โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบแท่นศิลาจารึก ก่อเกิดเสียงสะท้อนดังกังวานราวกับเสียงฆ้องสวรรค์ลั่นระฆังเตือนภัย ฉินมู่เฉินไม่ได้กะพริบตาแม้แต่น้อย ปลายพู่กันขนหางมังกรเพลิงในมือของเขายังคงลากเส้นสายอักขระสีทองอร่ามด้วยความมั่นคงดุจขุนเขา ไอร้อนระอุจากหมึกโลหิตมังกรแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก
“เจ้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว… มู่เฉิน”
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานด้วยความกังวลเจือระคนตัดพ้อดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไป๋หลินฮวายืนอยู่บนชะง่อนผาหยดน้ำแข็ง นางในชุดอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ปักลายเหมันต์สะท้อนแสงจันทร์สีคราม ใบหน้ารูปไข่ที่มักเรียบเฉยเยือกเย็น บัดนี้กลับปรากฏรอยย่นคิ้วเล็กน้อยยามทอดมองแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ปราณกระบี่เย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างนางโดยไม่รู้ตัวเพื่อช่วยบรรเทาความร้อนจากค่ายกลที่กำลังก่อรูป
ฉินมู่เฉินหยุดพู่กันชั่วขณะ ปรายตามองนางด้วยสายตาที่ลุ่มลึกราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขายกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนอย่างถึงที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน
“หากไม่บ้าบิ่นถึงเพียงนี้ เกรงว่าพวกเราคงไม่มีชีวิตรอดไปดูตะวันในวันพรุ่งนี้ หลินฮวา เจ้าก็รู้ดีว่าสำนักกระบี่เมฆาไม่ได้ส่งเพียงแค่กองกำลังระดับล่างมา” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นยามเอ่ยชื่อนาง ทว่าแววตากลับคมกริบดุจคมกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในฝัก
ไป๋หลินฮวากัดริมฝีปากแน่น นางก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนไหล่กว้างของเขาเบาๆ ถ่ายเทลมปราณเหมันต์บริสุทธิ์เข้าสู่จุดชีพจรเพื่อช่วยสกัดกั้นธาตุไฟเข้าแทรก “ข้ารู้… แต่การวาง ‘ค่ายกลดาราผสานสวรรค์’ เหนือยอดเขาสวรรค์แห่งนี้ ต้องใช้พลังจิตวิญญาณมหาศาล หากเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย ร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้าจะถูกค่ายกลกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี”
“ความผิดพลาด? คำนี้ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของฉินมู่เฉินผู้นี้”
เขากล่าวสั้นๆ ก่อนจะสะบัดข้อมืออีกครั้ง พู่กันในมือพ่นละอองแสงสีทองนับพันสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนามืดมิด เมฆฝนทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมาครอบ 3,000 ลี้ของยอดเขาสวรรค์ อักขระโบราณนับหมื่นตัวส่องประกายระยิบระยับแข่งกับหมู่ดวงดาวบนฟากฟ้า แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลกดทับลงมาจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกกว้าง
นี่คือค่ายกลระดับบรรพกาลที่สูญหายไปนับหมื่นปี ฉินมู่เฉินมิได้ใช้กำลังภายในเข้าห้ำหั่น ทว่าเขาใช้ปัญญาและจิตวิญญาณในการชักนำพลังแห่งฟ้าดินมาเป็นอาวุธ ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างยกย่องผู้มีพลังลมปราณสูงส่ง ทว่ามีสักกี่คนที่รู้ว่า ผู้ที่กุมชะตากรรมของฟ้าดินที่แท้จริง คือผู้ที่อ่านรหัสลับของค่ายกลออกต่างหาก
“ถอยไปสิบก้าว…” ฉินมู่เฉินเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาคมกวาดมองไปเบื้องล่างหุบเขาที่เริ่มมีเงาร่างนับร้อยพุ่งทะยานขึ้นมาด้วยความเร็วสูง ไอดาบและปราณกระบี่พวยพุ่งทะลวงความมืดมิดเข้ามาใกล้ทุกขณะ “พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในแผนของข้า”
ไป๋หลินฮวาถอยหลังตามคำสั่งอย่างไม่ลังเล นางสะบัดแขนเสื้อ ร่างระหงลอยขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเสาศิลาค่ายกลทิศอุดร กระบี่น้ำแข็งในมือถูกชูขึ้นฟ้า ปราณเหมันต์แผ่ขยายออกไปร้อยลี้ เปลี่ยนผืนป่าเบื้องล่างให้กลายเป็นทุ่งน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา นางคือสตรีผู้เยือกเย็นต่อศัตรู ทว่าดวงตาคู่สวยกลับยังคงจับจ้องบุรุษเบื้องหน้าด้วยความห่วงใยระคนศรัทธา
“ฉินมู่เฉิน! เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว ยอมจำนนแต่โดยดี แล้วประมุขจะไว้ชีวิตเจ้าสักศพ!”
เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆาปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ร่างของเขาปกคลุมด้วยเกราะปราณสีครามเข้ม ถือกระบี่ใหญ่น้ำหนักนับพันชั่ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธแค้นและโลภโมโทสัน เมื่อเห็นค่ายกลมหึมาที่กำลังส่องแสงเจิดจ้าอยู่เบื้องบน
ฉินมู่เฉินยืนหยัดอย่างสง่างามบนแท่นศิลาใจกลางค่ายกล ลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำสนิทของเขาปลิวไสวไปตามแรงลมปราณ เขายกมือขึ้นประสานกันเป็นรูปอักขระ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน
“หนีหรือ? ผู้อาวุโส ท่านเข้าใจผิดแล้ว…” ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดังก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ “ข้ามิได้คิดหนี… ข้าเพียงแต่รอให้พวกท่านเดินเข้ามาในกระดานหมากที่ข้าจัดเตรียมไว้ต่างหาก”
สิ้นเสียงคำพูดของเขา ฉินมู่เฉินก็สะบัดมือลงเบื้องล่างอย่างเด็ดขาด!
*เปรี้ยง! ครืนนนนน—!*
เสาศิลาทั้งเก้าต้นรอบยอดเขาสวรรค์ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าเสียดฟ้า อักขระสีทองนับล้านตัวแปรเปลี่ยนเป็นโซ่ตรวนแห่งแสงพุ่งเข้าพันธนาการร่างของกองกำลังสำนักกระบี่เมฆาทุกนายที่กำลังเหินบินขึ้นมากลางอากาศในพริบตาเดียว!
ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลกำลังทำงานอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่ควรจะมืดมิดกลับแยกตัวออกเป็นรอยแผลสีดำสนิท สายฟ้าสีเลือดสายหนึ่งฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางแท่นค่ายกลอย่างไม่มีสัญญาณเตือน!
ไป๋หลินฮวาหน้าถอดสี อุทานออกมาด้วยความตกใจ “ระวัง! นั่นไม่ใช่พลังของสำนักกระบี่เมฆา…!”
ฉินมู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองรอยแยกมิตินั้น ดวงตาที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับหรี่แคบลงอย่างรุนแรง เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะที่ทำให้โลหิตในกายของทุกคนเย็นเฉียบ—
“ฉินมู่เฉิน… เจ้าคิดว่าเจ้าชักใยอยู่เบื้องหลังกระดานนี้คนเดียวอย่างนั้นหรือ?”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพแห่งนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับผม
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 22
เตรียมการครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!