ความตายมักเดินทางมาถึงในรูปแบบที่ไร้ซุ่มเสียงเสมอ
ภายในถ้ำหินอัคนีโบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายโลหิตและไอเย็นยะเยือกจากพิษอสรพิษเพลิงสวรรค์ แสงสีชาดเรื่อเรืองจากผลึกหินอัคนีสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายที่ราบเรียบราวกระจกเงาของฉินมู่เฉิน นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายังคงค้างอยู่บนด้ามกระบี่ ห่างเพียงหนึ่งนิ้วเต็มที่คมกระบี่ไร้ลักษณ์จะถูกชักออกจากฝัก ทว่าเพียงเศษเสี้ยวของรัศมีปราณกระบี่ที่รั่วไหลออกมา ก็เพียงพอที่จะแปรเปลี่ยนมวลอากาศรอบด้านให้กลายเป็นใบมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงผิวเนื้อจนเกิดรอยเลือดซิบ
กลุ่มผู้ฝึกตนจากสำนักมารโลหิตเจ็ดราตรีที่รายล้อมอยู่โดยรอบต่างหน้าถอดสี ลมหายใจสะดุดกึก ความทะนงตนในวิชาชีพของพวกมันเมื่อครู่สลายกลายเป็นธุลีดินภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างผอมบางของบุรุษหนุ่มผู้มีปมในดวงตา
"เจ้า... เจ้าใช้กลอุบายอันใด..." ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักมารโลหิตเค้นเสียงลอดไรฟัน แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เขารู้ดีว่าหากกระบี่ในมือของฉินมู่เฉินถูกชักออกจนสุด ความตายจะไม่ใช่เพียงการดับสูญของร่างกาย แต่อ。วิญญาณของพวกเขาจะถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษซากในค่ายกลอักขระที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลนี้แล้ว
ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองพวกมัน แววตาของเขาสะท้อนเพียงความว่างเปล่าอันล้ำลึก ดั่งห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึง น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
"พวกเจ้าคิดว่าค่ายกลสลายโลหิตที่ข้าปักไว้เมื่อสามั่วยามก่อน เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งสถานที่อย่างนั้นหรือ..."
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนมารเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกับกระดาษ พวกมันเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ทุกย่างก้าวที่พวกมันเดินเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ ถูกคำนวณไว้ในตารางหมากรุกของฉินมู่เฉินตั้งแต่ต้นจนจบ การถอยร่น การแสดงท่าทีอ่อนล้า หรือแม้แต่บาดแผลที่หัวไหล่ของเขา ล้วนเป็นเหยื่อล่อชั้นดีให้พวกมันเดินเข้าสู่กรงขังมรณะที่มองไม่เห็น
ทว่า... ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของฉินมู่เฉิน ร่างระหงของไป๋หลินฮวากลับกำลังสั่นเทาเล็กน้อย พิษอสรพิษเพลิงสวรรค์ที่นางฝืนโคจรลมปราณต้านทานไว้ก่อนหน้า กำลังย้อนกลับมาแผดเผาเส้นชีพจรหยินในร่างของนางจนหมดสิ้น ไอเย็นและไอร้อนเข้ากัดกินอวัยวะภายในพร้อมกัน ใบหน้าที่เคยงดงามราวนางเซียนผู้สูงส่งบัดนี้ซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้ายามที่นางพยายามกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมา
ฉินมู่เฉินย่อมรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงด้านหลัง เขากวาดสายตาคมปลาบไปยังกลุ่มศัตรูเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ เก็บกระบี่ไร้ลักษณ์กลับเข้าฝักสนิท เสียง "คลิก" เบาๆ ดังขึ้นราวกับเสียงเคาะระฆังมรณะที่ตัดสินชะตากรรมของพวกมัน
"ไสหัวไป... ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ"
สิ้นเสียงคำสั่งราชาผู้ครองยุทธภพ เหล่าผู้ฝึกตนสำนักมารโลหิตไม่กล้ารั้งอยู่แม้แต่ลมหายใจเดียว พวกมันพากันพุ่งทะยานหนีตายออกจากถ้ำราวกับสุนัขจนตรอก โดยไม่สนใจแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของสำนักตนเองอีกต่อไป
เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา ฉินมู่เฉินรีบหันขวับกลับไปประคองร่างที่กำลังทรุดฮวบลงของไป๋หลินฮวา มือหนาคว้าจับข้อมือเรียวเพื่อตรวจชีพจร ทว่าปลายนิ้วของเขากลับต้องสะท้อนกลับด้วยความตกใจ ร่างของนางในยามนี้เย็นเฉียบราวน้ำแข็งพันปี แต่ภายในกลับร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงจากขุมนรก
"เจ้า... เหตุใดจึงฝืนใช้เคล็ดวิชาชำระโลหิตสวรรค์ช่วยข้าต้านทานค่ายกลเมื่อครู่..." ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หลุดจากความเยือกเย็นเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับไหววูบด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ไป๋หลินฮวาค่อยๆ เปลือกตาสั่นระริกขึ้นมองเขา รอยยิ้มจางๆ ที่ประดับอยู่บนริมฝีปากซีดเซียวช่างดูเปราะบางและงดงามราวกับดอกเหมยท่ามกลางพายุหิมะ
"หากเจ้า... เป็นอันใดไป... หอตำราเยือกแข็ง... และยุทธภพนี้... จะเหลือผู้ใดที่เข้าใจสัจธรรมแห่งกระบี่... เช่นเดียวกับเจ้าอีกเล่า..." เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่ละคำที่หลุดออกมาล้วนหนักแน่นและสั่นคลอนหัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนอย่างฉินมู่เฉินจนยับเยิน
ความใกล้ชิดภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือ พื้นที่แคบๆ ภายในถ้ำหินอัคนีถูกโอบล้อมด้วยลมหายใจที่กระชั้นชิด ฉินมู่เฉินไม่ลังเลอีกต่อไป เขาช้อนร่างระหงขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นเพื่อถ่ายทอดลมปราณบริสุทธิ์เข้าสู่จุดตันtianของนางเพื่อกดพิษร้าย
ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่แผ่นหลังบอบบาง ไป๋หลินฮวาสะดุ้งเฮือกเล็กน้อยยามที่กระแสลมปราณอันอบอุ่นและทรงพลังไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่ติดขัด ความเย็นยะเยือกที่กัดกินกระดูกค่อยๆ มลายหายไปทีละน้อย ทว่าในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดทางกายที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน กลับสร้างคลื่นอารมณ์บางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของวิถีเซียนขึ้นมาในจิตใจของทั้งสอง
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด แสงสีชาดจากผลึกหินสะท้อนลงบนดวงตาคู่สวยที่ฉายแววอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดในยุทธภพเคยได้รับรู้มากยิ่งกว่านี้
"มู่เฉิน..." เสียงของนางเอמהแผ่วเบา ขณะที่มือเรียวยาวของนางค่อยๆ ยกขึ้นแตะลงบนบ่ากว้างของเขาอย่างไม่รู้ตัว "เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า... แต่ข้ากลับเป็นตัวภาระให้เจ้าต้องพะวง..."
ฉินมู่เฉินสบตานางนิ่งนาน แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความระแวดระวังและบาดแผลจากอดีตที่ถูกสำนักธรรมะทรยศ ค่อยๆ หลอมละลายลงทีละน้อย ความรู้สึกผิดบาปและการโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตใจเขามาเนิ่นนาน ราวกับได้รับการเยียวยาด้วยความจริงใจอันบริสุทธิ์จากหญิงสาวตรงหน้า
"เจ้าไม่เคยเป็นภาระ..." ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มและจริงจังกว่าครั้งไหนๆ มือข้างหนึ่งของเขาละจากแผ่นหลังนาง เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าขาวนวลอย่างแผ่วเบาราวกับกลوافว่านางจะแตกสลาย "เจ้าคือเหตุผล... ที่ทำให้กระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า ยังคงชักออกจากฝักเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ... มิใช่เพื่อการแก้แค้นอันไร้จุดสิ้นสุดอีกต่อไป"
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มที่หายไปนานแรมปีของไป๋หลินฮวาค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างเต็มเปี่ยม รอยยิ้มที่งดงามราวกับน้ำแข็งนับพันปีที่กำลังผลิบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงเขาผู้เดียวในใต้หล้าที่มีสิทธิ์ได้ยลโฉม
บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง ความอบอุ่นแผ่ซ่านท่ามกลางความหนาวเหน็บของถ้ำลึก ทั้งสองขยับเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะทาบทับลงหากันเพื่อยืนยันความรู้สึกที่เก็บงำไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ
ทว่า... ในวินาทีที่ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว พื้นดินใต้ร่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินแยก!
เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสุนีบาตฟาดผ่าดังสนั่นมาจากปากถ้ำ พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาอำนาจที่เหนือกว่าพวกสำนักมารโลหิตนับร้อยเท่านักแผ่พุ่งเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณในชั่วพริบตา
ฉินมู่เฉินชักสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาคว้าจับด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างของไป๋หลินฮวามาหลบไว้ด้านหลังอย่างปกป้อง
ที่ปากถ้ำ... เงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาอัสนี ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและเศษหินที่พังทลาย ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมเงยขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก พร้อมกับกระบี่เซียนโบราณในมือที่ส่องประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า
"ศิษย์พี่ใหญ่... และเจ้าคนนอกรีตฉินมู่เฉิน..." เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน "ข้าตามหาพวกเจ้าสองคนทั่วหุบเขาอัคนี... ในที่สุด ก็พบรังรักอันอบอุ่นของพวกเจ้าเสียทีนะ..."
ขอขอบคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้ของฉินมู่เฉินนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 7
รอยยิ้มที่หายไปนาน
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!