กันต์ธรทวนถามเสียงสั่น ลมหายใจสะดุดกึก คิมหันต์ไม่ตอบเป็นคำพูด ร่างสูงขยับตัวเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม มือหนาเอื้อมขึ้นประคองกรอบหน้าเรียวได้รูปไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยไล้พวงแก้มเนียนแผ่วเบา ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน “ผมบอกว่า... ผมหวงครับ” คิมหันต์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มนุ่มแหบพร่าในระยะประชิด “และเลิกทำตัวเป็นก้างขวางคอหัวใจตัวเองสักที... กันต์ธร” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ เสียงฝนที่ตกหนักด้านนอกเสมือนถูกกลบหายไปด้วยเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นตรงกันอย่างบ้าคลั่ง กันต์ธรเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนแทบระเบิด ความรู้สึกมากมายตีรวนขึ้นมาในอกจนตั้งตัวไม่ติด มือเรียวยกขึ้นแตะแผงอกกว้างของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ตั้งใจจะผลักออกแต่กลับกลายเป็นกำเสื้อไว้อย่างเผลอไผล ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระรัวจนแทบจะหลอมละลายรวมกันนั้นเอง *ปึง! ปึง! ปึง!* เสียงทุบกระจกประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก ฝั่งที่กันต์ธรนั่งอยู่ จนร่างทั้งสองสะ giตผงะออกจากกันด้วยความตกใจ คิมหันต์ขมวดคิ้วฉับด้วยความหงุดหงิดสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ดวงตาสนิทคมกริบหันขวับไปมองผ่านกระจกที่เปียกปอนไปด้วยหยดน้ำฝน ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนยิ้มแป้นอยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมกับถือร่มคันโต กระจกฝั่งข้างคนขับถูกเคาะเรียกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนฝ่าสายฝนเข้ามา “เฮ้ย! คิม! กันต์! รถเสียเหรอวะ พอดีกูผ่านมาเห็น... เปิดประตูให้กูหน่อยดิ!” ร่างของ ‘กรณ์’ คู่ปรับตัวฉกาจ ปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาคิมหันต์แทบอยากจะคว้าแม่แรงในรถมาทุบหัวคนมาใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด! โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของบอสคิมด้วยนะคะ รักที่สุดค่ะ!
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมเถอะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%