"บอกตามตรงนะกะทิ ถ้าผมรู้ว่าทริปชิมอาหารพื้นบ้านล้านนาครั้งนี้ จะต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับ... เอ่อ แขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ ผมคงเลือกไปนั่งกินมาม่าคัพอยู่ในห้องพักตั้งแต่แรกแล้วครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะมาพร้อมกับความเนี้ยบระดับไมโครเมตรดังขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกพอจะทำให้คนที่กำลังตักแกงฮังเลเข้าปากถึงกับสำลัก กะทิเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ศิลากำลังใช้ช้อนกลางเขี่ยชิ้นเนื้อหมูในจานของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจดจ้องไปยังชายหนุ่มอีกคนที่นั่งถัดจากเธอไปไม่ถึงคืบ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดังกลางเมืองเชียงใหม่ ที่ควรจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเสียงหัวเราะ กลับคุกกรุ่นไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิตที่พร้อมจะช็อตทุกๆ คนให้ไหม้เกรียมได้ทุกเมื่อ
"เอาน่าคุณศิลา อย่าทำหน้าเป็นยักษ์กระบองเพชรใส่ 'พี่กรณ์' เขาอย่างนั้นสิครับ แค่บังเอิญเจอแล้วชวนมากินข้าวด้วยกันเอง ร้านนี้ออกจะกว้างขวาง" กะทิแกล้งทำเป็นพูดกลั้วหัวเราะ ทั้งที่ในใจเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กับรัศมีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของคนตัวสูงฝั่งตรงข้าม
พี่กรณ์ หรือ กรณ์พิชญ์ อดีตแฟนเก่าดีกรีสถาปัตย์หนุ่มรุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัย ส่งยิ้มพิมพ์ใจตามแบบฉบับหนุ่มเจ้าเสน่ห์มาให้กะทิ พร้อมกับเอื้อมมือไปเลื่อนจานน้ำพริกหนุ่มมาไว้ใกล้เธอ
"นั่นสิครับคุณศิลา ตั้งแต่ผมนั่งลงมา ผมยังไม่เห็นคุณตักอะไรเข้าปากเลยนะ อาหารเหนือออกจะอร่อย หรือว่ารสนิยมการกินของคุณมันสูงจนแตะต้องของพื้นบ้านพวกนี้ไม่ได้กันแน่ล่ะครับ" กรณ์พิชญ์สวนกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่คำพูดแต่ละคำนี่คมกริบชนิดที่เรียกว่าเชือดนิ่มๆ โดยไม่ต้องใช้มีด
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ เขาวางช้อนในมือกระทบกับจานเซรามิกเบาๆ เกิดเสียงดัง *กริ๊ง* ที่ทำให้กะทิสะดุ้งโหยง
"รสนิยมการกินของผมจะเป็นยังไง มันก็เรื่องของผมครับ... แต่อย่างน้อย มันก็ดีพอที่จะรู้ว่าอะไรควรอยู่บนโต๊ะอาหาร และอะไรคือเศษขยะที่ควรถูกคัดทิ้งไปตั้งแต่ชาติเศษแล้วครับ"
โอโห... แรงมาก!
กะทิแทบจะสำลักน้ำแข็งในแก้ว ศิลาไม่เคยพูดจารuseless หรือหยาบคายใส่ใครโต้งๆ แต่การใช้คำพูดสุภาพแต่เชือดเฉือนแบบนี้แหละ คือไม้ตายก้นหีบของคุณชายนักชิมผู้เรื่องมากที่เธอเข็ดขยาดนัก
กรณ์พิชญ์หุบยิ้มลงเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่พอใจชัดเจน "พูดจาแบบนี้ ดูถูกกันเกินไปหน่อยไหมครับคุณศิลา"
"ผมไม่ได้ดูถูกครับ ผมแค่ 'วิจารณ์' ตามความเป็นจริง... เหมือนที่คุณกำลังพยายามทำตัวเป็นแมลงหวี่แมลงวัน คอยบินวนรอบกองไฟที่เขาดับไปนานแล้วต่างหากล่ะครับ" ศิลาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่กดต่ำลงจนน่ากลัว เขาส่งสายตาคมปลาบไปยังมือของกรณ์พิชญ์ที่ยังคงวางอยู่ใกล้แขนของกะทิ
กะทิรีบขยับตัวออกห่างจากกรณ์พิชญ์ทีละนิดโดยอัตโนมัติ เธอมองหน้าศิลาที่ตอนนี้กรามขบเข้าหากันจนนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมคู่นั้นไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มันกำลังแผ่รังสีความหึงหวงแบบเงียบเชียบแต่รุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวลดลงไปหลายองศา
*เดี๋ยวนะ... หมอนี่หึงเราเหรอ?*
ความคิดนั้นแล่นปิ๊ดเข้ามาในหัวจนกะทิเผลอจ้องหน้าศิลาตาค้าง ศิลาเนี่ยนะจะหึง? คนที่ปากบอกตลอดเวลาว่าเธอเป็นแค่ไกด์จำเป็น เป็นแค่นยุทโธปกรณ์ในการเดินทาง เป็นความรำคาญใจระดับสิบในชีวิตเขาเนี่ยนะ จะมานั่งทำหน้ายักษ์หวงก้างเพราะแฟนเก่าเธอบังเอิญโผล่มาแจมโต๊ะอาหาร?
"เอ่อ... กะทิว่าเราสั่งปลาทอดสมุนไพรเพิ่มดีไหมคะ พี่กรณ์ทานปลารuเปล่า หรือว่าคุณศิลาอยากกินอะไรเพิ่มไหมคะ สั่งได้เลยนะ วันนี้กะทิเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง!" กะทิรีบทำหน้าที่ไกด์สาวผู้ประสานสิบทิศ พยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อกู้สถานการณ์บนโต๊ะอาหารที่กำลังจะกลายเป็นสนามรบย่อมๆ
"ผมไม่หิวครับ... เพราะเห็นหน้าคนบางคน ก็อิ่มจนจุกอกตายอยู่แล้ว" ศิลาพูดเสียงลอดไรฟัน สายตาคมกริบมองค้อนกะทิแวบหนึ่งด้วยความน้อยใจที่เจ้าตัวก็คงไม่รู้ตัวว่าเผลอแสดงมันออกมา
กรณ์พิชญ์หัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณศิลานี่อารมณ์ร้อนเป็นไฟเลยนะครับ สมัยเรียนกะทิเขาก็ชอบคนใจเย็น รักสงบแท้ๆ ไม่รู้ว่ารสนิยมเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้มาทนร่วมทางกับคนจู้จี้จุกจิกแบบนี้ได้"
กะทิหันขวับไปมองกรณ์พิชญ์ทันที "พี่กรณ์คะ..." เธอกำลังจะอ้าปากเบรก แต่ศิลากลับไวกว่า
ศิลาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เขายืดตัวตรงเต็มความสูง ดวงตาคมปลาบจ้องมองกรณ์พิชญ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"คนที่รักสงบและต้องการความเรื่อยเปื่อย... อาจจะเหมาะกับการเป็นแค่ 'ความทรงจำ' ในอดีตล่ะมั้งครับคุณกรณ์ เพราะบางคน ถ้ามัวแต่ยืนหยุดอยู่กับที่ ก็คงมองไม่เห็นหรอกว่าโลกข้างหน้ามันไปถึงไหนกันหมดแล้ว... และที่สำคัญ" ศิลาเว้นจังหวะ เลื่อนสายตากลับมาสบตากะทบนนิ่งสนิท "คนที่เรื่องมากอย่างผมเนี่ย ถ้าไม่เจอ 'ความคุ้มค่า' ที่มากพอจริงๆ ผมไม่มีวันเสียเวลาเดินทางข้ามจังหวัดมานั่งหงุดหงิดอยู่ตรงนี้หรอกครับ"
ตึ้บ!
หัวใจของกะทิเต้นแรงผิดจังหวะ คำพูดของศิลามันไม่ได้แปลว่าเขาแค่วิจารณ์อาหาร แต่มันมีความหมายซ่อนเร้นบางอย่างที่ทำให้ซอกหลืบในหัวใจของเธอวูบไหวอย่างประหลาด ความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้าย ความหงุดหงิดที่เกิดจากความหึงหวงแบบเงียบๆ ทั้งหมดมันถูกกลั่นออกมาเป็นประโยคที่ทำเอาบล็อกเกอร์สาวสายลุยอย่างเธอถึงกับไปต่อไม่ถูก
กรณ์พิชญ์หุบยิ้มสนิทเมื่อเจอหมัดฮุกเข้าเต็มรักจากชายหนุ่มผู้ดูเหมือนจะเรียบร้อยแต่คารมคมคายกว่าที่คิด
"ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ" ศิลาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างสง่างาม เขาส่งสายตานิ่งสนิทมาให้กะทิแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินหายลับไปทางโซนด้านหลังของร้าน ทิ้งให้กะทินั่งอึ้งอยู่กับที่ท่ามกลางความอึดอัดที่ยังไม่จางหาย
ผ่านไปเกือบสิบนาที ศิลาก็ยังไม่กลับมา กะทิเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ข้อความแชตในมือถือสั่นเตือนเบาๆ เธอหยิบขึ้นมาเปิดดูด้วยความร้อนใจ คิดว่าคงเป็นข้อความบ่นกระปอดกระแปดยาวเหยียดจากคุณชายเจ้าเรื่องคนนั้นแน่ๆ
แต่ทว่า... หน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับปรากฏข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิต ที่ถูกส่งตรงมาจาก "คุณชายเรื่องมาก" (ชื่อที่เธอบันทึกไว้ในเครื่อง)
**[คุณชายเรื่องมาก]:** *ถ้ายังเลือกไม่ได้ว่าจะให้ผมเป็นแค่ "อดีต" แบบไอ้หมอนั่น หรือจะยอมรับความจริงว่าคุณกำลังใจสั่นเพราะผม... ก็รีบเดินตามมาที่ลานจอดรถหลังร้านซะนะครับกะทิ ผมให้เวลาคุณสามนาที ถ้ามาช้า... ผมจะขับรถกลับโรงแรมเอง แล้วปล่อยให้คุณเดินกลับคนเดียวกลางดึกแบบนี้แหละ!*
กะทิตาโตค้างกลางอากาศ มือบางกำโทรศัพท์แน่นจนสั่นระริก
*ไอ้คุณศิลาคนเผด็จการเอ๊ย! นี่คิดจะงอนแล้วบังคับกันโต้งๆ เลยหรือไงวะเนี่ย!*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับโมเมนต์หัวใจเต้นแรงในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! - แบกเป้ท่องโลก
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 9
ศัตรูหัวใจที่ชื่อว่าแฟนเก่า
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!