..."หากพวกมันคิดว่าการส่งเศษสวะมาเป็นกองทัพจะทำให้ข้าหวั่นเกรง พวกมันคงประเมินความแค้นสามร้อยปีของหอคอยกระบี่ไร้ลักษณ์ต่ำเกินไปแล้ว"
เสียงของฉินมู่เฉินสะท้อนก้องกังวานอยู่ในความมืดมิดของหอตำรา ชั้นเก้า ชั้นสูงสุดที่แม้แต่ผู้วโ섭แห่งสำนักยังมิอาจกMยกล้ำเข้ามาได้โดยพละการ เบื้องหน้าของเขามีเพียงชั้นหนังสือโบราณที่ส่งกลิ่นอายอับชื้นของกระดาษเก่าแก่และคราบโลหิตแห้งกรัง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาหาใช่ตำราเซียนเหล่านี้ไม่ หากเป็นร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู ที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างกระจกศิลา
ไป๋หลินฮวา นางเซียนผู้คุมหอตำราเยือกแข็ง ผู้ซึ่งชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งเก้าสวรรค์ว่าเย็นชาไร้หัวใจ ยามนี้นางกำลังทอดสายตามองออกไปเบื้องล่าง ที่ซึ่งกลุ่มศิษย์สายตรงของสำนักมารกำลังตั้งค่ายกลปิดล้อมยอดเขา เพื่อรอเวลาให้เขาเดินออกไปรับความตาย
"เจ้ากล้าดียังไงถึงเหยียบย่างเข้ามาที่นี่..." เสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบราวกับสายน้ำในฤดูเหมันต์ที่ถูกแช่แข็งด้วยพลังปราณนับหมื่นปี "หอตำราแห่งนี้มิใช่สนามประลองยุทธ์ของพวกสำนักมาร และเจ้า... ก็มิใช่แขกที่ได้รับเชิญ"
ฉินมู่เฉินไม่สะท้านต่อออร่ากดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง เขายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ฝีเท้าแต่ละก้าวทิ้งร่องรอยประกายอักขระสีทองจางๆ เอาไว้บนพื้นหินอ่อน ทะนงตนในวิถีกระบี่ และมั่นใจในสติปัญญาที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในใต้หล้า
"หากข้าเป็นเพียงแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ ไฉนยันต์ดาราคุ้มกันเก้าชั้นฟ้าที่ท่านปักไว้ที่ประตูทางเข้า จึงยอมเปิดทางให้ข้าเดินขึ้นมาถึงที่นี่ได้เล่า แม่นางไป๋" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากเล็กน้อย
ร่างระหงสะท้านเฮือกเล็กน้อย ไป๋หลินฮวาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายแววไหวระริกราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป นางจ้องมองบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันดر์ดิ่งลึก ดวงตาคู่นั้นของเขามีประกายแห่งความจริงใจที่ยากจะหาได้จากผู้ฝึกตนคนใดในยุทธภพ
"เจ้ามันบ้า..." นางเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรวบรวมลมปราณเพื่อกดดันเขาให้ถอยกลับไป "เจ้าก็รู้ว่าการท้าประลองปัญญาในค่ายกลหอตำราแห่งนี้ หมายถึงอะไร หากเจ้าแพ้... วิญญาณของเจ้าจะถูกผนึกไว้ในศิลาบรรพกาลชั่วนิรันดร์ ไม่ได้ผุดได้เกิด!"
"แล้วถ้าข้าชนะเล่า?" ฉินมู่เฉินสวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการอ่านทะลุถึงหัวใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา "หากข้าสามารถไขปริศนาค่ายกลกระบี่ไร้ลักษณ์ที่บรรพบุรุษของท่านทิ้งไว้ได้ ข้ามิเพียงแต่จะได้พิสูจน์ความจริงใจของข้า... แต่ข้าจะพาเจ้าออกไปจากคุกสวรรค์แห่งนี้ด้วย ไป๋หลินฮวา"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจนางเซียนผู้สูงศักดิ์ ไป๋หลินฮวานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยด้านชาและถูกกดทับด้วยกฎระเบียบอันเคร่งครัดของสำนักมานับร้อยปี กลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังเอ่อล้นขึ้นมาในอก—ความรู้สึกที่ว่า บุรุษผู้นี้... อาจเป็นเพียงคนเดียวในใต้หล้าที่เข้าใจความโดดเดี่ยวของนางอย่างแท้จริง
"อวดดีนัก!" ไป๋หลินฮวายกมือขึ้นวาดกลางอากาศ พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกจนชั้นหนังสือสั่นสะเทือน "ถ้าเช่นนั้น จงใช้สมองของเจ้าพิสูจน์ดูสิ! หมากรุกกระดานนี้... มีชีวิตของเจ้าเป็นเดิมพัน!"
*ฉับพลัน!*
พื้นหินรอบกายทั้งสองพลันเรืองแสงสีฟ้าเจิดจ้า อักขระโบราณนับแสนตัวผุดขึ้นมาจากพื้นดินและผนังห้อง ลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับฝูงผีเสื้อเพลิง ค่ายกลหอตำราอันเลื่องชื่อเริ่มทำงานแล้ว มันไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลังภายในที่ใช้พละกำลังเข้าห้ำหั่น แต่มันคือการห้ำหั่นกันด้วย "จิต" และ "ปัญญา" ที่อันตรายถึงชีวิตยิ่งกว่ากระบี่นับหมื่นเล่ม
ฉินมู่เฉินไม่รอช้า เขาสะบัดแขนเสื้อ ข้อมือขาวสะอาดตวัดนิ้ววาดอักขระกลางอากาศด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพติดตา พลังปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วเข้าปะทะกับอักขระสีครามของนางเซียนอย่างดุเดือด เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า แต่ละย่างก้าวที่เขาเดินไปข้างหน้าคือการคำนวณทิศทางของค่ายกลที่มีความซับซ้อนระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
"จุดตายของค่ายกลนี้มิได้อยู่ที่ศูนย์กลาง..." ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของพลังปราณ สีหน้าของเขายังคงเยือกเย็นไร้ความหวาดกลัว แม้ว่าหยาดเหงื่อจะเริ่มผุดพรายขึ้นตามไรผม "แต่มันอยู่ที่ความลังเลในใจของผู้สร้าง... เช่นเดียวกับเจ้าในตอนนี้ ไป๋หลินฮวา!"
เมื่อสิ้นเสียงของเขา นิ้วมือของฉินมู่เฉินก็พุ่งตรงไปกดลงบนอักขระตัวสุดท้ายที่ใจกลางกระดานหมากรุกศิลา พลังปราณทั้งหมดหยุดชะงักลงในพริบตา แสงสีฟ้าและสีทองประสานกันเป็นเกลียวคลื่นก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงโปรยปรายลงมาดุจหิมะ
ไป๋หลินฮวายืนตะลึงงัน ร่างของนางเซผู้สูงศักดิ์เซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกตะลึง ปริศนาที่ไม่มีผู้ใดไขได้มาสามร้อยปี บัดนี้กลับถูกคลี่คลายลงด้วยฝ่ามือเดียวของบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อ่ยวาจาใดๆ ออกมา ประตูศิลาบานยักษ์ของหอตำราก็ถูกกระแทกเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากภายนอก!
เงาร่างมหึมาในชุดเกราะสีดำทมิฬ พร้อมด้วยกลิ่นอายสังหารที่รุนแรงจนทำให้บรรยากาศรอบกายแข็งค้างก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้น
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ฉินมู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการไขค่ายกลนี้จะช่วยให้พวกเจ้ารอดออกไปได้?" บุรุษลึกลับในเงาคมดาบเอ่ยขึ้น พร้อมกับชักกระบี่เล่มยักษ์ออกจากฝัก...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ดินแดนแห่งเต๋าและกระบี่นี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 3
หมากรุกที่เดิมพันด้วยชีวิต
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!