กลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับความเย็นยะเยือกจนแทบกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง คือสิ่งแรกที่ทักทายผู้มาเยือน หอตำราหิมะโปรยตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการแห่งกาลเวลา ชั้นหนังสือสูงตระหง่านนับสิบจดเพดาน ถูกปกคลุมด้วยอาคมป้องกันถึงเจ็ดชั้นเจ็ดคณาจารย์ ทว่าสำหรับฉินมู่เฉินแล้ว อาคมระดับนี้เป็นเพียงเส้นด้ายบางเบาที่เขาสามารถก้าวผ่านได้โดยไม่ต้องออกแรงสะบัดข้อมือด้วยซ้ำ
*"เพราะคนที่จะปลิดชีพเจ้า... ต้องเป็นมือของข้าแต่เพียงผู้เดียว"*
วาจานั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของเขา แม้ลมหายใจจะผ่านพ้นจากลานประลองเมื่อครู่มาแล้ว ความแค้นจากสำนักธรรมะจอมปลอมที่เคยหักหลังยังคงหล่อเลี้ยงหัวใจดวงนี้ให้เต้นระรัวในจังหวะที่เยือกเย็นและอันตราย แต่เป้าหมายในยามนี้ไม่ใช่การล้างบางเศษสวะเหล่านั้น ทว่าคือการไขว่คว้าเคล็ดวิชาดาราจักรที่ซ่อนเร้นอยู่ ณ ชั้นสูงสุดของหอตำราแห่งนี้
"ก้าวเท้าซ้ายสามส่วน บิดข้อมือขวาห้าส่วน หากเจ้ายังฝืนเดินหน้าต่อด้วยวิถีปราณหยางสุทธิ เกรงว่าเส้นชีพจรโลหิตของเจ้าคงระเบิดเป็นจุลก่อนจะได้แตะต้องตำราเล่มแรกเสียอีก"
เสียงหนึ่งดังขึ้น ทุ้มนุ่มแต่เย็นเยียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่านหุบผาน้ำแข็ง ไม่มีร่องรอยของความตกใจที่เห็นคนแปลกปลอมบุกรุกเข้ามา มีเพียงความเรียเฉยที่น่าสะพรึงกลัว
ฉินมู่เฉินชะงักฝีเท้า ปลายรองเท้าผ้าดิบหยุดลงห่างจากเขตอาคมวงเวียนโลหิตเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของเสียง
ร่างหงส์ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวดอกเหมันต์กำลังยืนอยู่หลังโต๊ะเขียนอักษรไม้จันทน์หอม นางเซียนไป๋หลินฮวา... สตรีผู้คุมหอตำราเยือกแข็ง ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า 'บุปผาพันปีไร้ใจ' เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกสลักลายเมฆา ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก นัยน์ตาสีเทาอ่อนคู่ดุจกระจกเงาสะท้อนภาพของเขาอย่างไร้คลื่นอารมณ์ นางมิได้ถือกระบี่ ทว่ารัศมีปราณรอบกายกลับคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่นับร้อยเล่มรวมกัน
"ข้าหาได้ใช้ปราณหยางสุทธิไม่" ฉินมู่เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเกรงกลัว ทรงภูมิและเปี่ยมด้วยความมั่นใจในระดับที่ทำให้คิ้วเรียวของนางเซียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "สิ่งที่ข้าใช้... คือวิถีแห่งความว่างเปล่าต่างหาก แม่นางไป๋"
"สามหัน!" ไป๋หลินฮวาแค่นเสียงเยียบเย็น นางสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว มวลพลังปราณอัดแน่นด้วยความเย็นยะเยือกนับพันปีก็พุ่งเข้าใส่ฉินมู่เฉินราวกับพายุหิมะกลืนกินแผ่นดิน แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมลมปราณให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
ฉินมู่เฉินไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวดุจหยกสลักดีดออกอย่างรวดเรุดดั่งสายฟ้าแลบ ปลายเล็บวาดผ่านอากาศเป็นอักขระโบราณสีทองอร่ามสามตัวกลางอากาศ
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังความเย็นปะทะเข้ากับยันต์อักขระเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสีฟ้าครามและแสงสีทองสาดส่องสะท้อนผนังหอตำราจนเกิดเงาร่างบิดเบี้ยว ทว่ามวลพายุหิมะกลับถูกหยุดยั้งไว้ได้ด้วยอักษรสามตัวนั้นราวกับมีกำแพงไร้ลักษณ์กั้นขวาง
ไป๋หลินฮวานัยน์ตาไหววับเป็นครั้งแรก นางมองอักขระสีทองที่ยังคงลอยเด่นกลางอากาศด้วยความประหลาดใจระคนตกตะลึง วิชาอักขระเช่นนี้สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าสามร้อยปีแล้ว เหตุใดชายหนุ่มผู้มีอายุไม่ถึงสามสิบปีผู้นี้จึงสำแดงมันออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญและไร้ที่ติถึงเพียงนี้?
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" ไป๋หลินฮวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างระหงก้าวออกมาจากหลังโต๊ะ รัศมีรอบกายแผ่ขยายกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "การบุกรุกหอตำราหิมะโปรยมีโทษสถานเดียวคือความตาย แต่หากเจ้าตอบไม่ตรงคำถาม... ความตายของเจ้าจะทรมานยิ่งกว่าตกนรกหมื่นขุม"
ฉินมู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นทั้งเย่อหยิ่ง ทระนง และแฝงความเย้าแหย่ที่ทำให้หัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาถึงกับกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"หากข้าบอกว่า... ข้าคือคนที่ฟ้าดินส่งมาเพื่อละลายน้ำแข็งในใจของเจ้าเล่า แม่นางไป๋... เจ้าจะเชื่อหรือไม่?"
บรรยากาศภายในหอตำราพลأنเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋หลินฮวากัดริมฝีปากแน่น มือเรียวยื่นออกไปกุมด้ามกระบี่น้ำแข็งที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในอก นางไม่เคยปล่อยให้ชายใดเข้าใกล้ในระยะสามก้าวได้มาก่อน แต่วันนี้... ชายหนุ่มผู้นี้กลับยืนอยู่ตรงหน้า ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตของนาง กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับมีพายุฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
ฉินมู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหลังมือของนางที่กำลังกุมด้ามกระบี่ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อเยือกเย็นของนางไปถึงขั้วหัวใจ ไป๋หลินฮวาสั่นสะท้านเฮือก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและสับสน นางสะบัดหน้าจะถอยหนี ทว่ามือแกร่งของเขากลับรวบจับข้อมือของนางไว้อย่างมั่นคงแต่นุ่มนวล
"อย่าขยับ..." เสียงกระซิบของเขาชิดริมฝีปากของนาง อ่อนโยน ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยอำนาจครอบงำ "เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... ชีวิตและจิตวิญญาณของเจ้า จะไม่มีวันหลุดพ้นจากเงื้อมมือของข้าอีกแล้ว"
*ฉับพลันนั้นเอง!*
พื้นไม้โบราณเบื้องล่างหอตำราก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับปรากฏการณ์ประหลาด... ท้องน้ายามราตรีที่ควรจะมืดมิด กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉาน แสงกระบี่สีชาดพุ่งทะยานจากเบื้องล่างขึ้นมาสู่ชั้นสูงสุด ทะลวงเพดานหอตำราจนกระจุยกระจาย พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันดั่งอสูรร้ายที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ไป๋หลินฮวา! คิดไม่ถึงว่าหอตำราหิมะโปรยของเจ้าจะมีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญมาร่วมสนุกด้วย!"
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบสายพุ่งทะยานผ่านช่องโหว่ของเพดานเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา ผู้นำกลุ่มคือนักฆ่าสวมหน้ากากอสูรโลหิต มือข้างหนึ่งถือกระบี่อาบพิษที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องมาที่ฉินมู่เฉินและไป๋หลินฮวาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ไป๋หลินฮวาสีหน้าเปลี่ยนสีทันที นางดึงมือกลับและเตรียมชักกระบี่น้ำแข็งออกมารับมือ ทว่าฉินมู่เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ นัยน์ตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงประกายความเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่าฝูงนักฆ่าเบื้องหน้า
"ช้าก่อน..." ฉินมู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่ปลายนิ้วสะบัดออกเบาๆ ส่งยันต์อักขระสีทองนับร้อยแผ่นกระจายตัวออกไปปิดผนึกทางออกทุกด้านในพริบตา "พวกมันไม่ได้มาเพื่อสังหารเจ้า..."
เขาหันไปมองหน้ากากอสูรโลหิตด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"...แต่พวกมันมาเพื่อเป็นสักขีพยานในวันที่ข้า... จะเหยียบย่ำเศษสวะแห่งสำนักมารให้จมธรณีต่างหาก"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่อันไร้ลักษณ์นี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 2
นางเซียนผู้ไร้ไออุ่น
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!