กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 8

มุ่งสู่หุบเขาไร้ชื่อ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"ศิษย์พี่ใหญ่... และเจ้าคนนอกรีตฉินมู่เฉิน..." เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน "ข้าตามหาพวกเจ้าสองคนทั่วหุบเขาอัคนี... ในที่สุด ก็พบรังรักอันอบอุ่นของพวกเจ้าเสียทีนะ..." กลิ่นอายคาวเลือดและไอร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่ยังคงคุกกรองหลงเหลืออยู่รอบกาย แผ่ซ่านปะปนกับความเย็นเยียบของรัศมีปราณน้ำแข็ง ทว่าในห้วงเวลาอันตึงเครียดถึงขีดสุดนี้ ไม่มีผู้ใดส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกแม้แต่ครึ่งคำ ฉินมู่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำนับร้อยครา ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวสะท้อนเงาของร่างหนึ่งที่ก้าวพ้นม่านควันไฟออกมาอย่างเชื่องช้า ผู้มาเยือนคือ 'หลี่เทียนเจี้ยน' ย우เดชแห่งสำนักกระบี่นภากลาง ผู้มีชื่อเสียงในด้านความเหี้ยมโหดและวิชาดาบผ่าภูผา ร่างกายของมันกำยำล่ำสัน มือข้างหนึ่งถือกระบี่ใหญ่สลักลวดลายอสูรเพลิง ปราณแท้จริงระดับกำเนิดจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกกดดันจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น "หลี่เทียนเจี้ยน..." ไป๋หลินฮวาเอ่ยขึ้น เสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าดวงตากลับทอประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปี นางก้าวออกมาเคียงข้างฉินมู่เฉิน ชายผ้าสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัว "ปากเน่าๆ เช่นนี้ สมควรถูกตัดลิ้นทิ้งเสียตั้งแต่แรกพบ" "ฮ่าๆๆ! นังสารเลวผู้เย็นชาแห่งหอตำราเยือกแข็ง! ถึงเวลาตายแล้วยังปากกล้าได้อีกหรือ?" หลี่เทียนเจี้ยนหัวร่อเสียงดังลั่นจนผนังหินรอบหุบเขาถึงกับสั่นสะเทือน สายตาของมันกวาดมองสำรวจทั้งสองคนด้วยความริษยาและรังเกียจ "ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้สูงส่ง ยอมทรยศต่อกฎเหล็ก หลบหนีมาเสพสังวาสกับไอ้สวะนอกรีตผู้ใช้ค่ายกลมาร... เจ้าสำนักคงจะชื่นชมพวกเจ้าไม่น้อย!" ฉินมู่เฉินมิได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย มุมปากของเขายกย่องขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา เขายกมือขึ้นประสานกันอย่างใจเย็น นิ้วมือเรียวยาวดุจหยกขาวขยับวาดผ่านอากาศเบาๆ สามครั้ง คลื่นพลังอักขระสีทองจางๆ พลันปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของหลี่เทียนเจี้ยนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว "คนโง่เขลามักคิดว่าเสียงคำรามของตนคืออำนาจ..." ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทว่าบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "เจ้าคิดว่าการตามรอยพวกเรามาถึงที่นี่ได้ เป็นเพราะโชคช่วยอย่างนั้นหรือ?" หลี่เทียนเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้า พลังปราณของมันที่เคยโคจรได้อย่างคล่องแคล่วกลับติดขัดราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นมาพัน "นี่มัน... วิชาอะไรกัน?!" หลี่เทียนเจี้ยนหน้าถอดสี ร่างกายขยับเขยื้อนได้ช้าลงราวกับจมอยู่ในโคลนตมหนาทึบ "นี่คือ 'ค่ายกลพันธนาการดาราดับ' ที่ข้าใช้เวลาจัดเตรียมไว้ต้อนรับสุนัขรับใช้เช่นเจ้าโดยเฉพาะ" แววตาของฉินมู่เฉินทอประกายคมกริบดุจคมกระบี่ "ในเมื่อพวกเราจะต้องเดินทางต่อสู่ 'หุบเขาไร้ชื่อ' เพื่อค้นหาเบาะแสวิชาค่ายกลบรรพกาล ข้าก็ย่อมไม่ต้องการให้มีเศษสวะคอยเห่าหอนตามหลังให้รำคาญใจ" "บังอาจนัก!" หลี่เทียนเจี้ยนคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว มันระเบิดพลังปราณทั้งหมดที่มีออกมาจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พยายามฝืนทำลายโครงข่ายอักขระที่กำลังเรืองแสงสีทองสว่างวาบขึ้นรอบตัว ทว่ายิ่งมันดิ้นรนมากเท่าใด อักขระเหล่านั้นก็ยิ่งรัดแน่นและดู1กลืนพลังปราณของมันเข้าไปมากเท่านั้น สัจธรรมแห่งฟ้าดินสอนไว้ว่า ผู้ใดฝืนลิขิตย่อมพินาศ ผู้ใดไร้ปัญญาแต่กำหนดย่อมเป็นได้แค่เหยื่อ ไป๋หลินฮวาชำเลืองมองฉินมู่เฉินด้วยหางตา ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความเยือกชาและกำแพงในจิตใจที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองมาตลอดหลายปี ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อยต่อหน้าบุรุษผู้นี้ ผู้ซึ่งไม่เคยใช้กำลังหักหาญ แต่กลับใช้สติปัญญาและกลยุทธ์บงการทุกสิ่งไว้ในกำมืออย่างเหนือชั้น "มู่เฉิน..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา "อย่าเสียเวลากับมันเลย เบื้องหน้ายังมีเส้นทางอีกยาวไกล และหุบเขาไร้ชื่อนั้น... มีอันตรายที่น่ากลัวยิ่งกว่านี้รออยู่" "เจ้าพูดถูก หลินฮวา" ฉินมู่เฉินพยักหน้ารับ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้ายามที่เขาหันไปมองนาง ก่อนที่สายตาจะตวัดกลับมามองหลี่เทียนเจี้ยนที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง "เจ้า... เจ้าจะทำอะไรข้า?" หลี่เทียนเจี้ยนส่งเสียงสั่นพร่า เมื่อเห็นฉินมู่เฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว "ข้าไม่ได้จะฆ่าเจ้า" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แต่ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ส่งสาร... กลับไปบอกพวกมันที่สำนักกระบี่นภากลาง ว่าฉินมู่เฉินผู้นี้ ยังมีชีวิตอยู่ และบัญชีแค้นทั้งหมด... ข้าจะกลับไปชำระด้วยตัวเอง" สิ้นคำพูด นิ้วมือของฉินมู่เฉินก็ดีดออกไปคราหนึ่ง ลำแสงอักขระพุ่งทะยานเข้าสู่จุดตันเถียนของหลี่เทียนเจี้ยนอย่างแม่นยำ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหว พลังปราณนับสิบปีของหลี่เทียนเจี้ยนถูกผนึกและทำลายลงในพริบตา กลายเป็นคนไร้ค่าที่ไม่ต่างอันใดกับเศษสวะตามคำกล่าว ร่างอันไร้เรี่ยวแรงของหลี่เทียนเจี้ยนทรุดฮวบลงกับพื้น ดินฝุ่นตลบอบอวล ฉินมู่เฉินและไป๋หลินฮวาหาได้ชายตามองอีกต่อไป ทั้งสองหันหลังให้ร่างนั้น พร้อมทั้งก้าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟหายลับไปในม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้า มุ่งตรงสู่ 'หุบเขาไร้ชื่อ' สถานที่ซึ่งซ่อนความลับแห่งบรรพกาลเอาไว้ การเดินทางอันยาวไกลและอันตรายยิ่งยวดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... ทว่า ในขณะที่ร่างของทั้งสองกำลังเคลื่อนผ่านเขตชายแดนของหุบเขาไร้ชื่อ ฉินมู่เฉินก็ต้องหยุดชะงักกะทันหัน หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำด้วยสัญชาตญาณอันตรายขั้นสุดยอด เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณโบราณอันทรงพลังที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับว่ามีดวงตาคู่มหึมานับพันกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่จากความมืดมิด และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือเงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่ง กำลังยืนขวางทางพวกเขาอยู่บนยอดผาสูงชัน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา— "ในที่สุด... ข้าก็รอต้อนรับผู้สืบทอดที่แท้จริงของค่ายกลบรรพกาลเสียที..." ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%