"บอกว่าไม่มีไงคะ! ฟังภาษาไทยไม่เข้าใจเหรอคะพี่!"
เสียงหวีดหวิวปนหงุดหงิดของรินรดาแหลมสูงขึ้นจนเกือบทะลุเพดานกระจกใสของห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัย ดีนะที่บริเวณมุมอับชั้นหนังสือโซนประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์นี้ค่อนข้างปลอดผู้คน ไม่อย่างนั้นเธอคงกลายเป็นเปรตประจานตัวเองกลางสถาบันการศึกษาชื่อดังไปแล้วค่ะ
ร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาที่รีดเรียบกริบแต่ราคาประหยัดกำลังยืนกอดอกแน่น แผ่นหลังบางแนบชิดกับสันหนังสือเล่มหนาเตอะ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนกรุ่นโกรธ จ้องเขม็งไปยังชายร่างใหญ่สองคนในชุดสูทสีเข้มยับยู่ยี่ ทั้งคู่ใส่แว่นกันแดดสีชาทั้งๆ ที่อยู่ในอาคารร่มๆ แบบนี้ ชัดเจนเสียยิ่งกว่าลายแทงสมบัติว่าพวกเขากำลังมาทวงหนี้ นอกระบบแน่นอนค่ะ!
"น้องรินครับ อย่าเสียงดังไปเลยครับ เดี๋ยวเพื่อนๆ ก็แห่กันมาดูหรอก... คุณพ่อเรากู้เงินไปหมุนธุรกิจตั้งก้อนโต ดอกเบี้ยเขาก็เดินทุกวันนะคะ จะให้รอก่อนแบบไม่มีกำหนด มันก็ไม่ได้ป่ะวะ" ชายร่างท้วมหัวเกรียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น รอยยิ้มมุมปากของเขาช่างน่าสะพึงกลัวจนรินรดาต้องก้าวถอยหลังไปชนชั้นหนังสือดังปึึก
"ฉันบอกว่าขอเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวไงคะ! เงินค่าสอนพิเศษที่ฉันสะสมไว้ใกล้จะออกแล้ว ถ้าได้ก้อนนั้นฉันจะเคลียร์ดอกเบี้ยก้อนนี้ให้หมดทันที!" รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกอับMอายพุ่งพล่านจนขอบตาร้อนผ่าว เธอยอมก้มหัว ทำงานแทบรากเลือด รับจ้างติวหนังสือเด็กมัธยมจนไม่ได้หลับได้นอน เพื่อเอาชีวิตรอดจากกองหนี้สินที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า แต่ทำไมโลกถึงใจร้ายกับเธอได้ขนาดนี้ ทำไมต้องมาตามราวีถึงในมหาลัยด้วย
"สัปดาห์หน้าเหรอ? หึ... หน้าตาอย่างน้องเนี่ยนะ จะหาเงินหลักหมื่นมาจ่ายทัน? หรือต้องให้พี่แนะนำงานอย่างอื่น... ที่ได้เงินสดไวๆ คืนนี้เลยดีล่ะครับ" ชายอีกคนทำทีโน้มตัวเข้าไปใกล้ พร้อมกับยื่นมือหยาบกร้านจะเข้ามาแตะปลายคางมนของเธอ
*เพียะ!*
แม้จะกลัวจนตัวสั่น แต่สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำให้รินรดาปัดมือคู่นั้นออกสุดแรงเกิด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหล "อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ! ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย!"
ในเสี้ยววินาทีวิกฤตนั้นเอง ที่บริเวณมุมชั้นหนังสือถัดไป...
ธันวา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปี 2 กำลังนั่งไขว่ห้างสวมหูฟังบลูทูธราคาแพงอยู่บนเก้าอี้เบาะหนังสีน้ำตาลเข้ม มือหนากำลังเปิดตำราวิชา 'กลศาสตร์ของไหล' แต่สายตาและสมองกลับกำลังประมวลผลฉากโรแมนติกในจินตนาการของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน
*‘โอ้... ที่รักครับ ในยามที่เธอกำลังตกอยู่ในอันตรายจากโจรใจโฉด ข้าพเจ้าผู้เป็นวิศวกรหนุ่มรูปงาม จะพุ่งทะยานเข้าไปกระชากคอเสื้อไอ้พวกนั้น แล้วดึงร่างบอบบางของเธอเข้าสู่อ้อมอกอันอบอุ่น กระซิบข้างหูว่า ‘ไม่ต้องกลัวนะคนดี มีพี่อยู่ทั้งคน ไม่มีใครทำอะไรเธอได้หรอก’... โฮ่ย ฟินวะ! หล่อเท่ระเบิด!’*
ธันวาอมยิ้มกรุ่มกริ่ม เคลิบเคลิ้มไปกับมโนภาพในหัวของตัวเองจนเผลอโยกตัวไปมาตามจังหวะเพลงรักหวานแหววในหูฟัง โดยที่หูซ้ายดันได้ยินเสียงทะเลาะเบาหูแว่วๆ มาพอดี
เขาเหลือบสายตาผ่านสันหนังสือเล่มโตออกไปมองนิดหน่อย... อ้าว นั่นมันยายคุณหนูตกอับปากจัด รินรดา คนที่ชอบทำหน้าเหวี่ยงใส่เขาตลอดเวลาไม่ใช่เหรอคะ? แล้วไอ้ผู้ชายสองคนสูทส้มน่าเกลียดนั่นใครวะ? หน้าตาเหมือนแก๊งทวงเงินกู้นอกระบบในละครหลังข่าวไม่มีผิด
*ปึ้ง!*
เสียงทุ้มต่ำจากการขู่กรรโชกดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างของรินรดาที่ถูกต้อนจนมุมติดชั้นหนังสือ ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อย ถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง ดวงตาคมกริบมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตีกันยุ่งเหยิง ระหว่าง ‘ความอยากเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้าไปช่วยเธอตามสูตรนิยาย’ กับ ‘ความขี้เกียจหาเรื่องใส่ตัวเพราะเดี๋ยวเป็นข่าวเม้าท์มอยกันทั่วคณะ’
*‘ชิ... ยัยนั่นติดหนี้เหรอวะเนี่ย? หน้าตาไฮโซเชิ่ดใส่คนอื่นไปทั่ว ที่แท้ก็ถังแตกนี่หว่า... แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราพุ่งออกไปตอนนี้ เท่ตายชักเลยนะเว้ย! นางเอกจะต้องซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก ซบหน้าลงกับอกแกร่งๆ ของเรา แล้วเอ่ยปากชมว่า... พี่ธันวานี่พึ่งพาได้จริงๆ เลยนะคะ’*
ธันวาแอบยิ้มมุมปากอย่างมั่นอกมั่นใจ เขารีบขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เตรียมจะสะบัดสูทเท่ๆ ก้าวเท้าออกไปประกาศศักดาความเป็นชายชาตรี—
แต่ทว่า!
สมองอีกซีกที่เป็นระบบระเบียบแบบวิศวกรสายคำนวณก็เบรกดังเอี๊ยดอ๊าดขึ้นมาทันที
*‘เดี๋ยวก่อนสิโว้ยธันวา! แกเป็นใคร? แกเป็นแค่ไอ้เด็กวิศวะไส้แห้งที่แอบชอบเขาข้างเดียว แล้วถ้าเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ เกิดพวกมันพกมีดพกปืนขึ้นมา แกไม่โดนแทบไส้ทะลักคาห้องสมุดเหรอวะ? แล้วถ้าเรื่องแดงไปถึงหูไอ้เกียร์นะ มันล้อแกยันลูกบวชแน่ๆ!’*
ธันวาชะงักกึก เท้าที่ก้าวออกไปหนึ่งก้าวรีบดึงกลับมาตั้งหลักอย่างรวดเร็ว เขาแกล้งทำเนียนดึงหนังสือเล่มหนา 'Fluid Mechanics' ขึ้นมาเปิดอ่านหน้าเดิมซ้ำๆ ทำเป็นตั้งอกตั้งใจเรียนแบบสุดฤทธิ์ ทั้งที่หูผึ่งตั้งใจฟังทุกกระเบียดนิ้ว
"อย่าเล่นตัวนักเลยน้อง หวานอมขมกลืนแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้เจ็บตัวกันเปล่าๆ... ว่าไง จะยอมไปคุยกับ "เสี่ย" ดีๆ หรือจะให้พวกพี่ลากตัวออกไปตรงลานประติมากรรมหน้าคณะ?" เสียงทุ้มต่ำขู่คำรามลอดไรฟัน
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธอกลัวจนตัวสั่นเทาไปหมดแล้วค่ะ ทั้งชีวิตไม่เคยต้องมาเจอสถานการณ์จังไรแบบนี้เลยสักครั้ง น้ำตาคลอเบ้าจวนเจียนจะร่วงหล่นอยู่รอมร่อ แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอจนเธอไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าไอ้พวกเวรนี่
*ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยที...* รินรดาภาวนาในใจอย่างหมดหนทาง สายตาคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องสมุดอย่างสิ้นหวัง จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับ... แผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่นั่งเอกเขนกอยู่หลังชั้นหนังสือถัดไป
แผ่นหลังนั้นคุ้นตาชะมัด... เสื้อฮู้ดสีดำลายกราฟิกกวนๆ แบบนั้น ทรงผมรองทรงสูงแบบนั้น...
*ธันวาเหรอ?!*
รินรดาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอจำได้แม่นว่าไอ้ผู้ชายหน้ามึนคนนี้ชอบนั่งอ่านหนังสือมุมนี้ประจำ ธันวาต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแน่นอน! เพราะมันห่างกันแค่เอื้อมมือเดียวเองค่ะ!
แต่พระเจ้า... ทำไมหมอนั่นถึงยังนั่งนิ่ง ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เปิดหนังสืออ่านหน้าเดิมวนไปวนมาอยู่ได้เล่า! แถมยังใส่หูฟังทำหน้าเคลิမ်းเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อีกต่างหาก!
*ไอ้... ไอ้คนใจร้าย! ไอ้ผู้ชายแล้งน้ำใจ! เห็นผู้หญิงเดือดร้อนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ยังมีหน้ามานั่งทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกเหรอวะเนี่ย!* รินรดากัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นที่ตีคู่มากับความกลัว เธออยากจะเดินไปกระชากคอเสื้อแล้วด่ากราดมันให้หูชาจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของธันวา...
หัวใจเจ้ากรรมของพ่อหนุ่มวิศวะกลับเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงสะอื้นเบาๆ ของรินรดาลอยมาเข้าหู ยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนกันมั่วไปหมด
*‘โธ่เว้ย... ร้องไห้ทำไมวะเนี่ย... เห็นผู้หญิงร้องไห้ทีไร ใจอ่อนยวบทุกทีเลยวะเรา’* ธันวาขยี้หัวตัวเองเบาๆ อย่างขัดใจ สายตาแอบชำเลืองมองลอดช่องว่างระหว่างสันหนังสือ สีหน้าซีดเซียวแต่แววตาดื้อรั้นของรินรดากำลังบาดลึกเข้ามาในความรู้สึกของเขา
*‘ถ้าเราปล่อยให้เธอโดนลากตัวไปจริงๆ คืนนี้เราคงนอนไม่หลับไปจนแก่แน่ๆ... แต่จะให้ออกไปเท่ๆ แบบพระเอกลิเก มันก็กระดากปากว่ะ... เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน!’*
ธันวาสูดหายใจเข้าลึก សម្រេចใจผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาปิดฉับหนังสือเล่มหนาเสียงดังสนั่นลั่นห้องสมุด จนชายฉกรรจ์ทั้งสองคนสะดุ้งโหยงหันขวับมามองเป็นตาเดียว รวมถึงรินรดาที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง
ธันวาก้าวเท้าเดินออกมาจากมุมมืด ร่างสูงใหญ่ในชุดฮู้ดสีดำเดินตรงเข้าไปหารินรดาและชายแปลกหน้าทั้งสองด้วยท่าทางกวนประสาทตามสไตล์ ใบหน้าหล่อเหลาติดจะเจ้าเล่ห์นิดๆ ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวใคร
"อ้าว... เสียงดังอะไรกันครับเนี่ย? รบกวนเวลาอันเป็น “ความสงบสุข” ของผมในการอ่านหนังสือเตรียมสอบวิชาคำนวณหมดเลยนะเนี่ย" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ กวนประสาทเสียจนชายร่างท้วมหัวเกรียนต้องหันมาถลึงตาใส่
"ไอ้น้อง อย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน! ถอยไปซะ ไม่งั้นจะหาว่าพี่ไม่เตือน!" ชายคนนั้นขู่เสียงต่ำ พร้อมกับเอื้อมมือจะผลักอกธันวา
ทว่า... ร่างสูงของธันวากลับยืนปักหลักนิ่งสนิทราวกับเสาเข็ม มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาของอีกฝ่ายไว้แน่นแรงบีบมหาศาลทำเอาชายร่างท้วมหน้าเหเกร็งด้วยความเจ็บปวด
ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ริมหูของชายคนนั้น รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงแววตาดุดันคมกริบที่แผ่รังสีคุกคามจนอีกฝ่ายผวา
"ถ้าไม่อยากให้ผมโทรแจ้งอาจารย์ฝ่ายปกاقةแล้วเรียกตำรวจมารวบพวกพี่ข้อหา "บุกรุกและขู่กรรโชกทรัพย์" ในเขตมหาวิทยาลัย... ก็ไสหัวออกไปจากตรงนี้ซะตอนนี้เลยครับ..." ธันวาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวานหยดแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงชวนขนลุกว่า "...หรือถ้าอยากลองวัดรอยเท้ากับเด็กวิศวะปีสองสักตั้ง... เชิญห้องซ้อมมวยหลังตึกคณะผมได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะครับพี่?"
สองโฉดหน้าซีดเผือด รีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมแล้วถอยรูดกรูดกู๊ดออกไปอย่างรวดเร็ว พรางทิ้งท้ายด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย "ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!" แล้ววิ่งหนีหายลับไปจากประตูห้องสมุดทันที
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของรินรดาที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่
ธันวาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด หันกลับมามองร่างบางที่ยืนตัวสั่นระริกอยู่ตรงหน้า เขาเตรียมจะอ้าปากพ่นคำพูดกวนๆ กลบเกลื่อนความเท่ของตัวเองตามฟอร์ม เช่น *‘คราวหลังถ้าไม่มีปัญญาเคลียร์หนี้ ก็หัดพึ่งพาผู้ชายหน้าตาดีแบบผมให้เร็วกว่านี้นะครับคุณหนู’*
แต่ทว่า...
รินรดาไม่ได้รอให้เขาพูดจาถางถางอะไรทั้งสิ้น ดวงตากลมโตที่คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใส ไหลรินอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป ร่างบางทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นห้องสมุดอย่างไร้เรี่ยวแรง ซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร
ธันวาชะงักกึก สมองที่เคยคิดคำพูดกวนๆ ไว้เป็นกระบุงกลับขาวโพลนไปหมด ความรู้สึกประหม่าพุ่งพล่านเข้ามาแทนที่ความมั่นใจเมื่อครู่
*‘เวรแล้ว... ร้องไห้จริงวะ! ทำไงดีวะเนี่ย ปลอบคนไม่เป็นด้วยสิโว้ย!’*
ธันวายืนเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะไหล่บางเพื่อปลอบโยน แต่ก็ชะงักค้างกลางอากาศด้วยความเก้ๆ กังๆ
"นี่... ร้องไห้ทำไมเนี่ย โดนไล่ตะردไปไกลแล้วนะ" ธันวาเอ่ยเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยยียวนกลับเจือไปด้วยความอบอุ่นละมุนละไมอย่างประหลาด
รินรดาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งอับอาย ทั้งโกรธ และ... ขอบคุณ ลึกๆ ในใจ
ธันวาจ้องมองใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตา หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างแรง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยัก เขายื่นมือไปเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นเหงื่อออกจากแก้มใสของเธออย่างเบามือที่สุด
"ถ้าไม่มีที่พึ่ง... มาเป็นเด็กในคาถาของผมไหมล่ะครับ?" ธันวาเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ "เดี๋ยวผมช่วยใช้หนี้ให้... แลกกับการที่เธอต้องมาเป็นแฟนผมคนเดียว ตกลงไหมครับ?"
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นทันที หัวใจเต้นแรงตึ๊กตั๊กจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธออ้าปากค้างจะอ้าปากด่าความหน้ามึนของเขา
แต่ทว่า... ธันวาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ทำเอาสติของเธอหลุดลอยไปไกล—
"เอ๊ะ หรือว่า... จริงๆ แล้วเธอแอบชอบผมอยู่ก่อนแล้ว ถึงได้ยอมให้ผมช่วยเท่ขนาดนี้ หื้ม?"
(โปรดติดตามตอนต่อไป... 💖)
— ที่คั่นหนังสือสีชมพู ❤️
วิศวะสายมโนกับไฮโซตกอับในคราบติวเตอร์•ตอนที่ 3
ความลับใต้เงาห้องสมุด
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายมโนกับไฮโซตกอับในคราบติวเตอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!