"ในที่สุด... ข้าก็รอต้อนรับผู้สืบทอดที่แท้จริงของค่ายกลบรรพกาลเสียที..."
เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของฉินมู่เฉิน ราวกับเสียงกระซิบจากห้วงมิติอันเวิ้งว้างและไร้กาลเวลา ทว่าชายหนุ่มหาได้ตื่นตระหนกไม่ เขายังคงยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดผาเมฆา ลมปราณหมุนวนรอบกายอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังดั่งมหาสمุทรที่ซ่อนคลื่นลมพายุไว้เบื้องล่าง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้เริ่มบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นสีนิลกาฬ
หิมะโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าเกล็ดหิมะแต่ละอณูกลับสะท้อนประกายแสงสีเงินยวดยอด แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ ไป๋หลินฮวายืนอยู่เคียงข้างเขา เรือนร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนเงากับแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยว นางมิได้เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงกระบี่จันทร์กระจ่างในฝักข้างกายที่ส่งเสียงสั่นพริ้วเบาๆ ราวกับรับรู้ได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามลมหายใจ" ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งความระส่ำระสาย ราวกับกำลังกล่าวถึงดินฟ้าอากาศเสียมากกว่ากองกำลังสังหารระดับปรมาจารย์
"เจ็ดคน... ล้วนเป็นยอดฝีมือจากแดนชำระบาตร้อยสำนัก" ไป๋หลินฮวาเอ่ยเสียงเรียบ เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง ดวงตาสีรัตติกาลของนางหรี่ลงเล็กน้อย "วิชากลืนกินโลหิตของพวกมันฝึกฝนมาถึงขั้นอเวจีแล้ว เกรงว่าค่ายกลพิทักษ์หอตำราจะรับมือได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง"
"หอตำราแห่งนี้บรรจุวิชาลับสวรรค์ หากถูกทำลาย ข้าคงต้องเสียเวลาค้นหาคัมภีร์ใหม่อีกหลายเดือน" ฉินมู่เฉินมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นหาได้มีความอบอุ่นไม่ หากแต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าผู้เตรียมหลุมพรางไว้รอเหยื่อตกลงมา "แต่หลินฮวา... เจ้าวางใจเถอะ มดปลวกที่คลานเข้ามาในเขตอาคมของข้า จะไม่มีวันได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้"
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม เงาร่างเจ็ดสายก็พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆลงมาดั่งสายฟ้าฟาด เสียงแหวกอากาศหวีดหิวบาดแก้วหู แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ กดดันจนหมู่พฤกษาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นผุยผง
ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราสวมหน้ากากกระดูกอสูร นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องมองฉินมู่เฉินด้วยความแค้นเคืองและกระหายเลือด มันคือผู้ตรวจการอาวุโสแห่งสำนักธรรมะจอมปลอมที่เคยขับไล่ฉินมู่เฉินออก
"ฉินมู่เฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้า! ต่อให้เจ้าจะฉลาดเป็นกรด มีสติปัญญาเหนือล้ำเพียงใด แต่เผชิญหน้ากับกำลังรบที่เหนือกว่าถึงสเท่า เจ้าจะเอาอะไรมาต้าน!" เสียงคำรามของมันสั่นสะเทือนภูเขา ทว่าฉินมู่เฉินกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
ชายหนุ่มเพียงยกมือขึ้น นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบื้องหน้าอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงพิณอันเงียบสงบ
*วูป!*
อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นจากพื้นดิน ราวกับดวงดาวนับล้านดวงที่ถูกจุดประกายขึ้นพร้อมกันในยามวิกาล ค่ายกลบรรพกาลที่ฉินมู่เฉินแอบซ่อนและปรับแต่งไว้ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนทำงานเต็มรูปแบบในพริบตา!
"ค่ายกลพันอัสนีสลายวิญญาณ... เริ่มทำงาน"
ทันทีที่เสียงของฉินมู่เฉินหลุดจากริมฝีปาก แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สายฟ้าสีทองคำขาวขนาดเท่าลำต้นตาลพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินราวกับมังกรคลั่ง พุ่งเข้าใส่เงาร่างทั้งเจ็ดอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
"อ๊ากกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นทันที หนึ่งในยอดฝีมือฝ่ายศัตรูที่พุ่งมาอยู่แนวหน้า ถูกสายฟ้าอักขระทะลวงผ่านร่างในพริบตา ปราณคุ้มกันร่างของมันแตกสลายราวกับเศษแก้ว ร่างกายถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีโดยที่ยังไม่ทันได้สะบัดอาวุธออกด้วยซ้ำ
"ระวัง! นี่มันค่ายกลโบราณขั้นสูง!" ผู้นำหน้ากากกระดูกอสูรแผดเสียงลั่นด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด "มันวางกลลวงไว้ล่วงหน้าแล้ว! ถอย! ถอยเดี๋ยวนี้!"
"คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป โลกหล้าใบนี้มีกฎเกณฑ์เช่นนี้ด้วยหรือ?" ฉินมู่เฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างของเขายืนสง่างามอยู่เหนือกระแสอัสนีที่กำลังคำรามก้อง ท่วงท่าของเขาเย่อหยิ่ง ทะนงตน และทรงพลังจนผู้พบเห็นต้องหลั่งเหงื่อกาฬ
เขาสะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง อักขระสีทองเปลี่ยนรูปเป็นตาข่ายแสงขนาดยักษ์ ปิดกั้นเส้นทางถอยร่นทั้งหมดของพวกมัน ทิศทางของค่ายกลแปรเปลี่ยนจากรับเป็นรุก พลังปราณฟ้าดินถูกบีบอัดจนกลายเป็นใบมีดวายุคมกริบนับหมื่นเล่ม โหมกระหน่ำเข้าใส่กลุ่มมือสังหารราวกับพายุหิมะมรณะ
ไป๋หลินฮวายืนมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และมั่นคงนั้น หัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งมาตลอดหลายร้อยปี กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาอย่างช้าๆ นางสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวและความล้ำลึกในวิถีแห่งเต๋าของชายหนุ่มผู้นี้ ในสายตาของนาง ยอดฝีมือแดนชำระบาตร้อยสำนักที่ผู้คนหวาดกลัว บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกปลาที่ติดอยู่ในอวนของชาวประมง
"ฉินมู่เฉิน... เจ้าช่าง..." ไป๋หลินฮวาพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามล่มเมือง ทำให้นางเซียนผู้สูงส่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา
ผ่านไปเพียงชั่วเค้าลมหายใจ (ไม่ถึงห้านาที) เสียงกรีดร้องก็เงียบสงบลง พื้นดินบนยอดผาเมฆาถูกย้อมด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ศพของยอดฝีมือทั้งหกรายนอนกระจัดกระจาย ไร้ซึ่งลมหายใจ มีเพียงผู้นำหน้ากากกระดูกอสูรเท่านั้นที่ยังคงเหลือรอด ทว่าแขนทั้งสองข้างถูกสายฟ้าอักขระเผาไหม้จนกุด ร่างกายสะินสะท้านด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด มันคุกเข่าลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพ้างอมมองฉินมู่เฉินราวกับกำลังมองเห็นยมทูตจากขุมนรก
"เจ้า... เจ้าปีศาจ... สำนักธรรมะไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่..." เสียงมันสั่นเครือ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก
ฉินมู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ฝีเท้าของเขานุ่มนวลไร้เสียง แต่ทุกย่างก้าวกลับสร้างแรงกดดันมหาศาล เขาหยุดยืนเบื้องหน้ามัน ก้มมองลงมาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่ง
"สำนักธรรมะรึ?" ฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาฉายแววเย้ยหยัน "วันที่พวกมันหักหลังข้า สำนักธรรมะได้ตายไปจากใจของข้าแล้ว... ส่วนเจ้า บอกข้ามา ใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้ามาในคืนนี้?"
ผู้นำหน้ากากหัวเราะร่าด้วยความเจ็บปวด เลือดพุ่งทะตัก "ฮ่าๆๆ... อยากรู้เรอะ? ไปถามยมบาลเอาเองเถอะ!"
ทันใดนั้น ดวงตาของชายชราก็เบิกโพ้งขึ้น สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสั่นกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำสนิทพุ่งทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ปราณในร่างระเบิดออกเองจากภายใน!
*ตูม!*
ฉินมู่เฉินสะบัดมือสร้างม่านพลังปราณปัดกั้นเศษเนื้อและเลือดที่กระเด็นมาใส่ได้อย่างทันท่วงที ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจชั่วขณะ "วิชาสะท้อนโลหิตดับสูญ... ถูกฝังรากวิญญาณไว้ตั้งแต่แรกเพื่อปิดปากสินะ"
แม้เป้าหมายจะชิงปลิดชีพอัตโนมัติเพื่อปกปิดความลับ แต่ฉินมู่เฉินกลับมิได้แสดงความหงุดหงิดออกมาแม้แต่น้อย เขากลับก้มลงมองเศษหน้ากากกระดูกอสูรที่แตกละเอียดบนพื้น หยิบเศษชิ้นส่วนหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างใจเย็น
อักขระลับที่สลักอยู่ด้านในเศษหน้ากากนั้น... หาใช่ฝีมือของสำนักธรรมะไม่! แต่มันคือลายเส้นอักขระที่เป็นเอกลักษณ์ของ "หอคอยลับสวรรค์แดนบูรพาทิศ" สำนักลึกลับที่หายสาบสูญไปเมื่อสามร้อยปีก่อน!
ไป๋หลินฮวาก้าวเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบกวาดมองเศษชิ้นส่วนนั้น สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันที "อักขระวิญญาณโลหิต... นี่ไม่ใช่ฝีมือของคนในยุทธภพปัจจุบัน หากแต่เป็นวิชาต้องห้ามที่สูญหายไปแล้ว เหตุใดพวกมันจึงเข้ามาพัวพันกับเจ้าได้?"
ฉินมู่เฉินลุกขึ้นยืน ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลมหนาว สายตาของเขามองทอดไกลไปยังขอบฟ้าทิศบูรพาที่ความมืดมิดกำลังปกคลุม มิติเบื้องหนĭตříเริ่มสั่นไหวแปลกประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามวิกาลที่ควรจะมีเพียงหิมะโปรยปราย กลับปรากฏเสียงคำรามก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว... แต่ไม่ใช่เสียงจากธรรมชาติ! มันคือเสียงกลองศึกโบราณที่ดังมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน!
และในวินาทีต่อมา เมฆหมอกทิศบูรพาก็ฉีกขาดออกเป็นทางยาว ร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่าม ปักลายหงส์เพลิงเก้าหัว ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติทีละก้าว พร้อมกับแรงกดดันระดับเซียนแท้จริงที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดินจนลมหายใจของสรรพชีวิตแทบหยุดชะงัก!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมาครับ / หมึกทองคำข้ามภพ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 9
กับดักลวงสังหาร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!