"บอกผมมาสิครับกะทิ ว่าคุณแกล้งทำเป็นเดินหลงทาง เพื่อจะได้เดินตามหลังผมมาตลอดสามกิโลเมตรเนี่ย ตั้งใจจะจีบผม หรือแค่อยากหาเรื่องเสียเงินค่าปรับเข้าอุทยานข้อหาเดินนอกเส้นทางกันแน่"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยواยหยันนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดโบราณประจำเมืองท่ามกลางหุบเขาหมอกหนา กะทิสะดุ้งสุดตัว เธอรีบดึงมือออกจากกองเอกสารเก่าแก่ที่กำลังเปิดดูอย่างลุกลี้ลุกลน หัวใจดวงน้อยเต้นโ크มครามไม่ใช่เพราะความผิดที่แอบย่องตามเขามา แต่เป็นเพราะแววตาของศิลาในยามนี้—มันว่างเปล่าและโดดเดี่ยวเสียจนคนมองรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ
นี่ไม่ใช่ศิลาคนเดิม คนที่มักจะยืนกอดอกบ่นกระปอดกระแปดยามที่เธอพาเดินเข้าร้านอาหารข้างทาง หรือคนเอาแต่ใจที่คอยติงเรื่องความสะอาดของจานชามในทุกๆ มื้อ แต่นี่คือศิลาในยามที่ถอดหน้ากากความเรื่องมากออกจนหมด เหลือเพียงร่างสูงโปร่งที่ยืนพิงชั้นหนังสือเก่าคร่ำคร่า แสงไฟสีส้มสลัวตกกระทบลงบนใบหน้าด้านข้างที่ฉายชัดถึงร่องรอยความเหนื่อยล้าสะสม
"ใครตามคุณกัน อย่าหลงตัวเองน่าคุณชาย" กะทิเชิดหน้าขึ้น ปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุดแม้ว่าในใจจะเริ่มรวนเร "ฉันแค่... หาห้องน้ำไม่เจอต่างหากเล่า แล้วอีกอย่าง ที่นี่มันที่สาธารณะ ใครจะเดินไปไหนก็ได้ป่ะ"
ศิลาไม่ตอบ เขายังคงมองเธอด้วยสายตานิ่งสนิท สายตาที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่มันกลับทำให้กะทิรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล ความดื้อรั้นในตัวเธอมลายหายไปในพริบตา เมื่อสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน—เสื้อแจ็กเก็ตแบรนด์เนมราคาแพงที่เขาใส่ติดตัวตลอดทริป บัดนี้มีรอยเปื้อนฝุ่นดินจากการเดินทาง และโทรศัพท์มือถือในมือของเขากำลังสว่างวาบด้วยข้อความนับร้อยจากหน้าจอแจ้งเตือนงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด
บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและกลิ่นอายของกระดาษเก่าๆ ที่ลอยอบอวล กะทิกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"คุณ... โอเคหรือเปล่าศิลา" น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความกวนประสาทเป็นความห่วงใยอย่างไม่รู้ตัว "ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะที่คุณดู... แปลกไป คุณเอาแต่เงียบ แล้วก็กินอะไรแทบไม่ลงเลย ทั้งที่เป็นนักวิจารณ์อาหารแท้ๆ หรือว่าอาหารเมืองนี้มันแย่จนคุณกินไม่ลงจริงๆ"
ศิลาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังเก่าแก่เล่มหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ ก่อนจะเปิดพลิกดูหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบ
"คุณรู้ไหมครับกะทิ ว่าทำไมผมถึงต้องเรื่องมากกับทุกๆ จานอาหาร ทำไมผมถึงต้องจับผิดรสชาติ ความสะอาด และรายละเอียดบ้าๆ บอๆ พวกนั้น" ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคู่นั้นไหวระริกคล้ายคนกำลังอดกลั้นบางสิ่งบางอย่าง "ก็เพราะว่า... นั่นเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองยังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ยังไงล่ะครับ"
กะทิชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
"พ่อกับแม่ผมเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอาหารนำเข้าขนาดใหญ่ ทุกมื้ออาหารในบ้านผมไม่ใช่การนั่งกินข้าวร่วมกันเพื่อพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ แต่มันคือการประชุมธุรกิจ คือสนามประลองที่ทุกคนต้องแข่งขันกันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ผมเติบโตมาบนโต๊ะอาหารที่มีแต่การตัดสิน การประเมิน และความคาดหวังที่ไม่มีที่สิ้นสุด..."
ศิลาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบหลุบมองต่ำลง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่กะทิไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายปากจัดคนนี้
"ทุกครั้งที่ผมวิจารณ์อาหาร ผมไม่ได้กำลังทำตัวอวดดีหรอกครับ... ผมแค่อยากให้ใครสักคน หันมามองผมจริงๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะทายาทธุรกิจ หรือเครื่องจักรผลิตผลงาน... แต่ดูเหมือนว่า ยิ่งผมเรื่องมากเท่าไหร่ คนรอบตัวก็ยิ่งถอยห่างออกไปไกลมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งผมเหลือตัวคนเดียวในห้องอาหารกว้างๆ ทุกๆ ค่ำคืน"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสองอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนตอนแรก หากแต่มันเต็มไปด้วยความเปราะบางที่ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดเปลือก กะทิมองใบหน้าด้านข้างของคนที่มักจะตั้งกำแพงสูงลิ่วเพื่อปกป้องตัวเอง เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า รอยยิ้มหยันๆ และคำพูดจาถกเถียงกวนประสาทที่เขาใช้มาตลอดทริป แท้จริงแล้วเป็นเพียงเกราะกำบังอันเปราะบาง ที่ซ่อนความโดดเดี่ยวอ้างว้างเอาไว้ภายใต้หน้ากากของคุณชายผู้เพียบพร้อม
หัวใจของบล็อกเกอร์สาวสายลุยกระตุกวูบ ความรู้สึกพยศและอยากเอาชนะมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างนุ่มนวล เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกก้าวอย่างไร้ซึ่งระยะห่าง เอื้อมมือเรียวไปแตะเบาๆ ที่หลังมือของเขาที่กำลังกำสมุดบันทึกแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"งั้นก็เลิกทำตัวเป็นคุณชายผู้โดดเดี่ยวคนนั้นสักวันสิครับ" กะทิพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและจริงจังที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมาในชีวิต ใบหน้าสวยหวานระบายด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ "ในเมื่อตอนนี้คุณไม่ได้นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารธุรกิจที่บ้านหลังนั้นแล้ว แต่คุณกำลังยืนอยู่กับฉัน... ฉันคนนี้ ที่ต่อให้คุณจะบ่นเรื่องรสชาติอาหารจนหูชา หรือเรื่องบริการแย่แค่ไหน ฉันก็จะไม่มีวันเดินหนีหายไปไหนทั้งนั้นแหละนะ"
ศิลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่คม เขานิ่งงิ่งไปเนิ่นนาน ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดที่จริงใจที่สุดจากปากของหญิงสาวตรงหน้า หัวใจที่เคยด้านชาและชินชากับความโดดเดี่ยวมาค่อนชีวิต กลับถูกความอบอุ่นสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามาจนสั่นไหวอย่างรุนแรง
ชายหนุ่มอ้าปากคล้ายจะเอ่ยบางสิ่งบางอย่างออกไป ริมฝีปากหยักขยับคล้ายจะพูดคำว่าขอบคุณ หรือบางทีอาจจะเป็นคำสารภาพความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกสุดขั้วหัวใจ ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังโรแมนติกและหัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاกเหวกของเจ้าหน้าที่ดูแลห้องสมุดก็ดังลั่นขึ้นจากทางเดินมืดสนิทเบื้องล่าง "เฮ้ย! ใครยังอยู่ข้างบนนั้นน่ะ! ได้เวลาปิดตึกแล้วนะเว้ย!"
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว ศิลาเผลอคว้าข้อมือของกะทิโดยสัญชาตญาณ แรงดึงกะทันหันทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปชนแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกันและกันในความมืดสลัว
ศิลาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนขึ้นสบกับดวงตากลมโตที่ฉายแววตื่นตระหนกปนเขินอายอย่างปิดไม่มิด นิ้วมือของเขายังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่นราวกับไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไปไหน
ในขณะที่กะทิกำลังจะอ้าปากประท้วงเรื่องระยะห่างที่อันตรายต่อหัวใจนี้ เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องขึ้นมาตามบันไดไม้เก่า ทันใดนั้นเอง ศิลาโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ถ้าไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเราแอบมาสวีตกันในนี้..." ศิลาเว้นวรรค ปลายจมูกโด่งเฉียดผ่านแก้มเนียนไปนิดเดียวอย่างตั้งใจ "จับมือผมไว้แน่นๆ แล้ววิ่งตามมาครับ"
และก่อนที่กะทิจะได้ทันเอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ศิลาก็ฉุดมือเธอให้พุ่งทะยานฝ่าความมืดของชั้นหนังสือโบราณ มุ่งตรงไปยังทางหนีไฟด้านหลังตึก ทิ้งให้หัวใจของเธอกระโจนโลดเต้นอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตื่นเต้นและหวั่นไหวที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ!
---
ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้นะครับ!
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 15
เบื้องหลังรอยยิ้มของคุณชายเรื่องมาก
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!