กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 14

จ้าวสำนักผู้เปี่ยมเมตตาหรือปีศาจ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กงลอออ—! เสียงอักขระโลหะนับหมื่นชิ้นขบเฟืองเข้าหากันใต้พื้นศิลาสีชาด ดังสะท้านก้องกังวานไปทั่วโถงลับใต้ดินของสำนักกระบี่สวรรค์ กลิ่นอายโลหิตและกลิ่นอายค่ายกลโบราณคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน แสงสีครามจากยันต์สะกดวิญญาณสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของชายชราผู้หนึ่ง เส้นผมสีขาวโพลนยุ่งเหยิงราวกับรังนกทว่าดวงตากลับทอประกายเหี้ยมเกรียมดั่งสัตว์ป่าล่าเหยื่อ "เจ้าเดินหมากตานี้ช้ากว่าที่ข้าคาดไว้สามเค่อ... ฉินมู่เฉิน" น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ผู้พูดไม่ใช่ใครอื่น—คือจ้าวสำนัก 'เฟิงเทียนเจี้ยน' ผู้ได้รับการยกย่องจากยุทธภพว่าเป็นสุภาพชนผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม คอยโอบอุ้มผู้ฝึกตนตกยากมาตลอดสามร้อยปี ฉินมู่เฉินยืนหยัดอยู่บนค่ายกลวงแหวนแปดทิศ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือข้างขวาไม่ได้เปล่งประกายเจิดจ้า แต่มันกลับดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างจนมืดมิดราวกับหลุมดำ ท่วงท่าของเขาองอาจและเยือกเย็น นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องร่างเบื้องหน้าอย่างไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แม้ว่ารอบกายเขาจะถูกล้อมไว้ด้วยค่ายกลสังหารสวรรค์ที่แม้แต่เซียนแท้จริงยังต้องหลั่งเลือด "เมตตาธรรมที่ท่านใช้หลอกลวงคนทั้งยุทธภพ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือในการบ่มเพาะ 'โอสถโลหิตวิญญาณ' เพื่อต่ออายุขัยของท่านเองสินะครับ จ้าวสำนักเฟิง" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับบาดลึกดั่งคมมีดที่กรีดลงบนหน้ากากอันจอมปลอม เฟิงเทียนเจี้ยนหัวเราะรơiร่อน เสียงหัวเราะแหบแห้งบาดแก้วหู ร่างชราภาพพลันสั่นเทา ก่อนที่ผิวหนังเหี่ยวย่นจะเริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรอง กล้ามเนื้อที่ควรจะร่วงโรยตามสังขารกลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัว พลังปราณระดับครึ่งก้าวสู่แดนเทพเจ้าแผ่ซ่านกดทับจนศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกนับพันสาย "ฮ่าๆๆ! โง่เง่า! ในโลกของการบำเพ็ญเพียรนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่เหยียบย่างซากศพของผู้อื่นขึ้นไปสู่จุดสูงสุด? สำนักธรรมะปลอมๆ ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รักใคร่กลมเกลียว... ล้วนเป็นแค่หมากเบี้ยที่ข้าเลี้ยงไว้รอวันเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่านั้น! รวมถึงตัวเจ้าด้วย... ฉินมู่เฉิน อัจฉริยะผู้โง่เขลาที่วิ่งเข้ามาหาความตายถึงถ้ำเสือ!" ทันใดนั้นเอง เงาร่างสีขาวดุจหิมะโปรยปรายก็พุ่งแหวกมิติเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไป๋หลินฮวาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าฉินมู่เฉินโดยไม่มีสัญญาณเตือน ปลายกระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริก ลมหายใจของนางติดขัด ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้คลื่นอารมณ์บัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนตกตะลึง "ท่านอาจารย์..." เสียงของไป๋หลินฮวาสั่นเครือ นางไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ยินและสิ่งที่ปรากฏเบื้องสายตา ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่ชายชราผู้นี้ลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู สอนวิชา และปกป้องนางจากภัยพาล พังทลายลงในพริบตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด "หลินฮวา... ศิษย์รักของข้า" เฟิงเทียนเจี้ยนแย้มยิ้มอย่างน่าขนลุก "เจ้าเองก็เติบโตมาด้วยจิตวิญญาณบริสุทธิ์และคัมภีร์ลับที่ข้าประทานให้... ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องตอบแทนบุญคุณสำนัก จงมอบแก่นแท้โลหิตเซียนของเจ้าให้ข้าเสียดีๆ!" *เปรี้ยง—!* คลื่นกระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะยานจากฝ่ามือของเฟิงเทียนเจี้ยนราวกับมังกรคลั่ง รวดเร็วและรุนแรงจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทัน ไป๋หลินฮวาชักกระบี่น้ำแข็งขึ้นต้านทานตามสัญชาตญาณ ทว่ายามเผชิญหน้ากับผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง นางกลับรู้สึกราวกับเรือใบลำน้อยที่ต้องเผชิญกับพายุใหญ่กลางมหาสมุทร แรงกระแทกสะท้อนกลับจนนางกระอักโลหิตคำโต ร่างเพรียวบางเซถอยหลังไปหลายก้าว ร่างกายสั่นเทาด้วยพิษบาดแผลและแรงกดดันระดับมหาศาล "ระวังตัวด้วยครับ" มือข้างหนึ่งที่อบอุ่นและมั่นคงคว้าเข้าที่เอวบางของไป๋หลินฮวาอย่างนุ่มนวล ฉินมู่เฉินดึงนางเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังของเขาในเสี้ยววินาทีเป็นตายเท่ากัน ไป๋หลินฮวาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ดูอบอุ่นและแข็งแกร่งราวกับภูผา ท่ามกลางวิกฤตอันมืดมิด หัวใจที่ด้านชาและหนาวเหน็บมาตลอดชีวิตของนางกลับเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "มู่เฉิน... เขาแข็งแกร่งเกินไป ค่ายกลนี้ถูกปรับแต่งมาเพื่อสะกดพลังปราณของเรา..." นางกระซิบเสียงแผ่วเบา ใบหน้าซีดเซียวซบลงกับไหล่ของเขาชั่วขณะ "วางใจเถอะครับ" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น ดวงตาคมกริบมองกวาดไปทั่วห้องโถง พลางสะบัดมือขวาหว่านยันต์อักขระสีทองลงบนพื้นศิลาสามสิบหกจุดในพริบตา "ต่อให้เขาจะเป็นจ้าวสำนัก หรือแม้แต่เซียนที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์... คนที่กำหนดยุทธภพในวันนี้ ไม่ใช่เขา... แต่เป็นข้า" *โครมคราม—!* ยันต์อักขระทั้งสามสิบหกจุดส่องแสงเจิดจ้าเชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายค่ายกลย้อนศร พลังปราณที่เฟิงเทียนเจี้ยนระเบิดออกมาถูกค่ายกลของฉินมู่เฉินดูดกลืนและสะท้อนกลับไปเป็นร้อยเท่า! ร่างของจ้าวสำนักชราสะعدเฮือก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจขีดสุดเมื่อพบว่าค่ายกลที่ตนเองสะสมมาสามร้อยปี กลับกำลังแว้งกัดร่างเนื้อและวิญญาณของตนเอง "เจ้า... เจ้าวางค่ายกลนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!" เฟิงเทียนเจี้ยนคำรามลั่นด้วยความแค้นเคือง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก ฉินมู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขายกกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นช้าๆ ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังหัวใจของจ้าวสำนักผู้เสแสร้ง ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะทะלוวงผ่านม่านป้องกันสุดท้าย... พื้นเบื้องล่างกลับแยกออกจากกันอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนมาจากห้วงมิติที่ลึกยิ่งกว่า—เงาร่างที่สาม ซึ่งสวมชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูรโบราณ ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิด พร้อมกับกระบี่ในมือที่จ่อตรงมาที่ลำคอของไป๋หลินฮวาโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว! "ฉินมู่เฉิน... เจ้าคำนวณทุกอย่างพลาดไปหนึ่งอย่างแล้วกระมัง?" (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของกระบี่เล่มนี้ด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%