"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกแค่ก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความหนาว... หรือไม่ก็หนีหน้าผมกันแน่ครับ คุณกะทิ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยولเจือจางดังขึ้นจากด้านหลัง ท่ามกลางสายหมอกหนาทึบที่ลอยเอื่อยคลอเคลียอยู่ตามยอดสนของดอยในจังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามค่ำคืนนี้ร่วงลงแตะเลขตัวเดียวอย่างรวดเร็ว จนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาวโพลน กะทิหยุดฝีเท้ากะทันหัน เธอหันขวับกลับไปมองชายหนุ่มที่สวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีชาเข้มเข้ารูป ซึ่งตอนนี้ดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นท่ามกลางบรรยากาศปลายปี
"ใครหนีคุณกันคะ... เอ๊ย! ใครหนีคุณกันเล่า!" กะทิเกือบหลุดปากใช้สรรพนามคุ้นชิน เธอรีบเปลี่ยนคำแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาคมกริบที่มองมาอย่างรู้ทัน
"นั่นสิครับ ใครกันนะที่บอกว่า 'ทริปนี้ฉันเอาอยู่ สายลุยอย่างฉันไม่กลัวความหนบความหนาวหรอก' แต่พอเจอเลขแปดองศาเข้าไปจริงๆ กลับเดินจ้ำอ้าวเร็วกว่าสถิตินักวิ่งมาราธอนซะอีก" ศิลาเอ่ยแซَพร้อมกับก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อย ระยะห่างระหว่างกันในยามนี้แคบลงจนได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆ จากตัวเขา ผสมผสานกับกลิ่นไอดินและสนภูเขาอย่างลงตัว
กะทิเบนสายตาหนี ร้อนรนจนต้องยกมือขึ้นกอดอกเพื่อปกปิดอาการสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาวอย่างเดียวหรอกครับที่ทำให้เธอเสียอาการ แต่เป็นเพราะสายตาของศิลาในยามที่สะท้อนแสงไฟสีส้มจากโคมไฟรีสอร์ท มันช่างดูอ่อนโยนและมีพลังทำลายล้างความเก๊กของเธอเสียเหลือเกิน
"ก็... ก็มันหนาวนี่คะ! อะแฮ่ม! มันหนาวนี่ครับ!" บล็อกเกอร์สาวแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอหลุดเสียงสูงอีกรอบ เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความขัดแย้งในใจ
ตั้งแต่เดินทางขึ้นมาถึงภาคเหนือ ทั้งคู่ผ่านเหตุการณ์มาด้วยกันมากมาย ตั้งแต่รถเสียกลางทาง ข้าวต้มมื้อค่ำที่รสชาติสุดบรรยาย ไปจนถึงการหลงทางในตลาดมืดท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ใครจะไปคิดล่ะครับว่า จากหนุ่มนักวิจารณ์อาหารผู้เรื่องมากจนน่าตี จะกลายมาเป็นคนที่คอยหยิบผ้าพันคอมาสวมให้เธอเงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ
ศิลาถอนหายใจเบาๆ เป็นเชิงระอา แต่แววตากลับพราวระยับ เขาถอดผ้าพันคอแคชเมียร์เนื้อนุ่มสีเทาอ่อนออกจากคอของตัวเองอย่างไม่ลังเล ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้กะทิอีกก้าว แล้วบรรจงพันมันรอบลำคอระหงของหญิงสาวอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วที่เผลอแตะโดนผิวแก้มเนียนทำเอาหัวใจของกะทิกระตุกวูบ เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"ดื้อนักนะ" ศิลาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความดุแม้แต่น้อย กลับเจือความเอ็นดูเสียจนคนฟังรู้สึกหูอื้อตาลาย "ถ้าไม่สบายขึ้นมา ผมนี่แหละที่จะลำบากต้องมานั่งดูแลคุณกลางป่าเขาแบบนี้"
"ใครจะไปอ่อนแอขนาดนั้นกันเล่าคุณศิลา..." กะทิเถียงเสียงอ่อย ความเย็นยะเยือกของอากาศรอบตัวเหมือนจะถูกปัดเป่าให้หายวับไปกับตา เมื่อความอบอุ่นจากผ้าพันคอผืนนั้นแผ่ซ่านเข้ามาถึงขั้วหัวใจ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของศิลาติดตรึงอยู่ปลายจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวมันชวนใจเต้นแรงเสียจนน่ากลัว
"ปากแข็งจังนะครับ" ศิหายิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความหนาว (หรือเพราะเขาก็ไม่แน่ใจ) ก่อนที่เขาจะยื่นแก้วกระดาษบรรจุชาร้อนหอมกรุ่นที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าชุมชนยื่นให้เธอ "ดื่มซะ จะได้หายสั่น"
กะทิรับแก้วชาร้อนมาถือไว้ ความอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างกาย เธอก้มหน้ามองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นมา เพื่อหลบสายตาที่พยายามค้นหาความจริงบางอย่างจากดวงตาของเธอ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงใบไม้ไหวตามแรงลมภูเขา
"ขอบคุณ... นะคะ" เธอกระซิบแผ่วเบา
"หื้ม? เมื่อกี้นะอะไรนะครับ ผมได้ยินไม่ถนัด" ศิลาแกล้งเอียงหูเข้ามาใกล้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ขอบคุณครับ! พอใจหรือยังล่ะคุณชายจอมเรื่องมาก!" กะทิแหวใส่แก้เขิน พร้อมกับยื่นแก้วชาชนเข้าที่อกของเขาเบาๆ ทว่าศิลาไม่ได้ถอยหนี เขากลับหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เป็นเสียงหัวเราะที่กะทิยอมรับเลยว่า... มันเพราะกว่าเสียงดนตรีแจ๊สในร้านอาหารหรูที่เขาเคยพาไปเสียอีก
ความเย็นชาและกำแพงที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ค่อยๆ ถูกละลายลงทีละน้อยท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบในค่ำคืนนี้ มือใหญ่ของศิลายื่นออกไปจัดชายผ้าพันคอให้เข้าที่อีกครั้งอย่างเบามือ และในเสี้ยววินาทีนั้น ปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสเข้ากับมือของกะทิที่กำแก้วชาอยู่ ทั้งคู่ชะงักค้างไปพร้อมกัน ไม่มีใครยอมขยับหนี ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดออกมา สายตาที่สบกันในความสลัวสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆ
กะทิรู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นรัวราวกับกลองเพล มันไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความหนาว แต่เป็นความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นที่เธอกำลังพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนโยนของผู้ชายตรงหน้าอย่างราบคาบ
"กะทิ..."
เสียงเรียกชื่อของเขาในจังหวะนี้มันช่างนุ่มนวลและทรงพลังเสียจนกะทิแทบหยุดหายใจ ศิลาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่บริเวณพวงแก้ม
มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทของกะทิสั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายความเงียบในจังหวะนรกพอดิบพอดี เธอกะพริบตาปริบๆ ดึงสติที่หลุดลอยกลับเข้าร่าง แล้วรีบคว
านหามือถือออกมากดดูหน้าจอเพื่อแก้เก้อ
"อ๊ะ... เอえ... พี่ที่กองบรรณาธิการส่งข้อความมาตามงานน่ะค่ะ!" เธอลนลานละล่ำละลักบอก พร้อมกับกดเปิดหน้าจอแชตเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ
ศิลาถอนหายใจยาวอย่างเสียดาย แต่ก็ยอมถอยหลังเว้นระยะห่างให้อย่างสุภาพ เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ แก้เก้อเช่นกัน "ครับ เชิญตามสบายเลยครับคุณบล็อกเกอร์คนเก่ง"
กะทิก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในมือถือ พลางพ่นลมหายใจโล่งอกที่รอดพ้นจากสถานการณ์ชวนใจวายเมื่อครู่มาได้ แต่ทว่า... เมื่อเธอกวาดสายตาอ่านข้อความล่าสุดจากกลุ่มแชตลับของเพื่อนสนิทที่เด้งขึ้นมาซ้อนทับ ดูกล่องข้อความที่ถูกส่งเข้ามาผิดกลุ่ม—
*(ข้อความจาก: ศิลา - พิมพ์เมื่อ 1 นาทีที่แล้ว)*
**"ถ้าทริปนี้จบลง... เรามาลองเป็นแฟนกันจริงๆ ดูไหมครับ?"**
กะทิเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบตกลงไปที่ตาตุ่ม เธอนิ่งค้างไปทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า... ข้อความสารภาพความในใจที่ควรจะถูกส่งไปหาเธอแบบส่วนตัว ดันถูกส่งเข้ามาในกลุ่มแชตงานรวมทีมที่มีสมาชิกอยู่โข่งใหญ่กว่าสิบคน และที่สำคัญที่สุด... *เขายังไม่ได้กดยกเลิกมัน!*
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ!
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 13
ทริปภาคเหนือและอากาศที่หนาวจับใจ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!