“เจ้าคิดว่ากระบี่เล่มเดียว จะต้านทานยอดฝีมือหนึ่งพันชีวิตได้หรือ ฉินมู่เฉิน?”
เสียงของแม่ทัพต้วนเหยียนดังกึกก้องประหนึ่งอัสนีบาตฟาดลงกลางใจสำนักกระบี่ลอยฟ้า กองทัพสีดำทมิฬนับพันยืนตระหง่านล้อมรอบวงศิลาใจกลางหุบเขา เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดั่งเสียงมัจจุราชกำลังลับมีด ความกดดันจากปราณกระบี่นับพันสายพุ่งเป้าตรงมาที่ร่างของชายหนุ่มผู้ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางลานกว้าง
ฉินมู่เฉินไม่ได้หันไปมองแม่ทัพต้วนแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือ มือซ้ายของเขาขยับวาดลวดลายในอากาศอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ราวกับกำลังวาดเส้นสายของชะตากรรมลงบนผืนผ้าใบที่มองไม่เห็น
“กระบี่เล่มเดียวอาจไม่เพียงพอ...” ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำในยามไร้ลม “แต่หากมีเพียง ‘อักขระ’ เพียงจุดเดียวที่ถูกที่... ก็เพียงพอจะทำให้โลกทั้งใบต้องสั่นสะเทือนแล้ว”
เขาสะบัดนิ้วมือครั้งสุดท้าย ลายเส้นสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนจะพุ่งหายเข้าไปในแผ่นดินดั่งอสรพิษมุดดิน
“ฆ่า!”
สิ้นคำสั่ง กองทัพนับพันพุ่งทะยานเข้าหาเขาพร้อมกันราวกับคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ปราณอาวุธนับพันสายฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถึงตัวฉินมู่เฉิน พื้นดินใต้เท้าของเขากลับส่องประกายสีครามวาบขึ้น
*ตึง!*
เสียงคล้ายระฆังทองคำยักษ์ดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนจากค่ายกล ‘พันธนาการดาราผกผัน’ ปะทุขึ้นจากพื้นดิน กลายเป็นโดมพลังงานโปร่งใสที่ผลักดันร่างของเหล่าจอมยุทธ์นับพันให้กระเด็นถอยหลังไปพร้อมกันด้วยแรงมหาศาล
“นี่มัน... ค่ายกลอะไรกัน!” แม่ทัพต้วนร้องคำรามด้วยความตระหนก
ฉินมู่เฉินไม่รอช้า เขาเดินย่างสามขุมไปข้างหน้า ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดิน อักขระสีทองก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกบัวบาน “อักขระพันธนาการ สยบวิญญาณดื้อรั้น สองหมื่นหนึ่งพันจุดข่ายใยที่พวกเจ้าเหยียบย่ำอยู่... คือสุสานของพวกเจ้าเอง”
จากมุมมืดของยอดไม้ ไป๋หลินฮวายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่สั่นไหว นางเซียนผู้เย็นชาผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อกิเลส บัดนี้หัวใจของนางกลับเต้นรัวแรงจนเจ็บปวด ยามเห็นบุรุษผู้เดียวที่นางมอบใจให้กำลังเผชิญหน้ากับพายุแห่งคมอาวุธด้วยความสงบนิ่งที่น่าเกรงขาม นางปรารถนาจะรุดเข้าไปเคียงข้างเขา แต่กระแสลมปราณที่ฉินมู่เฉินสร้างขึ้นนั้นรุนแรงและลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้ใดจะแทรกตัวเข้าไปได้
“มู่เฉิน... เจ้าทำถึงเพียงนี้เพื่อข้า... เพื่อรักษาสัจจะของเรางั้นหรือ” นางพึมพำ น้ำเสียงแฝงความอาดูรและเทิดทูน
กลางสมรภูมิ ฉินมู่เฉินสะบัดมือขวา กระบี่ไร้ลักษณ์เปล่งประกายสีเงินยวงลากเป็นเส้นตรงผ่านอากาศ อักขระที่เขาวางไว้เริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น กองทัพนับพันที่เพิ่งตั้งตัวได้ กลับพบว่าแขนขาของตนถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น แรงกดดันมหาศาลจากฟ้าดินถาโถมลงมาดั่งภูเขาพันลูกกดทับจนจอมยุทธ์เหล่านั้นทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมกัน
“วิถีกระบี่ของข้า มิใช่การฆ่าฟันเพื่อเบียดเบียน แต่คือการสยบความพยศของผู้อื่นด้วยปัญญา” เขากล่าวพลางเหลือบมองไปยังเงาร่างที่คุ้นเคยบนยอดไม้ แววตาของเขาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนแสงลงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเด็ดขาดอีกครั้ง
“แม่ทัพต้วน ถึงเวลาที่ท่านต้องเลือกแล้ว ระหว่างการรักษาเกียรติที่ไร้ความหมาย หรือการถอยกลับไปเพื่อรักษาชีวิตของคนนับพันที่เหลืออยู่”
แม่ทัพต้วนกัดฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอัปยศ แต่เมื่อเขาเห็นประกายสังหารที่เล็ดลอดออกมาจากกระบี่ของฉินมู่เฉิน เขาถึงกับขนลุกซู่ มันมิใช่แค่ความเก่งกาจ แต่มันคือการควบคุมมิติและเวลาด้วยอักขระเวทที่เหนือชั้นกว่าวิชาเซียนใดๆ ในยุทธภพนี้
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะยุติลงด้วยชัยชนะของฉินมู่เฉิน เสียงดีดพิณอันคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากทิศตะวันออก เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งที่กำลังละลายในนรก
“ฉินมู่เฉิน... เจ้าเก่งกาจนักเรื่องค่ายกล ทว่าเจ้าลืมไปหรือไม่... ว่ายันต์อักขระที่สลักไว้ด้วยเลือดของผู้ทรยศนั้น ย่อมนำมาซึ่งทัณฑ์ที่เลวร้ายที่สุด”
ร่างของชายชราในชุดสีเทาซีดปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า เขาคือปรมาจารย์แห่งหอหมื่นพิษ ผู้ที่ฉินมู่เฉินคิดว่าดับสูญไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน ในมือของเขาถือ ‘ยันต์สุริยันต์ดับสูญ’ ที่กำลังส่องแสงสีเลือดที่ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน
ฉินมู่เฉินชะงัก กระบี่ในมือสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อเขาสัมผัสได้ว่าค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นกำลังถูกย้อนรอยด้วยอักขระที่เข้มข้นกว่าจากศัตรูที่คาดไม่ถึง
ไป๋หลินฮวาที่เฝ้ามองอยู่รีบพุ่งตัวลงมา “มู่เฉิน! ระวัง!”
ทว่าไม่ทันการ ร่างของแม่ทัพต้วนที่ควรจะพ่ายแพ้กลับยิ้มเหี้ยม เขากระชากกระบี่ของตนเองออกมาแล้วแทงทะลุหน้าอกของแม่ทัพกองหน้าข้างๆ ตนเอง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดลงบนพื้นอักขระของฉินมู่เฉิน และนั่น... คือการเปลี่ยนค่ายกลสยบ ให้กลายเป็นค่ายกลสังหารที่จะแผดเผาทุกสิ่งที่อยู่ในอาณาเขต รวมถึงตัวฉินมู่เฉินเอง
เลือดเริ่มเดือดพล่าน อักขระสีทองเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ฉินมู่เฉินกระอักเลือดคำโตออกมา เขาหันไปสบตากับไป๋หลินฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกดึงดูดเข้าสู่ใจกลางของวังวนแห่งพลังที่เขาสร้างขึ้นเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมยุทธภพมากับผมนะครับ หมึกทองคำข้ามภพสัญญาว่าจะนำทุกท่านไปสู่บทสรุปที่ไม่มีวันลืมเลือนในตอนหน้าครับผม
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 24
เล่ห์เหลี่ยมเหนือเมฆา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!