"แก่นแท้ของค่ายกล... มิใช่การกักขังพลัง หากเป็นการเข้าใจความว่างเปล่าที่ห่อหุ้มมันไว้"
เสียงทุ้มต่ำของฉินมู่เฉินดังก้องกังวานท่ามกลางความมืดมิดของห้วงมิติที่บิดเบี้ยว ร่างในชุดคลุมสีหมึกของเขาไม่ได้สั่นเทาแม้แต่น้อย แม้เบื้องหน้าจะคือม่านพลังโบราณ "ค่ายกลกักขังโลก" ค่ายกลระดับบรรพกาลที่สามารถบดขยี้เซียนผู้บรรลุวิถีให้กลายเป็นจุลได้ในพริบตา ปลายเรียมนิ้วของเขากรีดกรายกลางอากาศ วาดอักขระทองคำเก้าสิบเก้าตัวที่หลอมรวมจากโลหิตและจิตวิญญาณ อักษรแต่ละตัวเปล่งประกายเจิดจ้าเสียดแทงความมืดมิด ราวกับดวงดาวนับอนันต์ที่กำลังร่วงหล่นลงมาเผาผลาญความโสมมของยุทธภพ
ณ เบื้องหลังเขา ห่างออกไปสามสุสานกระบี่ ไป๋หลินฮวา ยืนสง่างามดั่งเทพเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางต้องสายลมปราณโบราณจนปลิวไสว ใบหน้างามล้ำเลิศที่มักจะเยียบเย็นและไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับเจือด้วยร่องรอยแห่งความกังวลอย่างปิดไม่มิด ดวงตาสงบนิ่งคู่นั้นสะท้อนภาพแผ่นหลังของบุรุษผู้ทะนงตนผู้นั้น—บุรุษผู้แบกรับความอยุติธรรมของโลกหล้าไว้บนบ่าเพียงลำพัง
"มู่เฉิน... มันอันตรายเกินไป" เสียงของนางเอ่ยแผ่วเบา ไพเราะดั่งเสียงหยกกระทบกัน แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นตลอดหลายร้อยปีของการบำเพ็ญเพียร
ฉินมู่เฉินไม่หันกลับไปมอง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างจางเบา "หลินฮวา บนเส้นทางฝืนลิขิตฟ้าดินนี้ มีสิ่งใดบ้างที่ไม่,อันตราย สำนักธรรมะที่เจ้าสังกัดขับไล่ข้า ผู้คนในยุทธภพตราหน้าว่าข้าคือมารร้าย... หากข้าไม่ทำลายโซ่ตรวนนี้ด้วยสองมือตนเอง วันหน้าพวกเราก็คงเป็นได้เพียงหุ่นเชิดในกำมือของพวกมัน"
สิ้นคำกล่าว ร่างของฉินมู่เฉินก็พุ่งทะยานเข้าหาม่านพลังสีนิลกาฬทันที!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ค่ายกลกักขังโลกแผ่ซ่านไอสังหารสีดำทมิฬออกมาต้านทาน อักขระทองคำที่ฉินมู่เฉินโปรยปรายลงไปปะทะเข้ากับโครงสร้างหลักของค่ายกลเกิดเป็นประกายไฟสีม่วงพุ่งทะยานเสียดฟ้า แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หินผารอบด้านแตกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา นี่คือการปะทะกันระหว่างปัญญาแห่งยถากรรมกับพลังอันเกรียงไกรของยุคโบราณ
ฉินมู่เฉินกัดฟันแน่น กระแสโลหิตอุ่นๆ ไหลรินจากมุมปากของเขา แรงสะท้อนกลับของค่ายกลกำลังฉีกกระชากเส้นชีพจรและอวัยวะภายในของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของค่ายกลนี้อยู่ที่ใด—ศูนย์กลางความสมดุลที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานศิลาเก้าสวรรค์
"แตกซะ!"
เขาคำรามลั่นในลำคอ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อสุดแรงเกิด อักขระตัวสุดท้ายพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตายของค่ายกลราวกับดาวตกผ่าความมืด
*โครมคราม—!*
เสียงคำรามสุดท้ายดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ม่านพลังสีนิลกาฬที่ตั้งตระหง่านมานับหมื่นปีค่อยๆ เกิดรอยร้าวขึ้น จากนั้นจึงขยายวงกว้างออกไปราวกับใยแมงมุม ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองและสีดำที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรดปราน
ในวินาทีนั้นเอง... พลังงานมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ค่ายกลก็ทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก!
กระแสปราณโบราณอันบริสุทธิ์แต่ดุดันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา เปลี่ยนเมฆฝนสีเทาให้กลายเป็นทะเลเพลิงสีคราม อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเป็นสุญญากาศขนาดใหญ่ แรงระเบิดทางจิตวิญญาณแผ่ขยายออกไปไกลนับร้อยลี้ ทำให้ยอดฝีมือสำนักต่างๆ ที่ซุ่มอยู่โดยรอบต่างต้องกระอักเลือดออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก
ฉินมู่เฉินถูกคลื่นพลังมหาศาลซัดกระเด็นถอยหลัง ร่างของเขาร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ทว่าไป๋หลินฮวาเร็วกว่า นางพุ่งตัวเข้ามาโอบอุ้มนายเหนือหัวแห่งดวงใจไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทันท่วงที ปราณเซียนบริสุทธิ์ของนางแผ่ซ่านออกไปเพื่อช่วยสกัดกั้นแรงกระแทกที่เหลืออยู่
"เจ้า... โง่เขลายิ่งนัก" ไป๋หลินฮวาเอ่ยเสียงสั่นระริก ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหยาดน้ำใส แม้นางจะเป็นเซียนผู้สูงส่ง แต่ในยามนี้ นางเป็นเพียงสตรีผู้หวาดกลัวการสูญเสียบุรุษผู้นี้ไป
ฉินมู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา แม้ใบหน้าจะซีดเผือดไร้สีเลือด เขายกมือขึ้นเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก ก่อนจะมองไปยังทิศทางใจกลางพลังงานที่กำลังหมุนวน
"ข้าไม่โง่หรอกหลินฮวา..." เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น "เพราะข้าเดิมพันด้วยชีวิต... และข้าก็ชนะแล้ว"
พลังงานที่ทะลักออกมามิได้ทำลายล้าง แต่กำลังหลอมรวมเข้ากับร่างของฉินมู่เฉิน ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดจากขอบเขตบรรลุสู่ขั้นมหาเซียนบรรพกาล ไอพลังกดดันระดับที่ฟ้าดินต้องสั่นสะท้านแผ่ออกมาจากร่างของเขา ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังโล่งใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ทันใดนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันมืดสนิทลงในพริบตา
เมฆทมิฬหนาทึบรวมตัวกันเป็นรูปเกลียวคลื่นขนาดมหึมา สายฟ้าสีเลือดเก้าสายผ่าลงมาบรรจบกัน ณ จุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนมาจากห้วงมิติที่ลึกยิ่งกว่า—เสียงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน ณ ที่แห่งนี้
"ทำได้ดีมาก... เจ้าหนูตระกูลฉิน ขอบคุณที่ช่วยเปิดประตูบานนี้ให้พวกเรา"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้มาด้วยกันนะครับ และขอให้เตรียมใจไว้ให้พร้อมสำหรับบทสรุปในตอนหน้า หมึกทองคำข้ามภพสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอนครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 27
จุดแตกหัก
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!