“เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่า... เพลงกระบี่ ‘จันทร์ดับสลาย’ ของเจ้าสำนักมีจุดบอดที่ตำแหน่งชีพจรเทียม?”
ฉินมู่เฉินวางจอกสุราลงบนโต๊ะหินแกรนิต เสียงกระทบกันของกระเบื้องดังแว่วท่ามกลางความเงียบงันของหอตำราเยือกแข็ง ดวงตาคมกริบดุจกระบี่กล้าจับจ้องใบหน้างามสง่าของไป๋หลินฮวาที่บัดนี้ไร้ซึ่งสีเลือด นางขยับกายเข้าใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในหิมะที่ติดตัวนางมาดูจะจางหายไปแทนที่ด้วยไอเย็นเยือกจากความลับที่นางแบกรับไว้
ไป๋หลินฮวาสูดลมหายใจลึก ดวงตาสีมรกตวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ “ข้าเฝ้าดูบันทึกโบราณในหอตำรามานานนับร้อยปี กว่าจะค้นพบว่าเพลงกระบี่ที่เจ้าสำนักเชิดชูนักหนานั้น หาใช่ศาสตร์แห่งความบริสุทธิ์ไม่ แต่มันถูกหล่อเลี้ยงด้วย 'โลหิตวิญญาณ' ของศิษย์ในสำนักที่ถูกคัดเลือกมาสังเวย... ทุกครั้งที่เขาชักกระบี่ จิตของเขาจะเชื่อมต่อกับกระบี่เทพผ่านจุดชีพจรเทียมที่เขาสร้างขึ้นกลางอก หากกระแทกจุดนั้นให้แตกสลายในจังหวะที่เขารวบรวมปราณกระบี่ กระบี่เทพจะไม่เพียงแต่หยุดชะงัก แต่มันจะย้อนกลับไปทำลายจิตวิญญาณของผู้ถือครองจนสิ้น”
ฉินมู่เฉินนิ่งงัน ความคิดของเขาแล่นปราดดุจสายฟ้าฟาดในสมอง ทฤษฎีค่ายกลและยันต์อักขระที่เขาศึกษานำมาประมวลผลทันที หากจุดชีพจรเทียมเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลมนุษย์เช่นนั้น การทำลายมิใช่เพียงแค่การใช้กำลัง แต่คือการขัดขวางการไหลเวียนของลมปราณด้วย 'ยันต์สุญญตา'
“เจ้ากำลังเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อข้า” เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ไป๋หลินฮวายิ้มบาง เป็นยิ้มที่เศร้าสร้อยและเปี่ยมด้วยความภักดี “หากต้องเลือกระหว่างความภักดีที่เน่าเฟะกับบุรุษที่ข้า... ที่ข้าเลือกจะฝากชีวิตไว้ ข้าไม่จำเป็นต้องลังเลเลยสักวินาที”
บรรยากาศในหอตำราพลันหนักอึ้งขึ้นฉับพลัน ลมหนาวพัดกระโชกผ่านหน้าต่างที่ปิดสนิทจนฝุ่นละอองกระจายตัว ฉินมู่เฉินลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาส่งกลิ่นอายปราณที่สงบนิ่งแต่ลึกซึ้งดุจห้วงมหาสมุทร เขาหยิบกระดาษยันต์สีทองเปล่าออกมา วาดลวดลายอักขระด้วยปลายนิ้วที่ปรายด้วยปราณกระบี่ อักขระเหล่านั้นเปล่งแสงวาบสลับดับราวกับหัวใจที่กำลังเต้นเร้า
“หากพรุ่งนี้เขาจะเริ่มพิธีท้าประลอง” ฉินมู่เฉินเอ่ยพลางยัดเยียดม้วนกระดาษยันต์ใส่มือนาง “จงนำยันต์นี้ไปวางไว้ที่ฐานรูปปั้นบรรพชนหลังเขา เมื่อข้าเริ่มกระบวนท่า มันจะทำหน้าที่ดูดซับปราณในรัศมีรอบๆ จนจุดเชื่อมต่อของเขาว่างเปล่า แต่เจ้าต้องระวังตัว... พลังปฏิกิริยาของค่ายกลนี้อาจทำให้เจ้าบาดเจ็บสาหัสได้”
“ข้าไม่กลัว” นางตอบเพียงสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับภูผา
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะแยกจากกัน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูหอตำรา ไป๋หลินฮวาหน้าถอดสีทันที นางรู้ดีว่าจังหวะนี้ไม่ควรมีใครมาเยือน และเสียงฝีเท้าที่สัมผัสพื้นราวกับขนนกเช่นนี้ มีเพียงบุคคลเดียวในสำนักที่ทำได้
ประตูปรากฏรอยร้าวและแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงกดดันจากปราณที่รุนแรงจนอากาศสั่นไหว ร่างของชายชราในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่เทพที่แผ่ไอสังหารออกมาเป็นระลอก
“เจ้าสำนัก...” ไป๋หลินฮวาอุทานเบาๆ
ชายชราผู้นั้นมิได้มองนาง เขากลับจ้องมองไปที่ฉินมู่เฉินด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก “ศิษย์นอกรีตผู้อาจหาญนำความลับของสำนักไปปรึกษาหารือกับสตรีผู้ทรยศต่ออุดมการณ์... วันนี้เจ้าสองคนคงต้องชดใช้ด้วยการกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวกระบี่เสียแล้ว”
เขากระชับกระบี่ในมือ เสียงฝักกระบี่ที่กระทบกันดัง ‘กริ๊ก’ ดังก้องในโสตประสาท ความกดดันมหาศาลบีบอัดจนหน้าอกของฉินมู่เฉินแทบแหลกสลาย ทว่าเขากลับเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างท้าทาย
ฉินมู่เฉินชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกมา แรงกดดันที่ควรจะทำให้เขาสยบกลับถูกเปลี่ยนทิศทางด้วยอักขระที่เขาวางล้อมตัวไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในห้องนี้ เขาไม่ได้สู้ด้วยพลังปราณ แต่เขาสู้ด้วยกฎเกณฑ์ของฟ้าดินที่เขารังสรรค์ขึ้นเอง
“เจ้าสำนัก ท่านมั่นใจหรือว่ากระบี่ในมือท่าน คือสิ่งที่ท่านควบคุมได้จริงๆ?” ฉินมู่เฉินถามพร้อมกับกระตุกยิ้ม ก่อนจะกดปลายนิ้วลงบนอักขระที่พื้น
ทันใดนั้น แสงสีทองจากยันต์ที่เขาซ่อนไว้รอบหอตำราก็พุ่งทะยานขึ้นเป็นตาข่ายค่ายกลขังร่างของจ้าวสำนักไว้ แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ... ทันทีที่ตาข่ายทองคำสัมผัสตัวจ้าวสำนัก กระบี่เทพในมือของชายชรากลับไม่ได้สั่นสะเทือน แต่กลับเปล่งแสงสีเลือดออกมาคลุมร่างของฉินมู่เฉินไว้จนมืดมิด!
“เจ้าโง่... เจ้านึกว่ามีเพียงเจ้าที่รู้เรื่องชีพจรเทียมงั้นรึ?” จ้าวสำนักหัวเราะก้อง แววตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน “กระบี่เล่มนี้ไม่ได้รอคนมาทำลาย... มันรอ 'ภาชนะ' ที่เหมาะสมมาสังเวยต่างหาก!”
ร่างของฉินมู่เฉินกระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ ในขณะที่ไป๋หลินฮวากรีดร้องและพุ่งตัวเข้ามาหมายจะช่วย แต่กลับถูกกำแพงปราณสีเลือดกระแทกจนกระเด็นออกไปทางหน้าต่างหอตำราที่พังทลาย
ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงในความพินาศ แต่แล้วในเสี้ยววินาทีที่สติของฉินมู่เฉินกำลังจะดับวูบลง อักขระสีทองที่เขาวาดไว้ในใจกลับหมุนวนกลับทิศทาง พลิกผันจากค่ายกลทำลายกลายเป็นค่ายกล 'ดูดกลืนวิญญาณ' ที่เขาแอบสร้างไว้เป็นแผนสำรองฉบับสุดท้าย!
เขารวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้าย พลางกระซิบคำสั่งผ่านจิตที่เชื่อมต่อกับกระบี่ไร้ลักษณ์ “แดกกิน... ทุกอย่างให้หมด”
กระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มดูดกลืนไอสีเลือดจากกระบี่เทพของจ้าวสำนักเข้าสู่ร่างฉินมู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง ความลับของกระบี่เทพที่แท้จริงหาใช่การเป็นอาวุธสังหาร แต่มันคือการแลกเปลี่ยนพลังชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้น และในตอนนี้... ใครจะเป็นฝ่ายกลืนกินใครกันแน่?
ความเข้มข้นของการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะอุบัติขึ้น และรอยแยกที่เกิดขึ้นบนกระบี่เทพในมือจ้าวสำนัก ก็กำลังบอกใบ้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความทรงจำของสำนักแห่งนี้ที่แม้แต่ตัวจ้าวสำนักเองยังไม่เคยล่วงรู้!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมยุทธภพมากับผมนะครับ หมึกทองคำข้ามภพสัญญาว่าจะนำทุกท่านไปสู่บทสรุปที่ไม่มีวันลืมเลือนในตอนหน้าครับผม
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 26
ความลับของกระบี่เทพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!