"ถ้าคุณศิลาสำลักพริกตายคาโต๊ะนี้ขึ้นมา ฉันจะเขียนรีวิวปักหมุดประจานว่า 'นักวิจารณ์อาหารผู้ดีตีนเป็ด ดับอนาถเพราะสู้พริกขี้หนูสวนบ้านๆ ไม่ได้' เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายให้เลยนะครับ"
กะทิกدتเสียงหัวesร่อหึๆ ในลำคอ พร้อมกับเลื่อนจาน "พริกขี้หนูกระเหรี่ยงคั่วเกลือ" ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ ราวกับลูกมะเขือเทศสุกงอม เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายจนเส้นผมเปียกลู่แนบขมับ ภาพลักษณ์ของคุณชายผู้เคร่งขรึม เจ้าระเบียบ และมักจะถือคติ "อาหารทุกจานต้องผ่านการประเมินอย่างเที่ยงตรง" ในยามนี้พังทลายไม่เป็นท่า เหลือเพียงชายหนุ่มปากเก่งที่กำลังนั่งหายใจหอบฮืด คว้าแก้วน้ำเย็นจัดมาดื่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน้ำแข็งหมดแก้ว
"ใคร... ใครบอกว่าผมสู้ไม่ไหว" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบที่มักจะมองโลกด้วยความเย่อหยิ่งและประเมินค่าในตอนนี้กลับมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าจากการเผ็ดร้อนที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งโพรงปาก ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเป็นสีแดงก่ำอย่างน่าเอ็นดู "รสสัมผัสระดับนี้... มันก็แค่อารมณ์ดิบเถื่อนที่ขาดความประณีตในการปรุงแต่งต่างหากล่ะครับ คุณกะทิ"
"ปากแข็งซะให้ตลอดรอดฝั่งเถอะครับคุณชาย"
หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนแสงไฟนีอオンสีส้มอุ่นของร้านอาหารพื้นบ้านริมทาง ย้อนกลับไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ทั้งคู่แค่เถียงกันเรื่อง "ระดับความเผ็ดที่แท้จริงของอาหารไทย" ว่าระหว่างบล็อกเกอร์สาวสายลุยอย่างเธอที่กินพริกเป็นผักแกล้ม กับนักวิจารณ์หนุ่มกรุงผู้ดีเก่าที่กินได้แค่พริกไทยดำ ใครกันแน่ที่จะถือถ้วยรางวัลชนะ
ผลลัพธ์เหรอครับ? ก็อย่างที่เห็น... สงครามย่อมๆ บนโต๊ะอาหารที่เริ่มต้นจากความหมั่นไส้
กะทิแกล้งคีบพริกขี้หนูสดเม็ดจิ๋วสีเขียวแดงสดใสเข้าปากไปเคี้ยวกร้วมๆ หน้าตาเฉย เพื่อเป็นการยั่วโมโหคนตรงข้าม พริกเม็ดนั้นเผ็ดร้อนจนแสบร้อนไปถึงลิ้นปี่ แต่เพื่อศักดิ์ศรีของไกด์สาวสายลุย เธอยอมกัดฟันกลืนลงคอพร้อมกับทำสีหน้าระรื่นราวกับกำลังกินลูกอมรสสตรอว์เบอร์รี
แต่ศิลากลับไม่ยอมแพ้ สายดื้อรั้นในตัวผู้ชายคนนี้มักจะทำงานในเวลาที่ไม่ควรทำเสมอ
"คุณกินได้ ผมก็ต้องกินได้" ศิลาพูดเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะคว้าพริกขี้หนูเม็ดโตที่สุดในจานเข้าปากไปทั้งเม็ดโดยไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง
ผลลัพธ์คือความบรรลือโลก...
"แค่กๆ! น้ำ..." ศิลาสำลักจนหน้าดำหน้าแดง มือหนาควานหาแก้วน้ำสะเปะสะปะจนเกือบทำแก้วน้ำชาคว่ำ กะทิตกใจรีบยื่นแก้วน้ำของตัวเองให้ทันที พร้อมกับเอื้อมมือไปช่วยตบหลังเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการสำลัก
"บอกแล้วว่าอย่าซ่าไงครับคุณชาย! เป็นยังไงล่ะ โดนฤทธิ์พริกสวนบ้านๆ เล่นงานซะไปไม่เป็นเลย" กะทิเอ็ดเบาๆ แต่ริมฝีปากกลับระบายรอยยิ้มเอ็นดูโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ปลายนิ้วเรียวที่เผลอแตะลงบนแผ่นหลังกว้างผ่านเนื้อผ้าลินินสีอ่อนสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นและจังหวะการหายใจที่กระชั้นชิด
ศิคารับแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง ความเย็นช่วยดับความแสบร้อนในลำคอลงได้บ้าง แต่ความเผ็ดที่ซ่านไปทั่วลิ้นยังคงอยู่ เขาวางแก้วลงกระแทกโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ระยะห่างระหว่างโต๊ะไม้ตัวเล็กทำให้ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันเสียจนน่าแปลกใจ แววตาคู่คมที่เคยเต็มไปด้วยความถือดี ในยามนี้กลับเจือไปด้วยประกายระยิบระยับบางอย่างที่ทำเอาหัวใจของกะทิกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"คุณหัวเราะอะไรครับ" ศิลาถามเสียงแหบพร่า ใบหน้ายังคงแดงก่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นสมุนไพรและรสเผ็ดพุ่งปะทะเข้าจมูกของคนตรงข้าม
"ก็หัวเราะคนปากแข็งแถวนี้แหละครับ หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกขนาดนี้ ยังจะมาทำเป็นปากดีอีก" กะทิแกล้งแซวกลบเกลื่อนความวูบไวกะทันหันในอก เธอเบนสายตาหนีไปมองจานอาหารบนโต๊ะ พยายามดึงสติกลับมาควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแปลกๆ
"ผมไม่ได้ปากแข็ง..." ศิลาพึมพำเสียงเบา ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะอีกนิด ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังหลบตาอย่างจงใจ "แต่ที่ผมยอมกิน... เพราะไม่อยากให้คุณมองว่าผมเป็นผู้ชายสำอางที่ทำอะไรไม่ได้ต่างหากล่ะครับ"
กะทิชะงัก เงามืดจากชายคาของร้านไม้ไผ่ทอดตัวลงมาคลุมร่างทั้งสองไว้ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มให้เงียบลง เสียงจอแจของผู้คนในตลาดโต้ตู้ยามค่ำคืนราวกับถอยร่นไปไกลลิบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นหอมสะอาดประจำตัวของชายหนุ่มที่ลอยมาแตะจมูก
หัวใจของบล็อกเกอร์สาวสายลุยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เธอนึกอยากจะสวนกลับด้วยมุกกวนๆ ตามสไตล์คู่กัดเจ้าประจำ แต่พอเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาจริงจังที่ซ่อนอยู่หลังแพขนตาดกหนานั้น คำพูดทั้งหมดก็ติดอยู่แค่ที่ลำคอ
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" กะทิแกล้งทำเป็นดุ กลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการคว้าทิชชูมาส่งให้เขา "เช็ดเหงื่อซะก่อนเถอะครับ หน้าตาดูไม่ได้เลยนะนั่น"
ศิคารับกระดาษทิชชูมาถือไว้ แต่แทนที่จะเช็ดหน้าตัวเอง เขากลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากที่นานๆ ครั้งจะปรากฏขึ้นทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีเสน่ห์จนอันตรายต่อหัวใจคนมอง "ห่วงผมเหรอครับ คุณกะทิ"
"ใครห่วงคุณ! ห่วงตัวเองเถอะว่าคืนนี้จะท้องเสียรึเปล่าเถอะครับคุณนักวิจารณ์"
"ถ้าท้องเสียขึ้นมาจริงๆ... คุณต้องรับผิดชอบด้วยการดูแลผมนะ" ศิลาพูดหน้าตาเฉย ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน "ในฐานะที่เป็นคนคะยั้นคะยอให้ผมกินพริกเม็ดนั้นเข้าไป"
"โอ้โห! นี่ยkความผิดมาให้ฉันซะงั้น หน้าด้านหน้าทนจริงๆ นะครับคุณชาย"
"กับบางคน... ผมยอมหน้าด้านหน่อยก็ได้ครับ"
ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอากะทิถึงกับใบ้กิน เธออ้าปากพะงาบๆ หาคำพูดมาเถียงไม่ทัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์พริกขี้หนูเมื่อครู่ หรือเป็นเพราะสายตาคู่คมที่กำลังมองตรงมาที่เธอด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะรับมือไหว
บรรยากาศความสนุกสนานเฮฮาเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง—กระแสความอบอุ่น ละมุนละไม และชวนให้ใจสั่นไหวอย่างรุนแรง จนกะทิต้องรีบหลบสายตา ก้มหน้าก้มตาเก็บกระเป๋าเป้และรวบรวมข้าวของบนโต๊ะเพื่อเตรียมตัวหนี
"อ... อิ่มแล้วก็เช็คบิลสิครับ! มัวชักช้าอยู่เดี๋ยวฝนตกหนักหรอก"
ศิลามองท่าทางลนลานของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มละมุนที่แต้มอยู่เต็มดวงหน้า เขาไม่ได้เอ่ยปากแซวต่อ ปล่อยให้เธอนั่งหน้าแดงอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างนั้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อกดโอนเงินค่าอาหาร
ในจังหวะนั้นเอง หน้าจอสมาร์ทโฟนของศิลาที่มีการแจ้งเตือนข้อความค้างไว้ ก็สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟสลัว
กะทิที่บังเอิญเหลือบไปเห็นหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงกับเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อข้อความล่าสุดในหน้าจอแชตที่เปิดค้างไว้ เป็นชื่อของเธอเอง... พร้อมกับประโยคที่ถูกพิมพ์ร่างไว้แต่ยังไม่ได้ส่ง
*[ศิลา]: กะทิ... จริงๆ แล้ว ที่ผมยอมทนกินพริกเผ็ดๆ พวกนั้น ก็แค่อยากให้คุณหันมามองผม... แบบที่ผมมองคุณบ้าง...*
ศิลาชะงักกึก รีบคว่ำหน้าจอมือถือลงแทบจะไม่ทัน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสงบ บัดนี้กลับขึ้นสีแดงลามไปถึงใบหูอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นคมมองสบตากับสนเท่ห์และตกตะลึงของหญิงสาวด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกในชีวิต
และก่อนที่ใครสักคนจะได้เอ่ยปากพูดอะไรทำลายความเงียบนั้น เสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของกะทิก็ดังขึ้นแทรกกลางความอึดอัดพอดิบพอดี... พร้อมกับหน้าจอที่ปรากฏชื่อของ "บุคคลปริศนา" ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะโทรมาในเวลานี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความเผ็ดร้อนและโมเมนต์หัวใจเต้นแรงในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! - แบกเป้ท่องโลก
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 8
เมื่อความเผ็ดไม่ได้มีแค่ในจาน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!