"ท่านแม่ทัพ หากท่านยังจ้องตระกร้าผักกาดหอมเหล่านั้นด้วยสายตาดุดحเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเช่นนั้น เกรงว่าพวกมันอาจจะเหี่ยวเฉาตายคาตะกร้าก่อนที่เราจะทันได้ก้าวเท้าออกจากเขตหมู่บ้านเสียก่อนนะคะ"
น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบยามพลบค่ำที่ถูกแทนที่ด้วยแสงคบเพลิงสลัว หลินเฟยป้องมือปัดเศษดินออกจากชายแขนเสื้อ ขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองผลงานในเข่งไม้ไผ่สานอย่างพึงพอใจ
บนแผ่นไม้กระดานรองก้นเข่ง เรียงรายไปด้วยผักกาดขาวหัวอวบอ้วนที่ปลูกด้วยน้ำค้างยามเช้าและพลังวิเศษจากมิติเร้นลับ ใบสีเขียวสดกรอบและไร้ซึ่งร่องรอยของหนอนแมลงแม้แต่รอยเดียว ข้างกันคือแตงกวาผิวสีเขียวเข้มที่ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ และต้นหอมอวบหนาที่รากยังคงชุ่มไปด้วยดินดำอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีตราดรดด้วยความพิถีพิถันราวกับงานศิลปะชั้นยอด
จางหย่ง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าหยาบสีทึบเพื่ออำพรางตัวตน ละสายตาจากพืชผักเหล่านั้นมาช้อนมองภรรยา ดวงตาคมกริบทรงอำนาจที่เคยใช้กดดันศัตรูในสนามรบ บัดนี้กลับอ่อนแสงลงจนแทบจะละลายหายไปกับความมืด "ข้าเพียงแต่คิดว่า... ผักพวกนี้งดงามเกินกว่าจะนำไปขายให้พวกชาวบ้านตาถั่วในราคาถูกๆ เสียด้วยซ้ำ หากพวกเขารู้ว่าฮูหยินของข้าเหน็ดเหนื่อยเพียงใดในการเพาะปลูก พวกเขาคงต้องเอาทองคำมาแลกจึงจะสมน้ำสมเนื้อ"
"ปากหวานเสียจริงนะคะ ท่านแม่ทัพ" หลินเฟยหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่ามุมปากกลับยกย่องขึ้นอย่างอดไม่ได้ ความคลั่งรักแบบไม่รู้เวลาน้ำรู้เวลาของสามีคนนี้ มักจะมีวิธีทำให้หัวใจที่เคยด้านชาในอดีตชาติสั่นไหวได้อย่างน่าประหลาด "จำไว้ว่าเราไม่ได้ไปประมูลสมบัติล้ำค่า เราแค่จะไปเปิดตลาดนัดเล็กๆ ในหุบเขาเพื่อหาเงินมาซื้อเกลือและข้าวสารเพิ่ม ดังนั้น ทำตัวให้ธรรมดาเข้าไว้ค่ะ อย่าได้ทำหน้าตาดุร้ายขู่ขวัญลูกค้ารายแรกของเราเป็นอันขาด"
เมื่อคืนวาน... หลังจากที่หลินเฟยใช้มิติพิเศษเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลจนได้ผลผลิตล็อตแรกที่สมบูรณ์แบบเกินมาตรฐาน ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกินเองในครอบครัวเท่านั้น แต่คือ "ก้าวแรก" ของการสร้างอิสรภาพทางการเงิน และการตบหน้าบรรดาญาติผู้พี่ใจร้ายที่เคยขับไล่พวกเขามาทิ้งไว้ในเรือนร้างท้ายหมู่บ้านอย่างเลือดเย็น
รถเข็นไม้ล้อเดียวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปตามทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวลงสู่ตลาดสดประจำตำบล แสงไฟจากโคมกระดาษหน้าร้านค้าต่างๆ เริ่มสطว่างไสว กลิ่นอายของควันไฟจากการปรุงอาหาร กลิ่นเนื้อย่าง และเสียงตะโกนร้องขายของแข่งกันเซ็งแซ่ ปลุกบรรยากาศความมีชีวิตชีวาของโลกมนุษย์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง
หลินเฟยเลือกมุมสงบใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางเดิน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนมักจะเดินผ่านยามกลับจากซื้อของสด นางปูผ้าหยาบลงบนพื้นดิน จัดเรียงผักกาดและแตงกวาอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางคล่องแคล่วและมั่นใจของนางดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ไม่น้อย แม้ในยามสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับราคาแพง ทว่ารัศมีของความสง่างามที่ติดตัวมาจากชาติก่อนและแววตาดุดันเฉียบคม กลับทำให้ไม่มีใครกล้าดูแคลน
ผ่านไปเกือบเค่อ... ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาซื้อ แม้จะมีคนหยุดยืนมองด้วยความสนใจ เนื่องจากผักของหลินเฟยดูสดใหม่ผิดธรรมชาติ ราวกับเพิ่งเด็ดออกจากต้นสดๆ เมื่อครู่ แต่ด้วยความที่ราคาติดป้ายไว้สูงกว่าแผงข้างเคียงเล็กน้อย ทำให้แม่บ้านหลายคนลังเลที่จะควักเงินในถุงผ้าออกมา
จางหย่งที่ยืนกอดอกพิงลำต้นไม้อยู่ด้านหลัง ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ มือหนาแอบกำด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวแน่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นสายตาแปลกประหลาดที่คนกลุ่มหนึ่งมองมายังภรรยา
"ใจเย็นๆ ค่ะ" หลินเฟยเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของสามีเบาๆ พร้อมรอยยิ้มพราย "ของดี ย่อมมีราคาในตัวของมันเอง รอดูอีกนิดเถอะค่ะ..."
สิ้นเสียงของนางไม่นานนัก หญิงวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดี ร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าบ่งบอกถึงความมีฐานะ กำลังเดินบ่นพึมพำกับสาวใช้ข้างกายด้วยความหงุดหงิด ขณะกวาดตามองหาผักกาดขาวเพื่อนำไปทำซุปบำรุงให้คุณชายใหญ่ที่กำลังป่วยกระทันหัน
"แย่จริง ตลาดวันนี้มีแต่ผักเหี่ยวแห้ง ฟันข้าจะเคี้ยวไหวได้อย่างไรกัน!" นาคินี หรือ "ป้าหลิว" ภรรยาพ่อค้าใหญ่ประจำตำบลเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเข่งผักของหลินเฟย
ดวงตาของป้าหลิวเบิกกว้างขึ้นทันที ความเขียวขจีที่ไร้ริ้วรอยช้ำ กลิ่นหอมจางๆ ของความสดชื่นที่ลอยแตะจมูก ทำให้ฝีเท้าของนางชะงักกึก ป้าหลิวรีบพุ่งตรงเข้ามาที่แผงทันทีโดยไม่สนใจมารยาทใดๆ "แม่สาวน้อย! ผักนี่... เจ้าปลูกเองหรือ? เหตุใดจึงดูสดใหม่ราวกับเพิ่งเด็ดจากสรวงสวรรค์เช่นนี้!"
หลินเฟยเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมรอยยิ้มการค้าที่อ่อนหวานแต่มั่นใจ "เรียนคุณป้า ผักเหล่านี้ข้าและสามีช่วยกันปลูกด้วยหยาดเหงื่อและความใส่ใจในแปลงเกษตรท้ายหุบเขาค่ะ ไม่ใช้สารเคมี ไม่มีแมลงรบกวน รับรองว่าหากนำไปทำซุป เนื้อสัมผัสจะหวานกรอบละมุนลิ้น และช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอนค่ะ"
ป้าหลิวหยิบผักกาดหัวหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ สัมผัสได้ถึงความเย็นชุ่มชื้นและน้ำหนักที่แน่นเต็มมือ นางสูดลมหายใจเข้าลึก3ครั้งก่อนจะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง "โอ้ฟ้าดิน! ข้าไม่เคยเห็นผักกาดงดงามเช่นนี้มาก่อนในรอบสิบปี! เอาล่ะ! ข้าเหมาหมดนี่! เจ้าคิดราคาเท่าไหร่ว่ามา!"
คำว่า "เหมาหมด" ทำให้พ่อค้าแม่ขายแผงข้างเคียงหันขวับมามองด้วยความอิจฉา รอยยิ้มแห่งความสำเร็จระบายขึ้นบนใบหน้าของหลินเฟย นางกำลังจะเอ่ยปากบอกราคา
ทว่า... ในจังหวะที่เงินในถุงผ้ากำลังจะถูกส่งมอบ มือหยาบกร้านคู่หนึ่งก็ยื่นเข้ามาปัดผักในมือป้าหลิวร่วงลงกับพื้น พร้อมกับเสียงหัวاเราะเยาะหยันที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความชุลมุน
"ระวังหน่อยสิป้าหลิว... ของต่ำต้อยจากพวกคนไร้ค่าเดรัจฉานแบบนี้ ต่อให้สดแค่ไหน ก็เป็นแค่ผักที่ปลูกบนดินอัปמงคล!"
หลินเฟยหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างระหงอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของเสียงนั้น นางพบว่าเป็น "หลิวเฉิง" ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของร่างเดิม ที่จงใจมาพังการค้าขายวันแรกของนางด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม และด้านหลังของมัน ยังมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกสามคนเดินตามมาล้อมกรอบแผงผักของนางไว้ทุกด้าน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสร้างอาณาจักรความสุขไปกับหลินเฟยและท่านแม่ทัพนะคะ!
พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง•ตอนที่ 5
ตลาดนัดในหุบเขา
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!