เสียงคมกริบของจอบเหล็กที่กระทบลงบนผืนดินแข็งกระด้างดังสะท้อนก้องกังวาน ทลายความเงียบงันยามสายของผืนป่ารกร้างหลังเรือนได้อย่างหมดจด
หลินเฟยยืนกอดอกพิงกรอบประตูรั้วไม้ไผ่ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อพิจารณาภาพตรงหน้าอย่างนึกขันแกแกมระอา บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้น ผู้ซึ่งเคยใช้ดาบเล่มยาวทะลวงค่ายกลของข้าศึกจนราบคาบ บัดนี้กลับกำลังสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ กล้ามเนื้อแผ่นอกหนั่นแน่นภายใต้ร่มผ้าขยับไหวตามจังหวะการออกแรง แผ่นหลังกว้างก้มๆ เงยๆ อยู่กับการขุดพลิกหน้าดินที่เต็มไปด้วยรากไม้ระเกะระกะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
"ถ้าท่านแม่ทัพขุดลึกเกินไปอีกสักสามนิ้ว รากเหง้าของต้นสมุนไพรป่าที่ข้าเพิ่งฝังเมล็ดไว้เมื่อวานคงได้ขาดใจตายพอดีนะคะ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เจือแววเย้าแหย่ จางหย่งชะงักฝ่ามือที่กำลังกำด้ามจอบ เขาชูแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้าคมคาย ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวหันมามองสตรีตัวเล็กที่ยืนลอยชายอยู่รอยรั้ว ก่อนมุมปากหยักลึกจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มพรายที่แทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดได้เห็น
"ข้าเพียงแต่ต้องการเตรียมดินให้ร่วนซุยที่สุด เพื่อรองรับเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่ฮูหยินของข้าจะนำมาปลูกต่างหากเล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเอาอกเอาใจอย่างปิดไม่มิดดังลอดริมฝีปากหยัก "หรือเจ้าเกรงว่าฝีมือการขุดดินของสามีคนนี้จะสู้แรงของคนงานรับจ้างไม่ได้กันล่ะ, หลินเฟย?"
"หึ..." หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้าวเท้าเดินเข้าหาชายหนุ่มด้วยท่าทีสง่างามดั่งพญาหงส์ แม้ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย แต่นางก็ยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งทระนงตนแบบฉบับอดีตนางร้ายผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด "คนงานรับจ้างเขาทำงานตามค่าจ้าง แต่ท่าน... ทำงานโดยหวังผลตอบแทนชนิดใดกันแน่ ถึงได้ขันอาสามาช่วยข้าถางป่าขุดดินตั้งแต่ไก่โห่เช่นนี้"
จางหย่งวางจอบลงปักกับพื้นดิน เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางจนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นเหงื่อจางๆ เจือกลิ่นดินโคลนลอยเข้าแตะจมูก ระยะห่างที่ลดลงทำให้หลินเฟยต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความรักความหลงใหลที่รุนแรงดั่งไฟป่า แต่กลับถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งขรึมตามวิสัยชายชาติทหาร
"ผลตอบแทนที่ข้าต้องการ... มีเพียงรอยยิ้มของเจ้า และกับข้าวฝีมือฮูหยินในยามเย็นก็เพียงพอแล้ว" เขาเอמהเสียงกระซิบพร่าต่ำชวนให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบ
หลินเฟยเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว นางขยับถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง "ปากหวานเช่นนี้ ระวังเถอะ... ข้าอาจจะใส่เกลือลงไปในอาหารของท่านสักหนึ่งชามเต็มๆ เพื่อดัดนิสัยช่างเจรจานั่นเสีย"
"ต่อให้เจ้าใส่ยาพิษ ข้าก็ยินดีดื่มมันจนหมดชามโดยไม่ลังเล" จางหย่งกล่าวทีเล่นทีจริง ทว่าแววตากลับจริงจังเสียจนหลินเฟยต้องยอมแพ้แก่ความดื้อรั้นของเขา
นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางแปลงดินที่ถูกขุดไปแล้วกว่าครึ่ง "เอาล่ะ ในเมื่อท่านมีแรงเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปซุก4ไว้ที่ไหน เช่นนั้นก็ช่วยข้าขุดแปลงปลูกหัวผักกาดขาวตรงมุมนั้นเพิ่มอีกสี่แปลงก็แล้วกัน ห้ามอู้ ห้ามบ่น และที่สำคัญ... ห้ามทำดินเละเทะ มิฉะนั้นคืนนี้เชิญไปนอนนอกห้อง!"
คำขู่ที่ไร้พิษสงนั้นกลับทำให้แม่ทัพหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เขารับคำด้วยความเต็มอกเต็มใจ "รับบัญชาฮูหยิน!"
เวลาล่วงเลยจนเข้าสู่ยามบ่าย แสงแดดอุ่นสาดส่องลงมากระทบผืนดินสีเขียวขจี กลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหญ้าป่าผสมผสานกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นในชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยความขัดแย้ง หลินเฟยลงมือจัดการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวลงในแปลงที่จางหย่งเตรียมไว้ให้ด้วยความประณีต นางใช้มิติพิเศษในห้วงจิตสำนึกแอบหยดน้ำทิพย์สวรรค์เจือจางลงในบัวรดน้ำ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลให้งอกงามเร็วกว่าปกติ
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังง่วนอยู่กับการจัดการแปลงเกษตรกรรมขนาดย่อมหลังบ้าน ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นรัวๆ อย่างไร้มารยาท ตามมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นหูจนน่ารำคาญ
"หลินเฟย! นังตัวดี! ออกมานี่เดี๋ยวนี้! เจ้ากล้าดียังไงถึงปล่อยให้สามีเจ้ามาใช้แรงงานตากแดดตากลมเหมือนวัวเหมือนควายแบบนี้! คิดจะทรامบสามีรึไง ถึงได้ทำตัวเป็นภรรยาบาปหนาเช่นนี้!"
เสียงแผดร้องของป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจางดังแว่วเข้ามา พร้อมกับเงาร่างอวบอ้วนของนางที่ผลักประตูรั้วไม้ไผ่พังโครมเข้ามาอย่างไร้ความเกรงใจ ด้านหลังยังมีสะใภ้รองและบรรดาญาติห่างๆ เดินตามสมทบมาด้วยสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือ ราวกับยกพวกมาเพื่อเอาเรื่องโดยเฉพาะ
จางหย่งชะงักมือที่ถือจอบ ใบหน้าคมคายที่เปื้อนฝุ่นดินพลันมืดมนลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงอย่างน่ากลัว สมกับฉายาแม่ทัพผู้ไร้ความปรานีในอดีต
ทว่า หลินเฟยกลับยกมือขึ้นห้ามสามีไว้ นางวางช้อนปลูกในมือลงช้าๆ ปัดเศษดินที่เปื้อนอาภรณ์ออกอย่างไร้ความเร่งรีบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเย็นเยียบให้ผู้มาเยือน
"โอ้... ลมอะไรหอบท่านป้าสะใภ้ใหญ่มาถึงนี่กันคะ? หรือว่ากลิ่นหอมจากแปลงผักของข้ามันลอยไปเตะจมูกจนทนอยู่เฉยไม่ได้... ถึงต้องรีบวิ่งมาหาเรื่องถึงที่เรือนหลังนี้?"
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าหลินเฟยด้วยความโกรธเกรี้ยว "นังเด็กปากดี! เจ้ากล้าดียังไงมาพูดจากวนประสาทข้า วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักที่ต่ำที่สูงแทนพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเอง!"
ว่าแล้วนางก็พุ่งตรงเข้ามาหมายจะตบหน้าหลินเฟยด้วยความเกรี้ยวกราด
แต่ทว่า... ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นจะทันได้แตะชายเสื้อของหลินเฟย ร่างสูงใหญ่ของจางหย่งก็ก้าวเข้ามาขวางกลางไว้ราวกับภูเขาผา เขากำข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ไว้แน่นด้วยแรงมหาศาลจนอีกฝ่ายร้องกรี๊ดลั่นด้วยความเจ็บปวด
"ถ้าไม่อยากให้มือคู่นี้หัก... ก็ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าซะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับหลุดออกมาจากขุมนรก แววตาดุดลวดลายเหยี่ยวจ้องมองนางด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว นางพยายามดึงมือออกแต่ไม่เป็นผล ทว่าในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดขุนนางท้องถิ่นที่ถือหมายศาลสีแดงฉานในมือ
"ผู้ใดคือเจ้าของเรือนหลังนี้? ทางการได้รับเรื่องร้องเรียนว่า... ที่ดินแปลงนี้ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสร้างอาณาจักรความสุขไปกับหลินเฟยและท่านแม่ทัพนะคะ!
พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง•ตอนที่ 7
เมื่อแม่ทัพขุดดินเป็น
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!