จอบเหล็กกล้าเนื้อดีกระทบลงบนชั้นดินดานเสียงดังทึบสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ หลินเฟยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มกรอบหน้า ปลายจอกของนางปักลงไปลึกกว่าสามชั่ว นิ้วแล้ว มือเรียวที่เคยสวมแหวนหยกประดับอัญมณีล้ำค่าบัดนี้มีรอยด้านบางๆ ประดับอยู่ แต่นั่นกลับทำให้ร่างบางดูทรงพลังและน่าเกรงขามยิ่งกว่ายามเป็นคุณหนูในห้องหอเสียอีก
"ดินตรงนี้แห้งแล้งและแน่นขนัดเกินไปเจ้าค่ะ ถ้าฝืนปลูกผักกาดขาวหรือคะน้าลงไปตอนนี้ รากแก้วคงเน่าตายก่อนจะได้ชูใบเสียด้วยซ้ำ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางไอร้อนระอุของยามสาย โดยมีร่างสูงใหญ่ของสามีหนุ่มยืนค้ำจุนอยู่ไม่ห่าง จางหย่งในชุดเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีเข้มแต่สะอาดสะอ้านไม่ได้เอ่ยคำคัดค้าน เขากวาดตามองผืนดินรกร้างนับไร่ที่ตระกูลเดิมทิ้งไว้ให้เป็นมรดกบาป ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองภรรยาด้วยความประกายระยิบระยับในดวงตาคมกลา
"เจ้าต้องการให้ข้าขุดร่องน้ำระบายความเค็มออกตรงไหนอีกหรือไม่ เฟยเอ๋อร์"
น้ำทุ้มต่ำเอ่ยอย่างตามใจ พร้อมยื่นกระบอกน้ำไผ่ใส่น้ำเย็นจัดให้ภรรยา หลินเฟยรับมาดื่มอึกใหญ่ ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ สงบลง นางใช้หลังมือปาดหยาดเหงื่อออกลวกๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายเจ้าเล่ห์ฉายชัดขึ้นวูบหนึ่ง
"เราจะไม่ใช้แค่การขุดร่องน้ำแบบเดิมๆ หรอกค่ะท่านพี่... ดินที่เสื่อมสภาพเพราะสารอาหารในดินถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น หากจะฟื้นฟู เราต้องใช้ 'ปุ๋ยหมักชีวภาพ' สูตรลับเฉพาะที่ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ และที่สำคัญ..."
หลินเฟยเว้นจังหวะ นางกวาดสายมองไปยังแปลงผักท้ายเรือนที่นางแอบใช้มิติพิเศษเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรบางชนิดไว้ก่อนหน้านี้ รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก
"...เราต้องยืมมือคนบ้านใหญ่มาช่วย 'พรวนดิน' ให้เราฟรีๆ เสียหน่อย"
จางหย่งเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างนึกสนุก มุมปากหยักลึกยกยิ้มตามภรรยาผู้นี้เสมอ ไม่ว่านางจะวางแผนเล่นงานผู้ใด เขาย่อมพร้อมเป็นโล่เงินและดาบอาญาสิทธิ์ให้เสมอ "เจ้ามีแผนการอันใดในใจอีกแล้วสินะ แม่นางจอมเจ้าเล่ห์"
"หึ... ก็แค่สุนัขที่หิวโซ มักจะวิ่งเข้าหาเศษเนื้อที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเสมอไม่ใช่หรือคะ"
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังวางแผนปรับหน้าดินเพื่อพลิกชะตาชีวิต ณ เรือนใหญ่ตระกูลจาง บรรยากาศกลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด แม่สามีใจร้ายอย่างฮูหยินรองกำลังตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนถ้วยชาสะเทือน
"นังตัวดี! ผ่านไปหลายวันแล้ว เหตุใดพวกมันถึงยังไม่ตายอดตายอยากกลับมาคลานเข่าขอส่วนบุญจากเราอีก!" เสียงแหลมสูงกรีดร้องด้วยความขัดแย้งในอก นางส่งคนไปสอดส่องที่เรือนท้ายไร่อยู่หลายเพลา แต่สิ่งที่ได้รับรายงานกลับเป็นภาพที่น่าโมโหที่สุด—นังหลินเฟยและไอ้ลูกนอกสมรสกำลังช่วยกันพลิกหน้าดินราวกับจะทำนาแปลงใหญ่!
"ท่านแม่ใจเย็นก่อนขอรับ" บุตรชายคนรองเอ่ยขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความริษยาไม่แพ้กัน "ข้าได้ยินบ่าวไพร่พูดกันว่า ดินแถบนั้นแห้งแล้งจนปลูกหญ้ายังไม่ขึ้น ข้าว่าปล่อยให้พวกมันเหนื่อยตายไปเองจะดีกว่า..."
"เจ้าโง่!" แม่สามีตบโต๊ะซ้ำอีกครั้ง "เจ้าไม่เห็นหรือว่าช่วงนี้ผักป่าในตลาดมีราคาสูงขึ้นขนาดไหน หากนังนั่นเกิดฟลุคปลูกอะไรขึ้นมาได้จริงๆ หน้าตาของตระกูลเราจะเอาไปไว้ที่ไหน! พรุ่งนี้... เจ้าจงพาคนไปที่ไร่นั้น หาเรื่องบังคับให้พวกมันส่งมอบที่ดินคืนมาเสีย!"
ข่าวสารการเคลื่อนไหวของบ้านใหญ่เดินทางมาถึงหูของหลินเฟยผ่านทางนกพิราบสื่อสารตัวน้อยและสายข่าวชาวบ้านในเวลาอัน3รวดเร็ว นางเพียงแค่หัวساะเบาๆ ในลำคอ หยิบเมล็ดพันธุ์ผักหลากสีสันขึ้นมาคัดแยกด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่นางจัดเตรียมไว้สร้างความบันเทิงเท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องลงมากระทบผืนดินที่เพิ่งถูกไถพรวนใหม่เป็นร่องเป็นระเบียบ กลิ่นอายของดินชื้นและปุ๋ยหมักอินทรีย์ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักอึ้งพร้อมเสียงโวยวายก็ดังแหวกพุ่มไม้เข้ามา
"หยุดมือเดี๋ยวนี้! ใครอนุญาตให้พวกแกมาขุดคุ้ยที่ดินตรงนี้!"
ร่างท้วมของพี่สะใภ้ใหญ่ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาพร้อมบ่าวร่างกำยำอีกสี่คน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราด นางกวาดสายตามองแปลงดินที่ถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบด้วยความตกใจระคนริษยา ดินร่วนซุยสีดำสนิทไร้ซึ่งความแห้งแล้งอย่างที่ควรจะเป็น มันส่งกลิ่นหอมกรุ่นของธาตุอาหาร ชวนให้รู้สึกอิจฉาริษยาจนแทบคลั่ง
หลินเฟยค่อยๆ วางช้อนไม้ในมือลง นางค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้างملากงามประดับรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาดุจกวางน้อยแต่คมกริบดุจใบมีดกวาดมองผู้มาเยือนอย่างเหยียดหยาม
"ที่ดินตรงนี้ถูกแบ่งแยกสิทธิ์ขาดให้ข้ากับท่านพี่แล้วในวันแยกบ้าน พี่สะใภ้ใหญ่... ลืมข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีท่านผู้ใหญ่บ้านลงนามเป็นพยานไปแล้วหรือเจ้าคะ?"
"ข้อตกลงบ้าบออะไร!" พี่สะใภ้ใหญ่แค่นเสียงหัวساะในลำคอ ใบหน้าอัปลักษณ์ด้วยความโลภ "ที่ดินผืนนี้บรรพบุรุษตระกูลจางเป็นผู้สร้างมา พวกแกไม่มีสิทธิ์ครอบครอง! ถอยไป! ข้าจะให้คนมาไถกลบมันเสีย!"
บ่าวร่างกำยำก้าวเข้ามาหมายจะใช้กำลังเข้าแย่งชิงจอบในมือของจางหย่ง ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัส ร่างสูงใหญ่ของท่านแม่ทัพก็ก้าวออกมาบังภรรยาไว้ บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงจนอุณหภูมิลดฮวบ ดวงตาคมกราบกวาดมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยรังสีอำมหิตที่สั่งสมในสนามรบมานานปี
เพียงแค่ปรายตาเดียว บ่าวร่างกำยำทั้งสี่ก็ถึงกับเข่าอ่อนผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
หลินเฟยเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของสามีเบาๆ เป็นเชิงปราม รอยยิ้มบนริมฝีปากบางเฉียบยิ่งทวีความน่ากลัว นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงใสใสกังสดาลแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น
"หากพวกท่านอยากได้ที่ดินผืนนี้คืนนัก..." นางเว้นจังหวะ ปรายตามองแปลงดินที่เตรียมไว้ "...ก็จงพิสูจน์ความสามารถด้วยการ 'พรวนดิน' ตรงนั้นให้เสร็จภายในวันนี้เสียก่อนสิเจ้าคะ หากทำไม่ได้... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
คำพูดท้าทายนั้นทำให้พี่สะใภ้ใหญ่โกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด นางกำลังจะอ้าปากด่าทอด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทว่าจู่ๆ ลมพัดโชยระลอกหนึ่งก็พัดพาเอา 'กลิ่นหอม' ชวนน้ำลายสอชนิดหนึ่งลอยมาจากห้องครัวหลังเรือน...
กลิ่นหอมหวานของเนื้อตุ๋นซีיוอิ๊วที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ผสมผสานกับเครื่องเทศชั้นดีและกลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ส่งตรงเข้าจมูกของทุกคนจนต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือมาจับท้องตนเองโดยไม่รู้ตัว!
หลินเฟยเหลือบมองปฏิกิริยาของคนบ้านใหญ่ที่เริ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหิวโหย นางยิ้มหวานหยาดเยิ้มเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับสติหลุด
"อุ๊ยตายจริง... วันนี้ข้าดันเผลอทำ 'ข้าวหน้าเนื้อตุ๋นฮ่องเต้' หม้อใหญ่ไว้เสียด้วยสิเจ้าคะ..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสร้างอาณาจักรความสุขไปกับหลินเฟยและท่านแม่ทัพนะคะ!
พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง•ตอนที่ 4
แผนปรับหน้าดิน
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกตำราปลูกผักฉบับนางร้ายผู้ถูกทอดทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!