"บอกแล้วไงครับว่าให้เดินตามหลังผม อย่าซ่อแรดวิ่งนำลิ่วไปแบบนั้น ถ้าหลงขึ้นมาผมไม่ได้ตามหาให้เสียเวลาพาสปอร์ตหรอกนะ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นเหนือกบาล ท่ามกลางเสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขายและกลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกของตลาดเก่าแก่ประจำเมือง กะทิสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองหน้าศิลาที่ยืนกอดอกตีสีหน้านิ่งสนิทอยู่ห่างแค่คืบ ไอ้คุณชายนี่มันปากคอเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน ต่อให้บรรยากาศรอบตัวจะอบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์โบราณคร่ำครึแค่ไหน แต่ตราบใดที่มีนายศิลาเดินหายใจรดต้นคออยู่ด้วย ความโรแมนติกก็มักจะแปลงร่างเป็นสงครามขนาดย่อมได้ทุกทีสิน่า
"ใครซ่อแรดวะคุณศิลา พูดให้มันดีๆ นะคะ... เอ้ย! นะครับ!" กะทิเกือบหลุดปากเสียงสูงใส่ตามความคุ้นเคย แต่ยังดีที่เบรกกะทันหันแล้วเปลี่ยนสรรพนามทันเวลา เพราะขืนเผลอใช้เสียงผู้หญิงออกไป มีหวังได้โดนไอ้คุณชายจอมเรื่องมากนี่จับโป๊ะได้คาตลาดพอดี
ว่าแล้วเธอก็แกล้งทำเป็นสะบัดบ่าใส่ จัดเป้สะพายหลังใบโตให้เข้าที่แล้วเชิดหน้าใส่ "ฉันแค่วิ่งตามหากลิ่นพายอบอ้าวที่รีวิวในเน็ตบอกว่าเด็ดนักเด็ดหนาต่างหากเล่า คุณนั่นแหละเดินอืดอาดเป็นเต่าคลาน ชักช้าแบบนี้ชาติหน้าก็ไม่ได้กินของอร่อยหรอก"
"ของอร่อยเขาไม่ได้ตัดสินกันที่ความเร็วในการวิ่งควายครับกะทิ เขาตัดสินกันที่ความประณีตในการลิ้มรส ซึ่งคุณไม่มีมันเอาเสียเลย" ศิลาสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูลึกล้ำขึ้นเมื่อกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เริ่มแออัดยัดเยียดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ผู้คนต่างพากันมาหาอาหารเย็นใส่ท้อง
ตลาดเก่าแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางนัก ตัวอาคารไม้โบราณสองชั้นอายุอานามร่วมร้อยปีถูกดัดแปลงเป็นร้านรวงขายของพื้นเมือง แสงไฟสีส้มจากหลอดไฟนีออนดวงเล็กๆ และโคมกระดาษสะท้อนกับละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาบางๆ ทำให้บรรยากาศเริ่มชื้นแฉะและเดินลำบากขึ้น กะทิเริ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อฝูงชนเริ่มเบียดเสียดเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จากที่เคยเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ตอนนี้ไหล่ของเธอเริ่มชนเข้ากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นที่ถือร่มกันควั่กไขว่
"เฮ้ย..." กะทิอุทานเบาๆ เมื่อจู่ๆ ร่างของเธอถูกแรงกระแทกจากกลุ่มทัวร์กลุ่มใหญ่ที่เดินสวนมาจนเซถลาเกือบล้มคว่ำคะเมนลงไปบนแผงขายเครื่องปั้นดินเผาข้างทาง
หมับ!
มือหนาอุ่นจัดคว้าเข้าที่ข้อศอกของเธออย่างรวดเร็วราวกับติดสปริง แรงดึงมหาศาลกระชากเธอกลับเข้ามาในวงแขนกว้างได้อย่างเฉียดฉิว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนและกาแฟคั่วจากตัวของศิลาลอยเข้าแตะจมูกทันทีที่แผ่นหลังของเธอชนเข้ากับอกแกร่งของเขาอย่างจัง
หัวใจของกะทิกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันไม่ใช่เพราะความตกใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งความปลอดภัยนี่ต่างหาก ปลายจมูกของเธอห่างจากปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาแค่ไม่กี่เซนติเมตร เสียงหัวใจของใครบางคนกำลังเต้นรัวเร็วจนแยกไม่ออกว่าเป็นของเธอหรือของเขา
"เดินยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าหน้าไปฟาดกับไหพวกนั้น หน้าสวยๆ ของคุณคงได้เปลี่ยนเป็นลายครามโบราณสมใจอยากแน่" ศิลาเอ็ดเบาๆ อยู่เหนือศีรษะ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุร้ายเหมือนคำพูด ทว่ามือที่ยังคงกุมข้อศอกเธอไว้แน่นไม่ได้ยอมปล่อยออกทันที ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของชายหนุ่มซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนผิวบริเวณนั้นร้อนผ่าว
กะทิเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หมายจะพ่นคำด่ากลบเกลื่อนความใจเต้นรัว แต่ทว่า... เมื่อดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด คำพูดทุกคำก็ติดอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มีความรำคาญใจฉายอยู่เลย มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ และประกายระยิบระยับบางอย่างที่สะท้อนแสงไฟสีส้มจากร้านค้าข้างทาง ทำให้ใบหน้าคมเข้มของหนุ่มเจ้าระเบียบคนนี้ดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
"เอ่อ... ปล่อยได้แล้วมั้งคุณ ฉันยืนเองได้น่า" กะทิกระซิบเสียงเบา หูทั้งสองข้างร้อนผ่าวจนแทบระเบิด เธอพยายามบิดข้อศอกออกจากการเกาะกุม แต่ศิลากลับกระชับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
"อย่าดื้อน่ากะทิ คนเยอะขนาดนี้ ถ้าปล่อยมือ คุณได้ปลิวไปกับสายลมแล้วไปโผล่อีกทีที่สถานีตำรวจแน่ๆ" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง ฝนเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนต่างพากันกางร่มและเบียดเสียดกันหาที่หลบฝนจนทางเดินแคบๆ ในตลาดแทบจะกลายเป็นอัมพาต
จังหวะนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...
เสียงโครมครามดังสนั่นมาจากทางหัวมุมถนนด้านหน้า ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องตกใจของฝูงชน ป้ายร้านไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นสนิมและอุ้มน้ำฝนมาทั้งวันทานน้ำหนักไม่ไหว น็อตยึดตัวสุดท้ายขาดผึง! ร่างของป้ายไม้หนักอึ้งกำลังเอียงวูบและร่วงหล่นลงมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่พอดี!
"ระวัง!"
ศิลาไม่แม้แต่จะคิดเสี้ยววินาที ร่างสูงโปร่งพุ่งเข้าชาร์จร่างของกะทิเต็มแรง สองแขนโอบกอดรัดร่างบางเข้ามาแนบอกแล้วหมุนตัวหลบวิถีของป้ายไม้ที่ร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นผงและเศษไม้กระเด็นว่อนเฉียดไหล่ของชายหนุ่มไปเพียงนิดเดียว
โครม!
เศษไม้ชิ้นหนึ่งกระเด็นมาโดนข้อศอกของศิลาจนเกิดรอยแผลถลอกและมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่เจ้าตัวกลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่น้อย วินาทีนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ที่แนบชิดกันอยู่บนพื้นทางเดินที่เปียกชื้น
กะทิเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจของเธอแทบจะกระโดดออกมานอกอก มือทั้งสองข้างที่ยันอยู่บนอกแกร่งของศิลาสั่นเทา เธอเงยหน้าขึ้นสำรวจใบหน้าของเขาด้วยความหวาดวิตก
"คุณศิลา! คุณ... คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า เลือดออกนี่!" เธ้าร้องเสียงหลง นิ้วเรียวสั่นเทาสัมผัสลงบนรอยแผลที่ต้นแขนของเขาอย่างลืมตัว ความรู้สึกผิดและตระหนักได้ว่าเขาเอาตัวมาบังเพื่อปกป้องเธอทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ผมไม่เป็นไร... แค่รอยแมวข่วน" ศิลาตอบเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดหน้าผากมน ดวงตาทั้งคู่จ้องมองกันนิ่งนาน ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนรอบข้างที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ระทึกขวัญ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยถ้อยคำนับล้านที่กำลังสื่อสารกันผ่านทางสายตา
มือหนาที่เคยจับปากกาจิกกัดเธอสารพัดค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประคองแก้มนุ่มของกะทิอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำฝนและคราบฝุ่นที่เปื้อนข้างแก้มให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นนุ่มนวลและอบอุ่นเสียจนกะทิรู้สึกราวกับถูกสะกดจิต เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
"คุณนี่นะ... สร้างแต่เรื่องให้ผมต้องเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย" ศิลาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต
กะทิลืมตัว เผลอจ้องมองริมฝีปากที่ขยับพูดคุยก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมที่พกพาความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า 'คู่กัด' ไปไกลลิบ ความใกล้ชิดและสถานการณ์เฉียดตายเมื่อครู่หลอมละลายกำแพงทิฐิที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาตลอดทริปจนหมดสิ้น ร่างกายขยับเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกกลางสายฝน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ตของศิลาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูฉับพลัน ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย ก่อนจะผละออกห่างจากเธออย่างเสียดาย พร้อมกับก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอแวบหนึ่ง
แต่ทว่า... ดวงตาคมกริบของศิลากลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าที่เคยนิ่งสงบแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจระคนประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนหน้าจอที่สว่างวาบในความมืดครึ้มของตลาดเก่า
กะทิขมวดคิ้วด้วยความสงสัย กำลังจะอ้าปากถามว่าใครส่งข้อความมาดึกดื่นป่านนี้ แต่ศิลากลับเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาที่มองมาที่เธอนั้นเต็มไปด้วยความหมายประหลาดที่เธออ่านไม่ออก และก่อนที่เธอจะได้ทันตั้งตัว ศิลาก็ยื่นหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้เธอดู พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกะทิเย็นเฉียบลงชั่วขณะ...
"กะทิ... คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับว่า ทำไมข้อความนี้ถึงถูกส่งมาจากเบอร์ของ 'คนรักเก่า' ที่ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน... ทั้งๆ ที่เบอร์นั้นถูกบันทึกไว้ในเครื่องของคุณ?!"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมลุ้นและใจฟูไปกับโมเมนต์ระทึกขวัญปนหวานชื่นของทั้งคู่ในตอนนี้ด้วยนะครับ!
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 14
ความบังเอิญหรือพรหมลิขิต
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!