กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 16

เสียงเรียกจากแดนเซียน

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"ประกาศิตฟ้าดินแห่งแปดสำนักใหญ่... บัดนี้ ฉินมู่เฉิน และ ไป๋หลินฮวา กลายเป็นมารนอกรีตผู้ทรยศต่อวิถีเซียน ผู้ใดพบเห็นสามารถสังหารได้ทันไม่ต้องรอไต่สวน!" เสียงทุ้มกังวานที่เจือด้วยพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขารกร้าง มันไม่ใช่เสียงจากปากคนธรรมดา แต่เป็นการส่งกระแสจิตผ่าน "ยันต์ประกาศิตสวรรค์" ที่ถูกติดไว้ตามหน้าผาศิลาและต้นไม้โบราณทั่วทุกเส้นทางมุ่งสู่แดนใต้ อักขระสีชาดบนแผ่นยันต์เปล่งแสงเรืองรองราวกับหยดเลือดสดๆ ที่เพิ่งถูกกรีดออกมาจากหัวใจของเหล่าผู้วิสุทธิ์ผู้จอมปลอม ฉินมู่เฉินยืนอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน สายลมหนาวเหน็บพัดกระชากชายเสื้อคลุมสีนิลของเขาให้โบกสะบัด แต่นัยน์ตาคู่คมกลับสงบนิ่งดั่งบึงน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือกระบี่ แต่กำลังคีบแผ่นยันต์อักขระดาราที่เพิ่งสลักเสร็จด้วยเลือดปลายนิ้ว ปลายพู่กันวิญญาณในมือยังคงมีไอร้อนระอุของพลังปราณจางๆ ลอยกรุ่น "แปดสำนักใหญ่เคลื่อนไหวเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้สามวัน..." เสียงของฉินมู่เฉินราบเรียบ ทว่าทรงพลังพอที่จะทำให้ความหนาวเหน็บรอบกายถอยร่น เขาเหลือบสายตากลับไปมองเบื้องหลัง ที่ซึ่งร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่บนแท่นศิลา ไป๋หลินฮวา นางเซียนผู้เคยสูงส่งและเยือกเย็นจนผู้คนไม่กล้าสบตา บัดนี้ลมหายใจของนางมีความผันผวนเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเนียนละเอียด แม้ใบหน้าจะยังคงความงดงามราวภาพวาดที่ไม่แปดเปื้อนธุลีโลก แต่ร่องรอยความช้ำในเส้นasชีพจรปราณจากการฝืนใช้ "เคล็ดกระบี่เหมันต์นิรันดร์" ในศึกครั้งก่อนยังคงส่งผลให้นางต้องเร่งโคจรลมปราณเพื่อกดสะกดพิษย้อนกลับ นางลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นสะท้อนภาพแผ่นยันต์ประกาศิตสีชาดที่ลอยอยู่กลางอากาศ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่กลับแฝงความรู้สึกที่สั่นไหวลึกๆ ไว้ภายใน "พวกมันตราหน้าเราเป็นมาร... ทั้งที่พวกมันเองต่างหากคือผู้ที่เหยียบย่ำคุณธรรมเพื่อผลประโยชน์แห่งแดนเซียน" ฉินมู่เฉินยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ แผ่นยันต์ประกาศิตสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไปร้อยวาพลถูกพลังปราณไร้ลักษณ์บิดจนม้วนเข้าหากัน ก่อนจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผงสีดำปลิวไปตามสายลม "คุณธรรมหรือ?" ฉินมู่เฉินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่สะสมมาจากการถูกหักหลัง "ในยุทธภพนี้ ผู้ใดมีกำปั้นใหญ่และค่ายกลที่แข็งแกร่งกว่า ผู้นั้นคือผู้กำหนดความหมายของความถูกต้อง ไป๋หลินฮวา เจ้ายังไม่ชินกับการตลบแตลงของพวกสวมชุดขาวถือศีลเหล่านี้อีกหรือ?" ไป๋หลินฮวาลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายผ้าพลิ้วไหวตามแรงลม นางก้าวเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม กลิ่นอายความเย็นเยียบที่เป็นเอกลักษณ์ของนางผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายอักขระโบราณของเขาอย่างลงตัว นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยห่างเหินและเย็นชาต่อโลกหล้า บัดนี้มีเพียงเงาของเขาคนเดียวสะท้อนอยู่ภายใน "ข้าไม่ได้ใส่ใจสายตาของคนทั้งแผ่นดิน..." เสียงของนางแผ่วเบา ราวกับกระซิบกับสายลม "แต่ข้ากังวลว่า... การที่เจ้าต้องมาแบกรับภาระที่ถูกสำนักทั่วหล้าไล่าล่าเช่นนี้ มันคุ้มค่ากับสตรีที่สำนักสลัดทิ้งอย่างข้าแล้วหรือ?" ฉินมู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน แต่กลับยอมจำนนต่อความอ่อนโยนในแววตานั้น "ไป๋หลินฮวา เจ้าเข้าใจความหมายของการบำเพ็ญเพียรผิดไปแล้ว" ฉินมู่เฉินก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง สายตาคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกซึ้ง "คนเราฝึกกระบี่ ฝึกอักขระ ฝืนชะตากรรมทัณฑ์สวรรค์ ไม่ใช่เพื่อได้รับการยอมรับจากพวกปลอมเปลือกเหล่านั้น... แต่เพื่อที่จะมีสิทธิ์ปกป้องสิ่งที่อยู่ในใจต่างหาก หากฟ้าดินบอกว่าเจ้าเป็นมาร ข้าก็จะใช้กระบี่และค่ายกลเหล่านี้คว่ำฟ้าดินเสียให้รู้แล้วรู้รอด!" หัวใจของนางเซียนผู้เย็นชาเต้นรัวขึ้นมาอย่างผิดจังหวะ ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ซ่านจากทรวงอกลามไปทั่วร่าง นางไม่เคยได้รับความปกป้องเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา นางคือนายหญิงแห่งหอตำราเยือกแข็ง เป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ เป็นเสาหลักของสำนักที่ต้องไร้ซึ่งความรู้สึก แต่วันนี้... มีบุรุษผู้หนึ่งกล้าประกาศกร้าวว่าจะคว่ำฟ้าดินเพื่อ1สตรีเช่นนาง ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบงันอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาราวกับภูตผีก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ *ฉับ!* เงาดำสายหนึ่งพุ่งแหวกม่านหมอกหนาทึบเข้ามาด้วยความเร็วสูง ประกายกระบี่สีเขียวมรกตพุ่งตรงเข้าหาร่างของฉินมู่เฉินจากด้านหลังอย่างไร้ซุ่มเสียง ความเร็วระดับนี้และจิตสังหารที่เยียบเย็นบ่งบอกชัดเจนว่า นี่คือยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่แดนเซียนที่ถูกส่งมาลอบสังหารโดยเฉพาะ! ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ริมฝีปากของเขายกยิ้มเยาะ "รอเจ้านานแล้ว..." ปลายนิ้วมือซ้ายที่ดีดออกไปกลางอากาศสะท้อนแสงเรืองรอง ค่ายกลอักขระเจ็ดดาวที่ถูกวางเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ตกดินพลันสว่างวาบขึ้น แสงสีทองอร่ามขนาดยักษ์ปรากฏเป็นตาข่ายฟ้าดินครอบคลุมรัศมีร้อยวา ร่างของมือลอบสังหารที่พุ่งเข้ามาแข็งค้างกลางอากาศทันทีราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน แรงกดดันจากค่ายกลกดทับจนกระดูกทั่วร่างลั่นกรอบ *กร๊อบ! อัค—!* เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากของมือลอบสังหารชุดดำผู้นั้น ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อพบว่าตนเองได้เดินเข้าสู่ "หลุมพราง" ที่ถูกขุดรอไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ "คิดว่าใช้เคล็ดวิชาเงาดาราแล้วจะซ่อนเร้นร่องรอยปราณได้งั้นหรือ?" ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาค่อยๆ หันกลับไปมองชายชุดดำที่กำลังดิ้นรนอยู่ในค่ายกล "กลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้าที่สำนักใหญ่ ว่าหากยังกล้าส่งสุนัขรับใช้มาเห่าหอนแถวนี้อีก ข้าจะใช้ค่ายกลเพลิงผลาญวิญญาณเผาสำนักของพวกมันให้ราบคาบเป็นหน้ากลองภายในหนึ่งราตรี!" มือลอบสังหารผู้นั้นหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่าหากถูกเผาด้วยเพลิงวิญญาณ วิญญาณของเขาจะไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้อีกชั่วนิรันดร์ ทว่า ก่อนที่ฉินมู่เฉินจะทันได้เค้นถามข้อมูลเพิ่มเติม สีหน้าของไป๋หลินฮวาที่ยืนอยู่ข้างกายกลับเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "มู่เฉิน... ระวัง!" เสียงของนางขาดห้วง *เปรี้ยง—!* ท้องฟ้าเหนือหุบเขารกร้างที่เคยปลอดโปร่ง พลันมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆสีดำทะมุนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ พร้อมกับสายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์เส้นหนาราวกับลำต้นไม้ที่ฟาดผ่าลงมาตรงหน้าพวกเขาอย่างไร้ความปรานี แรงระเบิดมหาศาลทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ร่างของมือลอบสังหารชุดดำที่ติดอยู่ในค่ายกลสลายหายกลายเป็นผงธุลีในเสี้ยววินาทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง ฉินมู่เฉินดึงร่างของไป๋หลินฮวาเข้าสู่อ้อมแขนแล้วพุ่งถอยหลังหลบแรงกระแทกอย่างหวุดหวิด เขายืนหยัดมั่นคงบนพื้นศิลาที่แตกละเอียด เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยแววตาที่หรี่แคบลงอย่างอันตราย เหนือเมฆดำทะมุนนั้น มีเงาร่างของบุคคลสามคนกำลังยืนเหยียบอยู่บนกระบี่บินยักษ์ที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัว พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างทั้งสามกดทับจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว มันคือพลังของ "ผูอาวุโสสูงสุด" แห่งสามสำนักใหญ่ที่เดินทางมาด้วยตนเอง! เสียงกราบทูลก้องกังวานดังก้องลงมาจากฟ้า ราวกับเสียงพิพากษาจากสวรรค์ชั้นเก้า: "ฉินมู่เฉิน... เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว จงมอบค้ำภรรยาและยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้น วันนี้คือวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!" ฉินมู่เฉินกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากระชับกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสบตากับไป๋หลินฮวาที่ซบอยู่แนบอก นางพยักหน้าให้เขาช้าๆ แววตาทั้งคู่ประสานกันอย่างสื่อความหมาย ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ อีกต่อไป วิชากระบี่และค่ายกลพร้อมแล้ว... และฟ้าดินก็ไม่อาจขวางกั้นพวกเขาได้อีกเช่นกัน แต่ทว่า ในจังหวะที่ฉินมู่เฉินกำลังจะก้าวออกไปรับมือกับผู้อาวุโสทั้งสาม ร่างของไป๋หลินฮวาที่อยู่ในอ้อมแขนกลับสะท้านเฮือก เลือดสีดำสนิทสำรอกออกมาจากปากของนางย้อมชุดขาวให้กลายเป็นรอยด่างน่ากลัว สัมผัสชีพจรของนางหยุดนิ่งไปชั่วขณะ—คำสาปแห่งสำนักใหญ่ถูกกระตุ้นให้ทำงานเร็วกว่าที่คาดไว้! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างข้ามาจนถึงตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%