กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 1

วิถีแห่งอักขระนอกรีต

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในทุ่งสังหารผาหมื่นศักษ์หาใช่สิ่งที่น่ารังเกียจไม่ สำหรับฉินมู่เฉินแล้ว กลิ่นนี้เป็นเพียงสัจธรรมข้อหนึ่ง—สัจธรรมที่ว่าด้วยความอ่อนแอและโง่เขลาของมนุษย์ "ฉินมู่เฉิน... เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสมีมติเป็นเอกฉันท์ วิชาค่ายกลอักขระนอกรีตของเจ้าเป็นภัยต่อสำนักกระบี่นภา เพื่อความสงบเรียบร้อยของยุทธภพ จงมอบคัมภีร์และยอมรับทัณฑ์ทำลายจุดตันเถียนเสียแต่โดยดี!" เสียงตะโกนก้องที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมจอมปลอมดังมาจากเบื้องบน ร่างนับร้อยของเหล่าศิษย์ร่วมสำนักและผู้อาวุโสผู้ผดุงคุณธรรมยืนล้อมรอบเขาไว้ทุกทิศทาง บนฟ้ากระบี่นับพันเล่มเปล่งแสงเจิดจ้ากดทับลงมาจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว ทว่า... ฉินมู่เฉินกลับไม่แม้แต่จะชายตามองกระบี่เหล่านั้น แววตาของเขายังคงนิ่งสงบดั่งผืนน้ำในบึงลึก มือข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกมือถือพู่กันกระดูกสัตว์ที่ชุ่มด้วยหมึกปราณสีชาด เขากวาดสายตามองไปยัง 'ศิษย์พี่' และ 'สหายร่วมเป็นร่วมตาย' ที่เมื่อวานนี้ยังร่วมดื่มสุราคารวะฟ้าดินด้วยกัน บัดนี้แววตาของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความโลภและความหวาดกลัว ค่านิยมความกตัญญูและคุณธรรมน้ำมิตรที่สำนักพร่ำสอน ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันสิ้นดีเมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ของการทะลวงขอบเขตพลัง "ความสงบเรียบร้อยงั้นหรือ..." ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเย้ยหยันที่ลึกล้ำจนทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกหนีบหนาวถึงไขสันหลัง "พวกเจ้าอยากได้คัมภีร์ค่ายกลสวรรค์เก้าทับซ้อน ก็บอกมาตรงๆ เถอะ การเอาคำว่า 'นอกรีต' มาอ้างเพื่อความชอบธรรม... ช่างน่าสมเพชเสียจริง" "สามห่าว! ร่วมมือกันสังหารมารร้ายผู้นี้!" ผู้อาวุโสใหญ่แผדเสียงคำรามด้วยความอับอาย พลังปราณระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาจนแผ่นดินสะเทือน พริบตานั้นกระบี่นับพันเล่มบนท้องฟ้าก็พุ่งทะยานลงมาประดุจสายฝนแห่งความตาย หมายบดขยี้ร่างของฉินมู่เฉินให้แหลกเป็นจุล ทว่า ฉินมู่เฉินหาได้ขยับเขยื้อนไม่ ร่างกายของเขายืนหยัดอย่างทะนงตนท่ามกลางพายุคมกระบี่ มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ผู้ใช้สมองเหนือกว่าย่อมมีให้แก่เหล่าคนโง่เขลาที่ใช้แต่กำลัง "พวกเจ้าคิดว่า... สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า คือตัวตนจริงๆ ของข้าอย่างนั้นหรือ?" พู่กันในมือสะบัดวาดกลางอากาศอย่างรวดเร็วและงดงามราวกับเทพเซียนร่ายรำ หมึกปราณสีชาดตวัดเป็นอักขระโบราณนับหมื่นตัวในพริบตาเดียว แสงเรืองรองสีทองและแดงฉานพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน สัมผัสแห่งค่ายกลลวงตาระดับบรรพกาลถูกกระตุ้นขึ้นอย่างสมบูรณ์! *ตูม! ตูม! ตูม!* เสียงระเบิดกึกก้องสนั่นหวั่นไหว ทุ่งสังหารผาหมื่นศักษ์พลันแปรเปลี่ยนเป็นทะเลหมอกสีโลหิต คมกระบี่นับพันที่ควรจะเสียบร่างของฉินมู่เฉิน กลับพุ่งเข้าใส่กันเองจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่นภาต่างกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก เมื่อภาพตรงหน้าบิดเบี้ยว—สิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นฉินมู่เฉิน แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพสะท้อนจากอักขระลวงตา ส่วนตัวจริงของเขากลับก้าวเดินผ่านค่ายกลล่องหนไปยืนอยู่เบื้องหลังผู้อาวุโสใหญ่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครล่วงรู้ "เป็นไปได้ย่างไร! วิชากลืนจิตฟ้าดิน... เจ้าใช้อคมออะไรกันแน่!" ผู้อาวุโสใหญ่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด หันกลับมามองด้วยสัญชาตญาณแห่งความตาย ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว ปลายพู่กันกระดูกสัตว์จ่ออยู่ที่จุดชีพจรสำคัญกลางหน้าผากของผู้อาวุโสใหญ่ ปราณอักขระสีดำสนิทไหลเวียนราวกับงูพิษ พร้อมที่จะทะลวงทำลายเส้นลมปราณของอีกฝ่ายได้ในลมหายใจเดียว ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทุ่งสังหารทันที ศิษย์นับร้อยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทุกคนตระหนักแล้วว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้สู้กับจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง แต่กำลังต่อกรกับปีศาจผู้กุมชะตากรรมของพวกเขาไว้ในกำมือ ฉินมู่เฉินมองผู้อาวุโสใหญ่ที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แววตาของเขาเยียบเย็นไร้ความปรานี "จำไว้... พลังที่แท้จริงหาได้อยู่ที่จำนวนกระบี่ในมือ แต่อยู่ที่ว่าสมองของเจ้าวางหมากไว้ล่วงหน้ากี่ก้าว" เขาสบัดพู่กันเบาๆ ปลดปล่อยพลังอักขระซัดผู้อาวุโสใหญ่กระเด็นกระดอนถอยหลังไปหลายสิบก้าว ก่อนจะหันหลังเตรียมทะยานร่างจากไป ทว่าในวินาทีนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนกลับถูกความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้าปกคลุมอย่างกะทันหัน กลีบดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากนภาที่ไร้เมฆฝน กลิ่นอายอันสูงส่งและกดดันระดับที่ทำให้แม้แต่ฉินมู่เฉินยังต้องชะงักฝีเท้า ทุกลมหายใจหยุดนิ่งเมื่อร่างอรชรในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปราณ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติ นางเซียนผู้คุมหอตำราเยือกแข็งแห่งแดนสวรรค์... ไป๋หลินฮวา ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกระบี่เซียนในมือที่ยังไม่เคยชักออกจากฝัก นางมองมาที่ฉินมู่เฉินด้วยแววตาสง่างาม เย็นชา และยากจะคาดเดาความรู้สึก "ฉินมู่เฉิน... เจ้าหนีความตายจากสำนักนี้ไม่พ้นหรอก" เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ปลายนิ้วเรียวยาวของนางเอื้อมไปแตะที่ด้ามกระบี่... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง นางก็ชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง พร้อมกับเอמהประโยคที่ทำให้หัวใจของฉินมู่เฉินกระตุกวูบ "เพราะคนที่จะปลิดชีพเจ้า... ต้องเป็นมือของข้าแต่เพียงผู้เดียว" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีแห่งอักขระนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%