กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของเหล็กกล้าผสมกับกลิ่นคาวสนิมจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องใต้ดินของแฟลตเก่าแก่ใจกลางกรุง เสียงลมหายใจที่ขาดห้วงดังประสานกับเสียงติ๊กต่อกของนาฬิกาโบราณบนผนังที่หยุดเดินไปนานแล้ว เบื้องหน้าของผมคือตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเคลือบเงาสีขาวซีดหลายสิบตัว วางเรียงรายบนชั้นไม้เก่าคร่ำคร่า ดวงตากลมโตของพวกมันทำจากแก้วใสสะท้อนภาพเงาของผมกับลินินที่ยืนอยู่เคียงข้าง
"ดูเหมือนว่า 'สวรรค์' ที่เราเพิ่งไปแฮ็กมา จะส่งระบบรักษาความปลอดภัยตามมาทวงของคืนแล้วล่ะครับคุณหนู"
ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาข้างซ้ายที่ฉายประกายสีครามเข้มกวาดมองออร่าสีดำทึบที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากร่างของตุ๊กตากระเบื้องเหล่านั้นทีละตัว อากาศรอบกายเริ่มลดอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว จนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
ลินินไม่ตอบคำถาม เธอขยับตัวเข้าประชิดแผ่นหลังของผมอย่างรู้หน้าที่ มือเรียวบางดึงยันต์กระดาษสีชาดนับสิบใบออกจากกระเป๋าคาดเอว เสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเริ่มดังขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"ระบบรักษาความปลอดภัยบ้าอะไร หน้าตาเหมือนเด็กอนุบาลที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากนรกชัดๆ" ลินินพึมพำลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ตุ๊กตาตัวตรงกลางที่เริ่มขยับหัวหันมาทางเราช้าๆ ข้อต่อกระเบื้องส่งเสียงดังกรอบแกรบราวกับกระดูกมนุษย์กำลังถูกบดขยี้
กรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าโปร่งใสของระบบเด้งขึ้นตรงหน้าผมทันที พร้อมเสียงแจ้งเตือนที่ดังเตือนในโสตประสาท
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบวัตถุอันตรายระดับ A - "ตุ๊กตานายหน้าทวงวิญญาณ"]
[สถานะ: กำลังดูดกลืนวิญญาณมนุษย์ในรัศมี 3 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง]
[คำเตือน: หากปล่อยให้กระบวนการสมบูรณ์ วิญญาณของเหยื่อจะถูกย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยของระบบเซิร์ฟเวอร์หลัก]
ผมมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความตื่นเต้นเร้าใจแล่นพล่านไปตามปลายประสาท มือขวาจับด้ามมีดอาคมที่เหน็บไว้ข้างเอวกระชับขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปราบภูตผีปีศาจธรรมดา แต่เป็นการวัดฝีมือระหว่างเรากับเบื้องบนที่กำลังมองลงมาผ่านเลนส์กล้องวงจรปิดล่องหน
"คุณหนูครับ ระวังมุมซ้ายมือสามนาฬิกา เจ้าพวกนั้นไม่ได้มาแค่ตัวเปล่า" ผมเอ่ยเตือนพร้อมกับที่ดีดตัวพุ่งไปข้างหน้า ร่างกายเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงตามวิถีที่เนตรสีครามคำนวณไว้
พริบตาเดียว ตุ๊กตากระเบื้องตัวแรกก็กระโจนเข้าใส่ ลวดลายอักขระโบราณบนตัวมันเปล่งแสงสีแดงฉาน กรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงมาที่ลำคอของผมอย่างหมายเอาชีวิต แต่มีดอาคมในมือของผมไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันตัว ผมตวัดปลายมีดรับคมกรงเล็บนั้นอย่างแม่นยำ เกิดประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืด แรงปะทะทำให้แขนชาไปชั่วขณะ แต่ผมใช้แรงเหวี่ยงนั้นหมุนตัวแล้วซัดฝ่าเท้าเข้าที่ลำตัวของตุ๊กตากระเบื้องจนกระเด็นทะลุตู้ไม้ด้านหลังเสียงดังสนั่น
ขณะเดียวกัน เสียงร่ายคาถาที่ทรงพลังและเด็ดขาดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ลินินสะบัดยันต์ในมือออกไปเป็นรูปวงแหวนอัคคี เปลวไฟสีทองสว่างวาบแผดเผาตุ๊กตาอีกสามตัวที่กำลังพยายามล้อมกรอบเข้ามาจากมุมห้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับเสียงของเด็กทารกดังระงมออกมาจากตุ๊กตาเหล่านั้น แต่มันไม่ใช่เสียงของผีร้าย มันคือเสียงสะท้อนของวิญญาณมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกักขังอยู่ภายใน
"อย่าทำลายตัวตุ๊กตาสุ่มสี่สุ่มห้า! วิญญาณข้างในจะแตกสลายไปด้วย!" ผมตะโกนเตือนเสียงดังลั่นเมื่อเห็นลินินกำลังจะใช้ง้าวอาคมฟาดซ้ำ
ลินินชะงักมืออย่างรวดเร็ว เปลวไฟในมือหดกลับด้วยความรวดเร็ว เธอขบกริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ "แล้วจะให้ทำยังไงเล่าเรย์ ถ้าไม่ทุบให้แหลก พวกมันก็ไม่หยุดเดินเข้ามาสักที!"
"ดึงแก่นพลังงานออกทางปากครับ... เหมือนที่เราเคยซ้อมกันตอนอยู่ที่สำนักไงครับ" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สติสัมปชัญญะของผมยังคงนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่
ลินินถอนหายใจยาวเหยียดแต่ก็ยอมเปลี่ยนกระบวนท่า เธอพุ่งตัวเข้าไปประชิดตุ๊กตากระเบื้องตัวที่ใกล้ที่สุด ใช้มือเปล่าบีบกรามของมันอ้าออกด้วยพละกำลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวคีบเอาลูกแก้วสีดำทึบที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมาจากลำคอของตุ๊กตา ทันทีที่ลูกแก้วถูกดึงออก ร่างของตุ๊กตากระเบื้องตัวนั้นก็หยุดชะงักและทรุดฮวบลงกลายเป็นเศษซากกระเบื้องไร้ค่า
ในขณะที่ลินินจัดการแนวหน้า ผมก็หันมาจัดการกับกองทัพตุ๊กตาที่เหลือ เนตรสีครามของผมวิเคราะห์จุดอ่อนของโครงสร้างอักขระไสยเวทได้อย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวที่ผมเคลื่อนไหวเปรียบเสมือนการเดินหมากบนกระดานที่ถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว ผมปัดป้อง หลบหลีก และดีดพลังอาคมใส่จุดรวมพลังของตุ๊กตาแต่ละตัวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งห้องใต้ดินแห่งนี้กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เสียงหอบหายใจเบาๆ ของลินินดังขึ้น เธอใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผากเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองไปยังลูกแก้วสีดำนับสิบลูกที่กองอยู่บนพื้น "พวกมันส่งของพวกนี้มาทำไมตั้งมากมายในเขตเมืองหลวงแบบนี้...?"
ผมย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วเขี่ยลูกแก้วสีดำเหล่านั้นเบาๆ ก่อนจะพบความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในออร่าสีดำนั้น มันไม่ใช่แค่การกักขังวิญญาณธรรมดา แต่มันคือการ "รีไซเคิล" วิญญาณเพื่อส่งกลับไปยังจุดเริ่มต้น
หน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงฉานเด้งขึ้นมาอีกครั้งกลางอากาศด้วยความเร็วที่ผิดปกติจนน่าตกใจ ตัวหนังสือวิ่งรัวราวกับระบบกำลังรวน
[แจ้งเตือนระดับวิกฤต: ตรวจพบการเข้าถึงรหัสผ่านระดับสูงจากภายนอก]
[เป้าหมาย: ตรวจสอบและทำลายพยานหลักฐานทั้งหมดในพื้นที่]
[คำสั่งลับจากเซิร์ฟเวอร์หลัก: เริ่มต้นกระบวนการลบข้อมูล (Data Wipe) ในอีก 3... 2...]
ผมหันไปสบตากกับลินินทันที รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของผมหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง "คุณหนูครับ... ดูเหมือนว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายแอบเข้าไปในระบบของพวกเขาฝ่ายเดียวเสียแล้วล่ะครับ"
ก่อนที่เสียงนับถอยหลังในระบบจะสิ้นสุดลง พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของเราก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวสีดำทึบแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างราวกับใยแมงมุม พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบที่ดังมาจากความว่างเปล่า—เสียงที่ฟังไม่เป็นภาษา แต่กลับทำให้เส้นโลหิตในขมับเต้นตุบๆ
และในวินาทีที่รอยร้าวนั้นแยกออกเป็นเหวขนาดใหญ่ เงาสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวเท้าเหยียบย่างขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่าง ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมชุดสูทสีเทาเข้มไร้รอยยับ แต่ใบหน้ากลับว่างเปล่าไม่มีดวงตา จมูก หรือปาก มีเพียงรอยยิ้มกรีดกว้างที่ฉีกถึงใบหู
[ระบบตรวจพบตัวตนใหม่: บอสผู้ดูแลเขตพื้นที่พิเศษ - "ผู้ตรวจสอบบัญชีแห่งความตาย"]
ผมสูดหายใจเข้าลึก1เฮือก ขณะที่มือซ้ายกระชับมีดอาคมแน่นขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับแขกผู้ไม่เชิญที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้น... ผมแค่ปราบวิญญาณเองนะ•ตอนที่ 18
คดีสลับวิญญาณในเมืองหลวง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้น... ผมแค่ปราบวิญญาณเองนะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!