กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นออบอุ่นของหยดน้ำตาคละคลุ้งปะปนกันในอากาศจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของลินินสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงหินโบราณที่เวลานี้ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีครามจากเนตรของเรย์ มือเรียวบางที่เคยถือยันต์ปราบผีอย่างมั่นคง กลับสั่นเทาราวกับใบไม้ไผ่ต้องลมพายุ เธอมองร่างของชายวัยกลางคนผู้ยืนตระหง่านเบื้องหน้า—ผู้ซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน ทว่าเป็นผู้ชักใยแผนการอันดำมืดทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง
"ท่านพ่อ... นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ?"
คำถามนั้นไม่ใช่เพียงแค่ประโยคบอกเล่าความสงสัย แต่มันคือเสียงสะท้อนของหัวใจที่กำลังแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ลินินในยามนี้ไม่ได้หวาดกลัวต่อพลังไสยเวทอันน่าสะพรึงกลัวของผู้นำตระกูล แต่เธอกำลังหวาดกลัวความจริงที่กำลังแผดเผาความทรงจำวัยเด็กอันงดงามให้มอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา
ชายผู้เป็นพ่อแย้มรอยยิ้มเย็นชา แววตาของเขาไร้ซึ่งความอาทร ไร้ซึ่งร่องรอยของความเป็นบิดา มีเพียงความทะเยอทะยานกระหายอำนาจที่สะท้อนออกมาจากม่านตาคู่นั้น "ลินินลูกรัก... โลกใบนี้มันโหดร้ายเกินกว่าที่คนอ่อนต่อโลกเช่นเจ้าจะเข้าใจ การจะฟื้นฟูตระกูลของเราให้ยิ่งใหญ่เหนือภูตผีและมนุษย์หน้าไหน จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียสละ... และวิญญาณของเจ้า ก็คือศิลาลับคมชิ้นสุดท้ายที่พ่อต้องการ"
สิ้นคำพูดนั้น อาคมสีดำสนิทนับร้อยสายก็พุ่งทะยานออกจากพื้นศิลา พุ่งเป้าหมายตรงมายังจุดที่หญิงสาวยืนอยู่ราวกับฝูงงูพิษกระหายเลือด แรงกดดันระดับปรมาจารย์ไสยเวทบีบอัดอากาศรอบตัวจนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ลินินหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม เธอย่อมรู้ดีว่าขีดจำกัดของตนในยามนี้ไม่มีทางต้านทานอาคมสายเลือดเดียวกันได้ทันท่วงที
ทว่า... มีบางสิ่งที่คำนวณพลาดไป
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกผลักให้ร่างของลินินเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่เธอกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน เมื่อเธอลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก
แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้สวมเสื้อโค้ทตัวยาวปรากฏขึ้นขวางกั้นระหว่างเธอกับอันตราย เรย์ยืนนิ่งสงบ ทว่าเนตรสีครามของเขากลับส่องประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ลวดลายอักขระโบราณนับพันตัวหมุนวนรอบกายเขาอย่างเป็นระบบ ราวกับฟันเฟืองของนาฬิกาจักรวาลที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นหลังจากหลับใหลมานับพันปี
"คุณหนูครับ..." เรย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจและพลังอำนาจที่แผ่ซ่านจนน่าขนลุก "ยืนดูเฉยๆ แล้วสูดหายใจลึกๆ ดีกว่าครับ งานปราบวิญญาณระดับพ่อตา... เอ๊ย ระดับปรมาจารย์แบบนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนค่าจ้างถูกๆ อย่างผมดีกว่านะ"
แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ลินินก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งค้อนควับให้เขาด้วยความหมั่นไส้เล็กๆ ทว่าความอบอุ่นสายหนึ่งกลับไหลทะลักเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจ ความกลัวที่เคยเกาะกุมสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อความอบอุ่นจากจิตวิญญาณของทั้งสองประสานเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ
ระบบแจ้งเตือนภายในห้วงความคิดของเรย์สั่นระรัว ข้อมูลการคำนวณพลังเวททะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุดระหว่าง "ผู้ใช้ระบบ" และ "ทายาทตระกูลปราบผี"]*
*[เงื่อนไขพิเศษบรรลุ: ปรากฏการณ์ "สะพานเชื่อมวิญญาณหยิน-หยาง" ทำงานสมบูรณ์ 100%]*
*[ปลดล็อกทักษะเฉพาะกิจระดับ SSS: "เขตแดนบูรณาการนิรันดร์" — อนุญาตให้ผู้ใช้ผสานเวทมนตร์ของคู่หูได้โดยไม่มีเงื่อนไขข้อจำกัด]*
เรย์หรี่ตาลงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเคย เขามองไปยังร่างของบิดาลินินที่กำลังแสดงสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นอาคมของตนถูกดูดกลืนหายไปในเขตแดนสีคราม-ทองที่พวกเขาเพิ่งร่วมกันสร้างขึ้น
"เป็นไปได้ยังไง! พลังนั่นมันอะไรกัน ทำไมพวกแกถึง..." ผู้เป็นพ่อคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด อาคมระลอกใหม่ถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือจนเกิดเป็นลูกบอลพลังงานสีดำทมิฬขนาดมหึมาหมายจะทำลายล้างทุกสิ่งในคราวเดียว
เรย์หันกลับมามองลินินที่ยืนอยู่เคียงข้าง เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ยื่นมือออกไปเบื้องหน้าโดยมีมือเรียวของหญิงสาวเอื้อมมาประสานเข้าด้วยกันโดยสัญชาตญาณ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านความเชื่อใจทั้งหมดมาให้เขา ขณะที่พลังเวทไสยเวทสายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลลินินไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเรย์ผ่านการสัมผัส ผสมผสานกับเนตรสีครามและระบบปราบวิญญาณจนเกิดเป็นประกายแสงสีรุ้งแปลกตา
นี่ไม่ใช่การรวมพลังแบบธรรมดา แต่มันคือการ "หลอมรวมตัวตน" ผ่านความไว้เนื้อเชื่อใจและสายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
"คุณหนูครับ... พร้อมจะทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูลของตัวเองหรือยังครับ" เรย์กระซิบถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
ลินินสูดลมหายใจเข้าปอดลึก แววตาของเธอกลับมาคมกริบและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเด็กหนุ่มผู้เคียงข้าง ก่อนจะแย้มรอยยิ้มบางๆ ที่งดงามที่สุดเท่าที่เรย์เคยเห็นมา
"จัดการให้สาสมเลยค่ะ... เอ๊ย! หมายถึง จัดการให้ราบคาบเลยนะ!" เธอเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชิน แต่เรย์ทำเพียงหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
ในวินาทีถัดมา ทั้งสองก้าวเท้าออกไปพร้อมกัน ก้าวเดียวกดพื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พลังเวทประสานกันจนเกิดปรากฏการณ์ใหม่—คลื่นกระแทกรูปดอกบัวสีครามทองแผ่ขยายออกไปทั่วห้องโถง มันไม่ได้ทำลายล้างด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน แต่มันชำระล้างและผนึกพลังงานด้านลบทั้งหมดให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยราวกับปาฏิหาริย์
ร่างของบิดาลินินถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับจนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขั้นสุดเมื่อตระหนักได้ว่า อำนาจที่ตนไขว่คว้ามาทั้งชีวิตกำลังพังทลายลงด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มผู้มีเนตรสีครามและลูกสาวที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอ
ทว่า ก่อนที่เรย์จะเดินเข้าไปปิดคดีและซักถามความจริงทั้งหมด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงกัมปนาทจากชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
พื้นห้องโถงเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางห้อง พร้อมกับกลิ่นอายของวิญญาณระดับภัยพิบัติที่หลับใหลอยู่ใต้ดินลึกนับร้อยปีค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น... และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของเรย์และลินินพร้อมกัน เป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด—เสียงของบรรพบุรุษตระกูลลินินผู้ล่วงลับ ที่เอמהนามเรียกขานตัวตนที่แท้จริงของระบบในตัวเรย์ได้อย่างแม่นยำทุกคำ
"ในที่สุด... ก็มีคนเปิดประตูนี้เสียที... เจ้าหนูเนตรสีคราม แกไม่ใช่ผู้ถูกเลือก... แต่แกคือ 'กุญแจ' ที่พวกเราเฝ้ารอต่างหาก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอด ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
---
*เข็มทิศมองวิญญาณ*
คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้น... ผมแค่ปราบวิญญาณเองนะ•ตอนที่ 35
เมื่อความรักกลายเป็นเกราะคุ้มกัน
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้น... ผมแค่ปราบวิญญาณเองนะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!