"บอกแล้วไงครับว่าหมูกรอบร้านนี้ต้องจิ้มซีอิ๊วดำหวาน ไม่ใช่ซอสพริก... คุณนี่มันรสนิยมพังพินาศสิ้นดี"
เสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญใจนิดๆ ของศิลาลอยมาท่ามกลางความเงียบสงบของระเบียงไม้โบราณที่ยื่นออกไปรับลมหนาวริมทะเลสาบ ในเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่ซึ่งหมอกจางๆ กำลังลอยคลอเคลียผิวน้ำสะท้อนแสงดาวระยิบระยับ
กะทิถอนหายใจยาวพรืด เธอวางตะเกียบลงบนโต๊ะไม้เสียงดังลั่นจนศิลาต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างนึกสนุก สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสุดเนี้ยบมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เธอมองว่ากวนประสาทที่สุดในสามโลก
"นี่คุณศิลา! นี่มันทริปแบกเป้ลุยเดี่ยวฉบับบล็อกเกอร์สายลุยนะเว้ย ไม่ใช่ภัตตาคารมิชลินสามดาว จะให้มานั่งบรรจงจัดจานแยกน้ำซอสแยกเครื่องเคียงเหมือนคุณชายตระกูลผู้ดีตกยาก ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ—เอ๊ย! ทำไม่ได้หรอกนะครับ!" กะทิเกือบหลุดปากคำลงท้ายยอดฮิตของตัวเอง โชคดีที่เธอเบรกปากทันแล้วรีบเปลี่ยนสรรพนามแก้เขิน แทบจะยกมือขึ้นตบปากตัวเองเบาๆ
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่นานๆ ทีจะหลุดออกมาจากผู้ชายหน้านิ่งคนนี้ ทำให้บรรยากาศรอบตัวมันอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เขายื่นกระป๋องเบียร์ในมือไปแตะเบาๆ กับกระป๋องน้ำอัดลมของเธอ
"แก้คำพูดไม่ทันแล้วครับคุณบล็อกเกอร์สาว... เผลอหลุดมุมน่ารักออกมาแบบนี้ ระวังผมจะเก็บบันทึกไว้แบล็กเมลนะ"
"ใครน่ารักฟะ! พูดจาเพ้อเจ้อ ดื่มเบียร์เข้าไปแค่กระป๋องเดียวเมาแล้วเหรอคุณ" กะทิแกล้งทำเป็นมองไปทางอื่น หลบสายตาแพรวพราวที่จู่ๆ ก็พุ่งตรงมาที่เธอแบบไม่ทันตั้งตัว หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ตลอดสิบตอนที่ผ่านมา พวกเขากัดกันมาตลอดทางแทบจะฆ่ากันตายในทุกโลเคชั่น ตั้งแต่ปารีสจนมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแห่งนี้
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง เป็นความเงียบที่แตกต่างจากความวุ่นวายของการเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่มีเสียงเตือนตารางเวลารถไฟ ไม่มีเสียงโวยวายเรื่องจองโรงแรมผิดพลาด และไม่มีเสียงบ่นเรื่องอาหารไม่อร่อย มีเพียงเสียงลมหายใจ เสียงระลอกคลื่นกระทบฝั่ง และเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่
กะทิก้มมองมือตัวเองที่กำกระป๋องน้ำอัดลมแน่น เธอกำลังคิดถึงสิ่งที่แม่พูดก่อนออกเดินทาง— *"ลูกจะเดินทางไกลอีกนานแค่ไหน? เมื่อไหร่จะยอมกลับมาทำงานมั่นคงๆ สักที"* คำถามที่เธอพยายามวิ่งหนีมันมาตลอดด้วยการแบกเป้เดินทางไปทั่วโลก แต่พอมาเจอผู้ชายจอมเรื่องมากคนนี้ นั่งอยู่ข้างๆ ในคืนที่ดาวเต็มฟ้า เธอกลับรู้สึกว่า... โลกกว้างใบนี้ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความคาดหวังเดิมๆ อีกแล้ว
"คิดอะไรอยู่ครับ หน้าเครียดเชียว" ศิลาเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาไม่มีแววของการประชดประชันหรือล้อเลียนเหมือนเคย มันมีความนุ่มนวลและจริงจังจนกะทิเผลอหันไปมอง
ดวงตาคมของศิลาไม่ได้มองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้าเลย เขากำลังมองเธออยู่... มองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ "คู่กัด" สมควรจะมองกัน
"เปล่า..." กะทิกระซิบ เสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม "แค่คิดว่า... ถ้าจบทริปนี้แล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง นาย... เอ๊ย คุณศิลา จะยังบ่นเรื่องรสชาติอาหารของฉันให้อ่านในแชโตว์ไหม"
ศิลาชะงักไปนิด แววตาไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เขาวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ แล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนกะทิได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆ จากเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนของเขา
"คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไงล่ะครับ กะทิ"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอห้วนๆ โดยไม่มีคำว่า "คุณบล็อกเกอร์" นําหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ทำเอาคนฟังอย่างกะทิรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้องจนหายใจไม่ทั่วท้อง
"ก...ก็นายมัน... เป็นตาแก่จอมเรื่องมาก ปากจัด ขี้บ่น แล้วก็เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด!" กะทิเลือกใช้การโวยวายกลบเกลื่อนความประหม่า เธอยกมือขึ้นกอดอก ทำท่าทางหาเรื่องเต็มที่
"แต่ตาแก่จอมเรื่องมากคนนี้..." ศิลาพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนกะทิต้องหยุดชะงัก "จำได้ทุกอย่างที่คุณชอบกิน จำได้ว่าเวลาคุณเหนื่อยคุณจะชอบกัดริมฝีปากตัวเอง และ... จำได้แม่นเลยว่า หัวใจของผมมันเริ่มเดินทางออกจากกรอบระเบียบเดิมๆ ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณเข้ามาโวยวายใส่ผมในสนามบินวันนั้นแล้วล่ะครับ"
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
กะทิตาโตค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับประโยคสารภาพรักแบบสمرซ้อนแต่ตรงไปตรงมาของพ่อหนุ่มนักวิจารณ์อาหารหน้านิ่ง แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความเขินอายชนิดที่เรียกว่าต่อให้เอาเครื่องดื่มเย็นๆ มาสาดก็คงไม่หายร้อน
เธอยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงหรือเอ่ยคำพูดใดๆ ออกไป ศิลาก็ยื่นมือหนาออกมา หมายจะเอื้อมมาแตะปอยผมที่ปลิวมาบังแก้มของเธอ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูในเสี้ยววินาที ทั้งกะทิและศิลาสะดุ้งเล็กน้อย
กะทิรีบหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความลนลาน เผื่อจะใช้มันเป็นข้ออ้างในการหลบสายตาคู่นั้น หน้าจอสว่างวาบขึ้นมาแสดงข้อความจากเพื่อนสนิทที่ส่งรูปถ่ายทริปเก่ามาให้ดู แต่สายตาเจ้ากรรมของเธอดันเหลือบไปเห็นการแจ้งเตือนอีกอันที่เด้งขึ้นมาจากแอปพลิเคชันแช็ตส่วนตัว...
เป็นข้อความจากศิลาที่ถูกส่งเข้ามาในห้องแช็ตของเขากับเธอ เมื่อวินาทีก่อนหน้านี้เอง!
กะทิตาโตยิ่งกว่าเดิมเมื่ออ่านข้อความบนหน้าจอชัดๆ—
*[ศิลา]: ถ้าทริปนี้จบลง... เรามาเริ่มต้นเดินทางในฐานะแฟนกันแทนได้ไหมครับ?*
และก่อนที่เธอจะทันได้กดเปิดอ่านเต็มๆ ตา ศิลาก็พุ่งมือมาแย่งโทรศัพท์มือถือไปจากมือเธออย่างรวดเร็วด้วยความเร็วแสง ใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติจะนิ่งสนิท ตอนนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู เขาทำท่าจะกดยกเลิกข้อความนั้นด้วยความลนลานเช่นกัน แต่ทว่า... นิ้วเรียวยาวของเขากลับดันไปกดโดนปุ่ม "ส่งสติกเกอร์หัวใจ" ซ้ำเข้าไปอีกหนึ่งกรุบอย่างจัง!
หน้าจอโทรศัพท์โชว์สถานะ: *Read* และ *Sticker: หัวใจดวงโตสีชมพูลอยฟ่อง* ทันทีต่อหน้าต่อตาคนทั้งคู่
ศิลาค้างนิ่ง มือถือโทรศัพท์ค้างเติ่งกลางอากาศ ค่อยๆ หันมามองหน้ากะทิที่ตอนนี้อ้าปากค้าง หน้าแดงแจ๋จนแทบจะกลายเป็นลูกมะเขือเทศสุก สติสตางค์หลุดลอยหายไปกับสายลมหนาวริมทะเลสาบเรียบร้อยแล้ว
"เอ่อ..." ศิลาเม้มปากแน่น หลบสายตาเธอกะทันหัน ใบหูแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม "คือ... มัน... มันยังไม่ได้รีวิวครับ แต่ถ้าให้คะแนนความรู้สึกตอนนี้... ผมให้ล้านเต็มสิบเลย"
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ!
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 11
คืนที่ดาวเต็มฟ้าแต่ใจกลับสับสน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!